ต.ค. 19 2010

10 คำถามยอดฮิต ในการสัมภาษณ์งาน

10 คำถาม ที่เค้านิยมจะถามกัน โดยมากที่คุณ ควรจะเตรียมพร้อม เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้ คำถามอื่น ก็ยังพอมีคำถามที่เราตอบแล้ว ฟังดูเข้าท่าเข้าทางบ้าง ฉะนั้นคำถามที่คุณ ควรจะรู้ มีดังต่อไปนี้
ต.ค. 08 2010

เคล็ดลับสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์งาน ไม่ต่างอะไร กับการปีนเขานัก เพราะถ้าพลาดพลั้ง ขึ้นมาเมื่อใด หมายถึงหายนะเมื่อนั้น ถ้าปราศจากการเตรียมตัวที่ดี กำลังปีนๆ อยู่ก็อาจร่วงหล่นลงมาได้ง่ายๆ ต่อไปนี้ คือ เกร็ดการเตรียมตัว สำหรับการสัมภาษณ์งาน ที่คุณอาจมองข้ามไป

“ทำการบ้าน” มาก่อน
พนักงานบริษัทใหญ่รายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่าเขา ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน ก็เพราะบริษัทประทับใจ ที่เขาโทรไปสอบถามข้อมูล ของบริษัทก่อน การสัมภาษณ์ และเขาเป็น เพียงคนเดียว ที่ทำเช่นนั้น และเขาก็ได้งานในที่สุด Read more »

ก.ย. 29 2010

วิธีเอาตัวรอดจาก 9 คำถามสัมภาษณ์งาน

บ่อยครั้ง “คำถาม” ในการสัมภาษณ์ ก่อนรับเข้าทำงาน สร้างความตื่นเต้น จนหนุ่มสาวออฟฟิศ หลายคนสอบตก

“การสัมภาษณ์งาน” ช่วยให้บริษัทผู้จ้าง รู้จักพนักงานใหม่ ที่จะรับเข้ามาร่วมงาน ทั้งในด้านวิชาความรู้ ทัศนคติ ไปจนถึงลักษณะนิสัยส่วนตัว ลองอ่านคำถามทั้ง 9 ข้อต่อไปนี้ พร้อมคำตอบ ที่มีไว้ให้ คุณรู้สึกอย่างไร กับคำตอบเหล่านั้น Read more »
ก.ย. 06 2010

ไม่ใช่งานเท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือกคุณคุณเองที่มีสิทธิเลือกงาน..

การสัมภาษณ์งานกระบวนการที่ทำให้ให้ทั้งว่าที่นายจ้างและว่าที่ลูกจ้างมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ประกอบการตัดสินใจว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมทำงานร่วมกันหรือไม่ เหมือนกับการซื้อขาย การซื้อการขายเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ซื้อเต็มใจซื้อและผู้ขายก็ยินยอมขายเช่นกัน ในกระบวนการนี้ไม่มีใครสามารถบังคับใครได้

 

การจ้างงานก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นความยินยอมของทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ถ้านายจ้างหรือคุณ แต่คุณไม่เลือกเขาหรือคุณยินยอมเป็นที่สุด แต่นายจ้างปฏิเสธ การจ้างงานก็ไม่มีทางเกิด ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมของทั้งสองฝ่ายการได้มีโอกาสมาพบหน้าค่าตา ทำความรู้จักกันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก่อนการจ่างงานเกิดขึ้น คุณได้รู้ว่างานที่ต้องทำองค์กรที่ต้องอยู่เป็นอย่างไร นายจ้างก็ได้รู้ว่าคุณมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานและองค์กรหรือไม่

อย่าคิดว่าคุณเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งของนายจ้าง แต่จงคิดว่าถ้าคุณไม่พอใจกับงานและองค์กรที่คุณได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสในวันสัมภาษณ์งานแล้ว คุณก็สามารถปฏิเสธนายจ้างได้เช่นกัน Read more »

ก.ย. 05 2010

ความผิดพลาด 10 ประการที่มักจะพบในการสัมภาษณ์งาน

หลัง จากที่ทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้ Resume ของคุณได้รับ การพิจารณา ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องไปเผชิญหน้ากับ ผู้สัมภาษณ์โดยตรง ซึ่งเป็นโอกาสเดียวที่คุณจะ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้สัมภาษณ์ได้

 

คุณอาจจะเครียดหรือเป็นกังวลกับการสัมภาษณ์นี้ แต่คุณจะลดความวิตกลงโดยทราบถึงข้อผิดพลาดที่มักจะเกิด ขึ้นเมื่อถูกสัมภาษณ์ เรียนรู้ไว้และพยายามหลีก เลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น

