ธ.ค. 24 2009

เศรษฐีหอบ 2,000 ล้านลงทุนนอก

เศรษฐีเงินออม เดินหน้าหอบ 2,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนส่วนบุคคลลุยไฟต่างประเทศ บลจ.เผยเหตุ ลูกค้าตื่นตัวกระจายความเสี่ยงหนีพิษเงินเฟ้อและเพื่อปรับตัวรับพ.ร.บ.ค้ำประกันเงินฝากที่มีผลบังคับใช้สิงหาคมนี้ แนะเทน้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้ ส่วนหุ้นเสี่ยง เผยบรรดาเศรษฐีลงทุนต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนเป็น 20-30% ดันสินทรัพย์ทั้งระบบพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนบอนด์เกาหลียังเป็นขวัญใจรายย่อย

?

ภายใต้สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบและแรงกดดันจากวิกฤติเงินเฟ้อ สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน สมาคมนักวิเคราะห์ปรับลดเป้าดัชนีลงแล้ว โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯเฉลี่ย ณ ปลายปี 2551 อยู่ที่ 927 จุด จากเดือนมกราคมที่ผ่านมาเคยคาดการณ์ไว้ที่ 958 จุด ในด้านของผู้ออมและผู้ลงทุนรายใหญ่นั้น ได้มีความเคลื่อนไหวการบริหารเงินออมเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล(ไพรเวทฟันด์)เพื่อลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

***ครึ่งปีหลังแห่ลงทุน 2,000 ล้าน

ทั้งนี้นางพัชรินทร์ เตชะเคหะกิจ รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ไทยพาณิชย์ คาดว่าครึ่งปีหลังนี้นักลงทุนรายใหญ่จะลงทุนต่างประเทศด้วยการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลประมาณ 1,800-2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าบลจ.ที่มีส่วนแบ่งตลาดกองทุนส่วนบุคคลสูงสุด 10 อันดับแรก(ดูตารางประกอบ) มีลูกค้าสนใจไปลงทุนต่างประเทศอย่างน้อยบริษัทละ 10 ราย โดยมีวงเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อราย (ประมาณ 15 ล้านบาทต่อราย)

“ส่วนของบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ขณะนี้มีลูกค้าแสดงความสนใจเกิน 10 รายแล้ว ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่สนใจลงทุนในตราสารหนี้ ”

***เตือนหลีกเลี่ยงหุ้นโลก

นางพัชรินทร์ กล่าวว่า บริษัทไม่แนะนำให้ลูกค้าตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อลงทุนในหุ้นเพียว ๆเพราะตอนนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความเสี่ยงทำให้อาจไม่คุ้มค่ากับการตั้งกองทุน แต่แนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปที่ลงทุนต่างประเทศ( FIF )

ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกคาดว่าให้ผลตอบแทนที่ดีจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น อีกทั้งจากเงินบาทที่แข็งค่าถือเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อหรือทำให้เงินลงทุนมีมูลค่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มเงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้ากองทุนส่วนบุคคลของบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ มีจำนวน 350 ราย โดยส่วนใหญ่หรือคิดเป็น 80% ของเงินลงทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ คิดเป็นวงเงินลงทุนต่อราย 30 ล้านบาท ส่วนอีก 20 % มีนโยบายลงทุนในหุ้น คิดเป็นวงเงินลงทุนต่อราย 10 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าทั้งปีจะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในส่วนกองทุนบุคคลและธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท

ด้านนายประเวช องอาจสิทธิกุล รองเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)กล่าวช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า บลจ. ส่งรายชื่อลูกค้าบุคคลธรรมดาที่สนใจจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อนำเงินลงทุนต่างประเทศ 10-20 ราย ส่วนบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ได้ออกไปลงทุนต่างประเทศแล้วมูลค่ารวม 30-40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 990-1,320 ล้านบาท )

รายงานข่าวจากก.ล.ต.ระบุว่า ณ วันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีลูกค้าบลจ.ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองส่วนบุคคลเพื่อลงทุนต่างประเทศแล้ว 13 ราย คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 214.50 ล้านบาท )