ไม่ได้ให้ความ สนใจกับการสัมภาษณ์อย่างจริงจัง

อย่าทำความผิด พลาดด้วยการคิดว่า การสัมภาษณ์ก็คือรูปแบบพิธีการอย่างหนึ่ง แม้ว่าสถานการณ์เริ่มต้นอาจจะเป็นไปด้วยดี ความ ผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็คือการที่คุณคิดเอาเองว่าคุณได้งานนี้แล้ว อย่าทำเป็นประจบและเริ่มฝันหวานถึงการได้เงินเดือนใหม่ ของคุณ Read more »

ก.ย. 02 2010

คุมเกมการ (ถูก) สัมภาษณ์ อย่างมีชั้นเชิง

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่การขึ้นศาล ที่จะสามารถตอบคำถามได้ เฉพาะเวลาถูกทนายหรือศาลที่เคารพถามเท่านั้น แต่การสัมภาษณ์งานถือเป็น การสื่อสารสองทางที่เปิดโอกาสให้เรา ได้ตอบโต้อย่างพองาม และ มีชั้นเชิง การเตรียมพร้อมที่ดีจะช่วย ลดความประหม่าในการสัมภาษณ์ได้

 

เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่หลงลืมรายละเอียดต่างๆ ที่เคยโม้ไว้ จึงเป็นการดีหากเราจะลองนั่งทบทวน Resume ที่เขียนไปอีกครั้งก่อนไปสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์การทำงาน ทักษะความชำนาญ เป้าหมาย สิ่งที่สนใจ และความสามารถต่างๆ ที่เหมาะสมกับงานนั้น

ถ้าเป็นไปได้ลองฝึกตอบคำถามที่บรรดานายจ้างนิยมถามกัน เพื่อการโต้ตอบอย่างรวดเร็ว อาทิ Read more »

ธ.ค. 15 2009

การสัมภาษณ์งานแบบใช้คณะผู้เชี่ยวชาญ

(Panel or Board Interview)
การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ ?ผู้สัมภาษณ์? จะเป็น ?กลุ่มบุคคล? ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โดยปรกติการสัมภาษณ์ชนิดที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญ มักจะเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ เท่านั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญก็เพราะต้องการให้เป็นการเลือกเฟ้นที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นหากท่านทราบว่าจะต้องรับการสัมภาษณ์ด้วยวิธีนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวและวางแนวทางการตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้
อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครจะต้องเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานแบบใช้กลุ่มคณะผู้เชี่ยวชาญนี้ ยังแบ่งออกเป็นแบบย่อยอีกสองแบบด้วยกันคือ
การสัมภาษณ์งานแบบอิสระ (Free Interview)
การสัมภาษณ์แบบจัดรูปแบบคำถามที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน (Structured Interview)

ที่มา Jobworking

ธ.ค. 15 2009

การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคล

(Individual Interview)
การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคลเป็นชนิดที่ใช้กันทั่วไปสำหรับหน่วยงานหรือบริษัทที่ต้องการ คัดเลือกพนักงานในระดับทั่วๆ ไป ซึ่งการสัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ “ผู้สัมภาษณ์” จะติดต่อนัดหมายให้ “ผู้สมัคร” ไปทำการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว ในตำแหน่งงานที่ไม่ค่อยมีความสำคัญนักที่ “ผู้สัมภาษณ์” สามารถพิจารณาและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง Read more »

ธ.ค. 14 2009

การสัมภาษณ์งานโดยตัวแทนหางาน

(Employment Agency)
การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ ทางบริษัทหรือหน่วยงานมอบให้เป็นหน้าที่ของตัวแทนจัดหางาน ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสัมภาษณ์งานอื่นๆ ทั้งหมด จะเห็นว่าง่ายต่อผู้สมัครมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะตัวแทนจัดหางานไม่จำเป็นต้องซักถามอะไรมากนักนอกจากคุณสมบัติตามที่ทางหน่วยงานกำหนดเอาไว้เท่านั้น Read more »

ธ.ค. 14 2009

การสัมภาษณ์แบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์

(Situational Interview)
การสัมภาษณ์ชนิดนี้เป็นการทดสอบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้สมัคร ผู้สัมภาษณ์จะตั้งปัญหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการทดสอบว่า ผู้สมัครมีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแค่ไหน Read more »

ธ.ค. 14 2009

การสัมภาษณ์แบบจัดรูปแบบคำถามที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน

(Structured Interview)
การสัมภาษณ์ในลักษณะนี้ คณะผู้สัมภาษณ์แต่ละคนจะต้องตั้งคำถามให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กับคำถามของผู้อื่นหรือไม่ ก็อาจมอบหน้าที่ให้ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนทำการสัมภาษณ์ในแต่ละด้านของข้อกำหนดในคุณสมบัติของผู้สมัคร อย่างเช่นประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา การศึกษา กิจกรรมพิเศษ ฯลฯ Read more »

ธ.ค. 13 2009

10 คำถามโหดในการสัมภาษณ์

หลักในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ มีความคิดสร้างสรรค์รวมถึงยกตัวอย่างเพื่อให้คำตอบชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นความจริง ซึ่งโดยทั่วไปการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาตั้งแต่ 20 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำแหน่งงานของผู้สมัคร นอกจากการเตรียมตัวตอบคำถาม ควรให้ความสำคัญเรื่องการแต่งกายและความตรงต่อเวลาด้วย
และที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือสิบคำถามโหดที่ต้องผ่านไปให้ได้ ลองอ่านคำแนะนำในการผ่านด่านอรหันต์เป็นแนวทาง แล้วนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับรูปแบบการสัมภาษณ์ของตัวเอง อย่าลืมว่า 10 คำถามนี้ไม่มีคำตอบใดที่ถูกหรือผิด เพราะล้วนแต่เป็นคำถามที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ ทัศนคติต่างๆ เกี่ยวกับงาน ที่จะบ่งบอกถึงความฉลาดในตัวคุณ Read more »

ธ.ค. 09 2009

การสัมภาษณ์งานแบบอิสระ

(Free Interview)
การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ กลุ่มคณะ ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนสามารถถามผู้สมัครได้ตามความต้องการ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า ทางหน่วยงานหรือบริษัทให้อิสระในการตั้งคำถามแก่คณะผู้สัมภาษณ์เต็มที่ ดังนั้น สำหรับทางด้านผู้สมัครแล้ว การสัมภาษณ์ชนิดนี้นับว่ายากกว่าการสัมภาษณ์ชนิดอื่นๆ มากที่สุด Read more »

พ.ย. 14 2009

เทคนิคและเคล็ดลับในการสัมภาษณ์งาน

Job Interview Tips

ขั้นตอนในการสัมภาษณ์ ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เป็นช่วงที่นายจ้างตัดสินใจว่าจะรับ หรือไม่รับคุณเข้าทำงาน ดังนั้นเรามีเคล็ดลับและเทคนิคเพื่อให้คุณได้งานทำดังนี้ Read more »

ต.ค. 21 2009

ข้อแนะนำในการสัมภาษณ์

ตอบประเด็นที่สำคัญก่อน เมื่อถูกถามคำถาม ขอให้คุณจัดระบบความคิดในการตอบ โดยมุ่งพูดประเด็นหลักก่อนพูดอย่างอื่น มิฉะนั้นคำตอบของคุณจะวกไปวนมา Read more »

ต.ค. 21 2009

เทคนิคการสัมภาษณ์

ถ้าคุณอยากเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการได้งานที่ชอบและดีทำแล้วล่ะก็ สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญและมีผลโดยตรงก็คือ การสัมภาษณ์ ซึ่งเรามีข้อแนะนำดีๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานมาฝากกันค่ะ Read more »

พ.ย. 30 2008

ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯ เฉลิมพระเกียรติ ประกาศรับสมัครงาน งานด้านบริการ จำนวน 2 อัตรา

ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯ เฉลิมพระเกียรติ
19 หมู่ที่ 16 ถนนเลียบคลองสาม ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
ประกาศรับสมัครงาน
งานด้านบริการ จำนวน 2 อัตรา ผู้ชาย 2 คน
คุณสมบัติทั่วไปของผู้สมัคร
1. ผู้ชาย อายุ 21 ? 35 ปี ผ่านการเกณฑ์ทหาร
2. วุฒิการศึกษา ม.3 ขึ้นไป
3. มีความอดทนอดกลั้น สามารถทำงานก่อนเวลาปกติและเลยเวลาปกติได้
4. รักงานด้านบริการและงานด้านทำความสะอาด
5. สามารถรักษาศีล 5 ได้เป็นอย่างดี
6. สามารถเข้าปฏิบัติธรรมคราวละ 7 วัน ได้ในทุก ๆ ปี ตามกฎระเบียบของสมาคม
7. มีความสามารถทางงานซ่อมบำรุง
Read more »