***เศรษฐีไทยลงทุน 30% ของพอร์ต

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเงินเฟ้อ ในส่วนของนักลงทุนรายใหญ่(ไฮเน็ต เวิร์ธ) หรือกลุ่มไฮเอนด์ เชื่อว่าส่วนใหญ่ยังสนใจลงทุนในต่างประเทศในรูปแบบการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคล แม้ว่าที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มนี้ได้ลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ( FIF ) ไปบ้างแล้วแต่ก็มีสัดส่วนน้อยคือ ประมาณ 10% ของพอร์ตเท่านั้น ขณะที่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเศรษฐีในทวีปเอเชียพบว่ามีสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศถึง 50%ของพอร์ตเลยทีเดียว

ฉะนั้นเชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐีไทยที่เป็นกลุ่มลูกค้าส่วนบุคคลจะทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศเป็น 20-30%ของพอร์ต ซึ่งสาเหตุหนึ่งเพราะรัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุนส่วนบุคคลที่ไปลงทุนต่างประเทศ โดยหากลงทุนเกิน 1 ปีไม่ต้องเสียภาษีผลตอบแทนการลงทุน(แคปปิตอลเกน) เช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลในประเทศยังต้องเสียภาษีอยู่ ดังนั้นเชื่อว่าลูกค้าสนใจตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อลงทุนในต่างประเทศมากกว่า

สำหรับบลจ.ทิสโก้ฯ ปัจจุบันมีลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล 200 กว่าราย แบ่งเป็นลูกค้าประเภทบุคคลประมาณ 80% และลูกค้าสถาบันประมาณ 20% โดยลูกค้าประเภทบุคคลมีเงินลงทุน 40 ล้านบาทต่อรายขึ้นไป ส่วนลูกค้าสถาบันมีเงินลงทุน 100 ล้านบาทต่อรายขึ้นไป

***ดันสินทรัพย์พุ่งเฉียด 3 แสนล.

นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน รองกรรมการผู้จัดการ บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทยฯ และในฐานะอุปนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนหรือสมาคมบลจ.ด้านธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่สนใจจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลเพื่อลงทุนในต่างประเทศ คือ การมีพ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากซึ่งทำให้ต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน อีกทั้งรัฐบาลส่งเสริมให้ไปลงทุนต่างประเทศด้วยการลดหย่อนภาษีกำไรจากการลงทุน

ดังนั้นเชื่อว่าในระยะ 2 ปีข้างหน้านักลงทุนกลุ่มนี้จะเข้าใจและสนใจลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น คาดว่าทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ(เอ็นเอวี)กองทุนส่วนบุคคลทั้งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท เป็น 270,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 170,000 ล้านบาท ส่วนลูกค้าส่วนบุคคลของบริษัทที่สนใจนั้นส่วนใหญ่เป็นลูกค้าสถาบัน เช่น บริษัทประกัน เป็นต้น เพราะบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าส่วนบุคคลเป็นสถาบันถึง 70% ส่วน 30% เป็นลูกค้าบุคคล

นายธีรพันธุ์ ยอมรับว่าช่วงนี้ลูกค้าอาจจะอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้น หากเสนอขายกองทุนต่างประเทศ คงไม่ได้รับความสนใจมากนัก และคาดว่าช่วงไตรมาส 3 เป็นจังหวะที่ดีที่จะออกกองทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อขายนักลงทุนทั่วไป

***ลงทุนรับพ.ร.บ.ครองเงินฝาก

นายวนา พูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย)ฯ กล่าวว่า บริษัทเสนอโปรดักต์กองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เช่นเดียวกับกองทุนส่วนบุคคลที่บริษัทจะเสนอขายด้วย ซึ่งจากการสำรวจความสนใจของลูกค้าพบว่าหุ้นต่างประเทศยังเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมนี้ที่พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากประกาศใช้ เชื่อว่าลูกค้าส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มเศรษฐีจะสนใจลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