พ.ย. 06 2008

10 คำถามที่ยากที่สุดที่คุณต้องพบ เมื่อสัมภาษณ์งาน

คุณต้องค้นหาคำตอบอย่าง หนักเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง ภูมิหลังของบริษัท หน้าที่รับผิดชอบของงาน จุดอ่อน/จุดแข็ง รวมถึงเป้าหมายในการทำงานของคุณ

#10: ทำไมคุณถึงสนใจสมัครตำแหน่งนี้ ในบริษัทนี้
คำตอบที่ใช้ไม่ได้: “เพราะว่าผมต้องการเงินและ/หรือประสบการณ์” เพราะนี้จะหมายความว่าคุณจะใช้บริษัทนี้เป็นเหมือนสถานีผ่านทางไปสู่สิ่งที่ ดีกว่า สิ่งที่ต้องจดจำ: ทุกบริษัทต้องการพนักงานที่ทำงานในบริษัทเป็นระยะเวลายาวนาน

คุณต้องค้นหาคำตอบอย่าง หนักเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง ภูมิหลังของบริษัท หน้าที่รับผิดชอบของงาน จุดอ่อน/จุดแข็ง รวมถึงเป้าหมายในการทำงานของคุณ

#10: ทำไมคุณถึงสนใจสมัครตำแหน่งนี้ ในบริษัทนี้
คำตอบที่ใช้ไม่ได้: “เพราะว่าผมต้องการเงินและ/หรือประสบการณ์” เพราะนี้จะหมายความว่าคุณจะใช้บริษัทนี้เป็นเหมือนสถานีผ่านทางไปสู่สิ่งที่ ดีกว่า สิ่งที่ต้องจดจำ: ทุกบริษัทต้องการพนักงานที่ทำงานในบริษัทเป็นระยะเวลายาวนาน
คำตอบที่ดี: ก่อนอื่นต้องตรวจสอบตัวคุณเองก่อนว่าคุณค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและงาน ที่คุณสมัครเป็นอย่างดี อธิบายว่าคุณเหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครอย่างไร รวมถึงโอกาสของงานนี้จะช่วยคุณพัฒนาทักษะและความสามารถได้อย่างไร พูดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณ (หรือกิจกรรมที่ทำเมื่อเรียน) ที่คุณรักและมีความเชี่ยวชาญ
“(บริษัท ก) เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในเรื่อง (จุดแข็งของบริษัท) ผมต้องการทำงานกับบริษัทที่มีการทำงานแบบนี้ (งาน) นี้จะช่วยพัฒนาทักษะของผมในส่วน (ความสามารถและความสามารถพิเศษอื่นๆ)”

#9: คุณลาออกจากตำแหน่งงานปัจจุบันด้วยสาเหตุใด และคุณประทับใจอะไรกับบริษัทล่าสุดที่คุณทำงาน
ห้ามพูดถึงเจ้านายคนเก่าของคุณในทางที่ไม่ดี การยุ่งในสิ่งที่ไม่ถูกเรื่องและการลอบกัดจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง ทำให้ภาพของคุณดูไม่ดี ในทางกลับกัน ให้เน้นถึงสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากบริษัทก่อนหน้านี้ ให้เน้นว่าเพราะว่าคุณมองหาความท้าทายที่มากขึ้น และถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวคุณเองแล้ว

#8: สิ่งที่คุณคาดหวังจากตำแหน่งงานนี้ ให้คุณเข้าใจถึงหน้าที่รับผิดชอบของงานก่อน เข้าใจถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้น
แล้วตอบว่าคุณต้องการเรียนรู้ความรับผิดชอบเหล่านี้และอยากจะเผชิญหน้ากับคว ามกดดันทั้งหลายที่มี

#7: ในห้าปีข้างหน้า คุณมองภาพตัวคุณเองว่าเป็นอย่างไร
สำหรับผู้จัดการหลายราย คำถามนี้เป็นคำถามที่ท้าทายอย่างมากว่าคุณจะตอบให้ตัวเองได้เกิดหรือตายไปเล ย! โปรดตรวจสอบว่าคุณเห็นความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่ดี ก่อนที่จะเข้าสัมภาษณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณมีเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้

#6: คุณคิดว่าคุณจะช่วยหน่วยงานนี้ได้ดีที่สุดที่จุดไหน
ให้คุณคิดให้ดีว่าคุณมีความเก่งในเรื่องใด จำไว้ว่าการอบรมและประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของคุณจะช่วยคุณได้ โดยคิดว่าจะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาช่วยคุณให้มากที่สุดได้อย่างไร และนำไปใช้ให้ตรงกับความต้องการของบริษัท และกับงานที่คุณสมัครด้วย

#5: คุณจัดการกับคำวิจารณ์อย่างไร ทั้งจากเจ้านาย หรือจากเพื่อนร่วมงาน
จงยอมรับว่าคำวิจารณ์ล้วนทำให้เจ็บปวด แต่ก็เป็นครูที่ดีด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างที่ผ่านมาซึ่งคุณได้รับคำวิจารณ์ในทางลบ และแม้ว่าคุณจะเจ็บปวดกับคำวิจารณ์เหล่านั้น แต่คุณก็เผชิญหน้ากับมัน และนำคำวิจารณ์เหล่านั้นมาปรับปรุงตัวคุณเอง

#4: คุณจัดการกับความกดดันอย่างไร
ขอให้พูดตามตรง: ไม่มีใครเป็นคนวิเศษเลิศเลอ ข้อแรก ให้อธิบายประเภทของความกดดันที่คุณคุ้นเคยและสามารถจัดการกับมันได้โดยง่าย (เช่น กำหนดเวลาในการทำงาน) จากนั้นยอมรับว่าแรงกดดันประเภทนี้ทำให้คุณจัดการกับสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ (เช่น คิดงานไม่ออกเพราะบรรยากาศในการทำงานไม่เอื้ออำนวย) แต่ให้พูดปิดประเด็นในแง่บวก โดยยกตัวอย่างวิธีการปรับปรุงจุดอ่อนเหล่านั้นของคุณ

#3: คุณคิดว่าคุณจะปรับปรุงตัวคุณเองได้อย่างไร ทั้งในแง่ของทักษะความสามารถ หรือ ในด้านอุปนิสัย
คำถามนี้แยกย่อยมาจากข้อ #2. ผู้สัมภาษณ์ต้องการความซื่อสัตย์ ไม่ใช่การโกหกพกลม มองตัวคุณเอง ดูว่าสิ่งไหนที่คุณต้องการปรับปรุง เป็นเรื่องทักษะด้านการสื่อสาร ความรอบรู้ หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ให้คุณยอมรับในเรื่องจุดอ่อนของตัวคุณเอง และพูดปิดประเด็นว่าคุณกำลังปรับปรุงตัวคุณเองให้ดีขึ้น (เข้าอบรมเพิ่มเติมในโรงเรียน การสมัครเป็นสมาชิกชมรถทั่วๆ ไป เป็นต้น)

#2: สิ่งที่คุณสามารถทุ่มเทให้กับบริษัท ที่ผู้อื่นไม่สามารถทำได้
คำถามนี้เปิดโอกาสให้คุณแสดงคุณสมบัติเด่นของคุณเอง ในการสัมภาษณ์งาน คุณต้องขายตัวคุณเอง นำประสบการณ์ ความสามารถ และอุปนิสัยของคุณมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ให้คุณ เป็นคนที่บริษัทต้องการ คิดย้อนกลับไปถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ไม่มีใครจะนึกถึง หรือเมื่อคุณมีไอเดียอันบรรเจิดซึ่งทำให้ทุกคนหลงใหลได้ปลื้มมาแล้ว

#1: คำถามที่นิยมถามมากที่สุด คือ ทำไมบริษัทเราจึงต้องจ้างคุณ
คำตอบที่ถูกต้องหนึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้ คือ “ผมจะช่วยให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น”

ตอบคำถาม 9 ข้อแรกให้ดี และคุณจะไม่ต้องลำบากเมื่อถึงคำถามในข้อนี้ เพราะคุณได้พิสูจน์คุณค่าของตัวคุณเองไว้ใน 9 ข้อแรกแล้ว!!

ต.ค. 10 2008

10 คำถามยอดฮิต ในการ สัมภาษณ์งาน

10 คำถาม ที่เค้านิยมจะถามกัน โดยมากที่คุณ ควรจะเตรียมพร้อม เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้ คำถามอื่น ก็ยังพอมีคำถามที่เราตอบแล้ว ฟังดูเข้าท่าเข้าทางบ้าง ฉะนั้นคำถามที่คุณ ควรจะรู้ มีดังต่อไปนี้
1.ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

การที่จะทำงานทีไหนก็ตาม ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามความเป็นมา ว่าทำไม คุณต้องการ ที่จะทำงาน ในบริษัทของเค้า และคำถามนี้ก็เป็น สิ่งที่คุณควร ทราบ และคุณก็ควรจะรู้ถึงเหตุผลของคุณอย่างแท้จริง ไม่ไช่ตอบไปสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นคุณอาจจะตอบว่า