“ในสภาวะที่บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูง โดยเฉพาะตลาดหุ้น สำหรับบลจ.ยูโอบีฯ ยังเชื่อว่าตลาดหุ้นเอเชียเหนือ น่าสนใจลงทุนมากที่สุด แต่ยอมรับว่าต้องเลือกด้วย ยกตัวอย่างตลาดหุ้นจีนที่ปรับลงมามากแล้วประมาณ 40% ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าปีนี้ เศรษฐกิจจีนยังมีโอกาสเติบโตในระดับ 9% ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีหลังนี้หุ้นจีนจะปรับขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่าประเทศที่เป็นเจ้าภาพหุ้นจะปรับขึ้นในช่วงฤดูกาลแข่งขัน

***บอนด์เกาหลีอายุ 2 ปี ได้ 5.25% /ปี

สำหรับบลจ.ทหารไทยฯ ซึ่งได้ออกกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 16 กองทุน คิดเป็นเงินระดุมครั้งแรก(IPO ) รวม 28,483 ล้านบาท และระหว่างวันที่ 17-24 มิถุนายนนี้ ได้เปิดขายกองที่ 17 มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท อายุ 2 ปี

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทยฯ เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดขายกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีให้เลือกทั้งระยะสั้นอายุ 6 เดือน และระยะยาวอายุ 2 ปี ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยังน่าสนใจ เนื่องจากยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยเฉพาะกองทุนทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้ อายุ 2 ปี จะมีอัตรารับซื้อคืนไม่ต่ำกว่า 5.25% ต่อปี และจ่ายผลตอบแทนถึงปีละ 4 ครั้ง ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงสุดในขณะนี้ หากเปรียบเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2551 ให้ผลตอบแทนในอัตรา 4.67% ต่อปีเท่านั้น

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดขาย กองทุนทหารไทยพันธบัตรเกาหลีใต้ 6M3 อายุ 6 เดือน อัตรารับซื้อคืนไม่ต่ำกว่า 3.50% ต่อปี ซึ่งทั้ง 2 กองทุนมีนโยบายการลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรธนาคารแห่งชาติที่รัฐบาลเกาหลีใต้ เป็นผู้ออกหรือเป็นผู้ค้ำประกันไม่น้อยกว่า 99% จึงมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำมาก เพราะพันธบัตรเกาหลีใต้มีเครดิตเรตติ้งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย อีกทั้งยังมีการแปลงเงินลงทุนในต่างประเทศเป็นเงินบาทแล้ว ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนที่แน่นอน แต่ได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร

ส่วนบลจ.ทิสโก้ฯ อยู่ระหว่างการเปิดขาย”กองทุนเปิด ทิสโก้ เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์ เจแปน ทริกเกอร์ 15% # 2″ ซึ่งเป็นกองทุนรวมต่างประเทศที่เน้นลงทุนผ่านกองทุนหุ้นกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนต่อเนื่องจากกองแรกที่สามารถสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมาย( 15% ) ได้ในระยะเวลาเพียงสองเดือนเศษ โดยเปิดขายเพียงครั้งเดียว ถึงวันที่ 20 มิถุนายนนี้ ลงทุนขั้นต่ำ 20,000 บาท

***กบข. ตั้งรับเศรษฐกิจโลกถดถอย

นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยอมรับว่า การลงทุนในปีนี้เผชิญกับความผันผวนค่อนข้างมาก สำหรับพอร์ตลงทุนของกบข. ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 380,000 ล้านบาท ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลาย และครึ่งปีหลังนี้ กบข.จะกระจายการลงทุนไปยังหลักทรัพย์ประเภทนิติบุคคลเอกชนต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสัมพันธ์กับอัตราเงินเฟ้อ

ส่วนนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายประเทศ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดแรงกดดันปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรของกบข.จำเป็นต้องมีการลดการถือครองพันธบัตรระยะยาว และหันมาถือครองพันธบัตรที่มีอายุสั้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุน

??ที่มา ฐานเศรษฐกิจ