“ดิฉันมีความสนใจในระบบการทำงานของที่นี่มาก และก็ทราบมาว่า ทางบริษัท ได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้แสดงความสามารถ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ และดิฉันยังทราบมาอีกว่า ที่บริษัทรับฟังข้อเสนอ ของพนักงานทุกคน และ พร้อมจะแก้ไขถ้าข้อเสนอนั้น จะสามารถ พัฒนา ให้บริษัทให้มีความมั่นคง และหน้าเชื่อถือยิ่งขึ้นค่ะ”

2.ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่

คำถามนี้จะง่ายมาก สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่จะเป็นคำถาม ที่ยากมาก สำหรับคนที่เคย มีประสบการณ์ ในการทำงานมาแล้ว และเป็น คำถามที่ตรงประเด็น มากเลยทีเดียว เพราะหากคุณพอใจ ต่องานที่ทำอยู่ คุณคงไม่ต้องหางานใหม่ ทำหรอกจริงไหมล่ะ คำถามนี้จึงเป็นคำถาม ที่คุณ ต้องเตรียมตัวอย่างมาก เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น

“ผมอยากจะเรียนรู้ถึงงานสายใหม่ ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวผม มากกว่า ที่ผม เคยทำอยู่ครับ และผมคิดว่างานที่นี้ เหมาะสมกับผม และผม พร้อมที่จะทำงาน ตรงนี้มากที่สุด”

และที่สำคัญ คุณห้ามนำข้อเสีย ที่คุณได้รู้จาก บริษัทเก่า มาพูดเด็ดขาด เพราะสิ่งนั้น อาจทำให้คะแนน แห่งความเชื่อถือ ของคุณ ลดลงก็ได้

3.ลองเล่าประวัติของคุณแบบย่อ ๆ

การที่จะทำงานร่วมกันได้นั้น สิ่งที่สำคัญ ก็จะเป็นเรี่อง ข้อมูลส่วนตัว ประวัติ ความเป็นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถบ่งบอกถึง นิสัยใจคอของคุณได้ และ สามารถบอกถึง ความเหมาะสม กับงานด้านนี้ของคุณ ในการตอบคำถาม จึงควรอยู่ในแง่ของ การทำงาน บุคลิกภาพส่วนตัว และแง่คิดของชีวิต บ้างนิดหน่อย คุณไม่ควรจะเล่าประวัติชีวิตของคุณให้มากเกินไป เพราะการพูดมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดผลเสียแก่ตัวคุณเอง เช่น

” ผมเป็นคนเคารพเวลา ไม่ชอบให้ใครรอ เพราะฉะนั้นเวลาในการ ทำงานของผม จะตรงต่อเวลาเสมอ แต่ผมก็มีข้อเสียนะครับ คือเวลา ที่ผมรอใคร แล้วคนคนนั้น ไม่มาสักที ผมก็มักจะควบคุมอารมณ์ ของตัวเอง ไม่ค่อยได้ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของเค้า เป็นเหตุผลที่น่าฟังมาก ก็ตาม และตอนนี้ผมกำลังหาวิธี เพื่อแก้ไข ข้อบกพร่องของผมอยู่ครับ”

4.คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด

คำถามนี้จะทำให้คุณบอกถึง ความสามารถของคุณ ที่จะทำให้กับบริษัท ได้มากน้อยแค่ไหน ในการบอกถึงคุณสมบัติ ที่คุณสามารถทำได้นั้น ไม่ถือว่า เป็นการโอ้อวดว่า คุณเก่งแต่อย่างไร แต่สิ่งที่คุณพูดนั้น จะสามารถสร้าง น้ำหนัก ในการตอบคำถามให้แก่คุณได้

5.จะมีปัญหาอะไรไหมหากต้องทำงานล่วงเวลา

เจอคำถามนี้เข้า ก็ทำให้อึ้งเอาการ อยู่ทีเดียว ก็แหมใครอยากจะไป ทำงาน ล่วงเวลา หากไม่ได้ อะไรตอบแทนบ้างเลย ฉะนั้นในการตอบคำถามนี้ คุณควรจะกล่าวถึง ความพร้อมเสมอ ในการทำงานล่วงเวลา ถึงแม้ว่า ค่าตอบแทน อาจจะน้อยมาก หรือในการทำงานล่วงเวลา จะไปตรงกับ ตารางนัดสำคัญ กับคนพิเศษของคุณก็ตาม

“เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ ผมก็พร้อมจะทำงาน ล่วงเวลาเสมอ”

6.เรื่องทั่ว ๆ ไป

ในการสัมภาษณ์คุณอาจจะต้องพูดถึง เรื่องปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ข่าวทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และค่านิยม ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เป็นข่าว หนังสือพิมพ์ คำถามนี้จะแสดงให้เห็นว่า คุณให้ความสนใจกับข่าวสาร บ้านเมือง ไม่เป็นคนที่ตกข่าว สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ปัจจุบัน การทราบข้อมูลเหล่านี้ อาจทำให้คะแนน การสัมภาษณ์ ของคุณ เพิ่มขึ้นมาก็ได้

7.ความใฝ่ฝันและโครงการในอนาคต

เป็นการพิจารณาถึง ความเอาจริงเอาจังของคุณ เพราะหากคุณสามารถบอกถึง ทิศทางในอนาคตได้ นั่นก็แสดงว่าคุณสามารถรับผิดชอบ ในงานที่ได้รับ มอบหมายอย่างดีทีเดียว ก็ขนาดอนาคตที่ไม่มีใคร สามารถรู้ได้ คุณยัง วางแผนสู่อนาคต ได้อย่างเป็นระบบ นั่นก็หมายถึงว่า คุณไม่ได้มีความคิด ย่ำอยู่กับที่จริงไหม

8. คุณมีงานอดิเรกอะไรไหม

คำถามในข้อนี้จะเจาะประเด็นว่า คุณรู้จักแบ่งเวลาของคุณ ให้เกิดประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน และแสดงให้เห็นถึง บุคลิกของคุณว่า คุณเป็นคนอย่างไร ร่าเริง เปิดเผย หรือเก็บตัว เช่น ถ้าคุณตอบว่า คุณชอบอ่านหนังสือ คุณอาจจะ ถูกถาม ต่อว่า หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน คือเรื่องอะไร และอาจให้คุณวิจารณ์ ถึงหนังสือเล่มนั้น ในการถามคำถามนี้ ยังสามารถได้รู้ถึง ความละเอียด อ่อนของคุณ การรู้จักสังเกต การมีปฏิภาณไหวพริบ กระทั่ง การใช้ชีวิต ร่วมกับคนอื่น ๆ อีกด้วย

9. คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

เป็นเรื่องที่ยากมาก ในการตอบคำถามนี้ ถ้าหากว่า งานที่คุณไปสมัคร ระบุ เงินเดือนไว้แล้ว ก็เกิดความสบายใจหน่อย แต่ถ้าไม่ได้ระบุถึง อัตรา ค่าจ้างเลย ก็แย่หน่อย ทางที่ดีคุณควรตอบ ตามอัตราเงินเดือน ที่คนทั่วไป ได้รับกัน เช่น อาจจะถามเพื่อน ที่ทำงาน เหมือนกับตำแหน่ง ที่คุณสมัคร หรือตอบตาม เงินเดือนราชการ ที่คุณทราบก็ได้ แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ เสนอเงินเดือน มาสูง หรือต่ำกว่า อัตราที่คุณรู้ คุณก็อย่าพึ่งตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการ พิจารณาสัก 3 วัน แล้วค่อยให้คำตอบ เพราะถ้า เกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นคนโลเล ไม่น่าเชื่อถือก็ได้

10. คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม

เจอคำถามนี้ก็บ่งบอกว่า การสัมภาษณ์ได้สิ้นสุดลง แต่ในการตอบคำถาม ข้อสุดท้ายนี้ จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่า เราไม่เป็นคนไม่ฉลาดออกมา เช่น คุณอาจถามย้ำ เรื่องเวลาการทำงานก็ได้

“ผมอยากทราบเวลา ที่แน่นอน ในการทำงานของผมครับ”

หรือคุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะการ ไม่ได้ถามก็เท่ากับว่า คุณได้ทราบข้อมูล ของบริษัทมากพอแล้ว แต่ถ้าเกิด สงสัยจริง ๆ ก็ควรตั้ง คำถามที่ฟังแล้วดูดี และถูกใจนายจ้างของคุณ ให้มากที่สุด
คำถามที่พูดมาข้างต้นนี้ดู ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหม สำหรับการเตรียมตัว ในการ สัมภาษณ์ของคุณ แค่คุณมีความพร้อมกับ 10 คำถามเด็ด ๆ นี้ คุณก็สามารถ ชนะใจ กรรมการ ได้แล้ว อย่างน้อยมันคงมีสักคำถามล่ะ ที่ตรงกับการเตรียมตัวของคุณ และสร้าง ความมั่นใจ ในการตอบคำถามของคุณได้ แล้วอย่าลืมนำไป ปฏิบัติดูนะ เพราะสิ่งนี้ เป็นเส้นทาง ที่จะทำให้คุณสามารถได้รับ คัดเลือกเป็นพนักงาน ในบริษัทที่คุณใฝ่ฝัน ได้อย่างภาคภูมิใจ

ที่มา : tumcivil.com

ต.ค. 09 2008

ส่วนประกอบของใบสมัครงาน

การกรอกใบสมัครเป็นปราการด่านแรกในการที่จะก้าวสู่อาชีพการเป็นลูกจ้าง และมีความสำคัญต่อผู้สมัครงานมาก เพราะใบสมัครงานถูกเรียบเรียงไว้เป็นหมวดหมู่สำหรับให้ผู้ประกอบการได้คัดเลือกเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครงานในเบื้องต้นว่าผู้สมัครงานคนไหนน่าสนใจคนไหนเข้าท่า คนไหนเชิญมาสัมภาษณ์ คนไหนจะคัดใบสมัครทิ้งไป

????????? ใบสมัครแม้จะเป็นเพียงกระดาษสองหน้าที่ผู้ประกอบการยื่นให้คุณกรอกข้อความเกี่ยวกับตัวคุณลงในช่องว่างที่กำหนด ง่ายกว่าตอนที่คุณทำข้อสอบซ่อมในตอนเรียนเสียอีก แต่ก็มีอิทธิพลที่จะชี้ระดับของคนที่กำลังจะหางานทำได้

สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวผู้สมัครงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการพิจารณดังนี้

1. ข้อมูลของผู้สมัคร เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ความรู้ความสามารถพิเศษบุคคลที่จะอ้างถึง เป็นต้น
2.? ลายมือชื่อของผู้สมัคร และลักษณะการกรอกข้อมูล
3.? หน้าตาของผู้สมัครงาน

ส่วนประกอบที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งประมวลข้อมูลแก่ผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ดังนี้
ข้อมูลของผู้สมัครงาน

1. ประวัติส่วนตัว ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้สมัครงาน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ ๆ ดังนี้
วัน เดือน ปี เกิด (อายุ)
สัญชาติ เชื้อชาติ
ศาสนา
ส่วนสูง น้ำหนัก
ที่อยู่ถาวร
ที่อยู่ที่ติดต่อได้
สถานะของที่อยู่อาศัย
สถานะครอบครัว
ข้อมูลของบิดา มารดา คู่สมรส บุตร พี่น้องของผู้สมัคร
สถานะทางทหาร

2. ประวัติการศึกษา จะประกอบด้วยข้อมูลการศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นประถมฯ มัธยมฯ อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ชื่อสถาบันการศึกษาในแต่ละระดับ ปีการศึกษาที่เริ่มเรียนและจบการศึกษา หรือวุฒิการศึกษาที่ได้รับ บางแห่งอาจจะให้กรอกระดับคะแนนที่ศึกษาจบมาด้วย

3. ประวัติการทำงาน นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการนำมาพิจารณาอีกก็คือใบผ่านงานที่ผู้สมัครงานได้รับครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลาออก ระยะเวลาในการปฏิบัติในสถานประกอบการแต่ละแห่ง อัตราเงินเดือนเมื่อแรกเข้าและเมื่อลาออก สาเหตุที่ลาออก
????????? ข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อผู้สมัครงานมาก ซึ่งผู้ประกอบการจะให้ความสนใจ และจะสอบถามในการสัมภาษณ์ค่อนนข้างจะละเอียดและผู้สมัครก็มักจะตกขั้นตอนในข้อนี้ ถ้าไม่ได้ให้ข้อมูลตามความเป็นจริงหรือขี้โม้ ก็จะถูกจับแมงโม้ได้ไปช่วงนี้ เพราะผู้สมัครงานตอบรับข้อมูลผิดพลาด หรือบางรายในช่วงเวลา 2 ปี เปลี่ยนสถานประกอบการถึง 4 แห่ง แสดงว่าผู้สมัครงานนั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย ๆ จึงถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีปัญหาหรือไม่ก็เป็นคนหยิบโหย่งขาดความอดทน ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีต่อผู้สมัครงานทั้งสิ้น

4. ความรู้ความสามารถพิเศษ ข้อมูลนี้ค่อนข้างจะกว้างขวางและผู้สมัครงานก็มักจะไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลชี้นำถึงความน่าสนใจของผู้สมัครงาน ที่บอกว่าผู้สมัครรายนี้มีอะไรที่เหนือกว่าคนอื่นๆ หากผู้สมัครงานหลายคนมีคุณสมบัติพื้นฐานที่ใกล้เคียงกับข้อมูลความสามารถพิเศษจะเป็นข้อมูลชี้นำให้เกิดการตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่มีความสามารถพิเศษตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ
5. บุคคลที่จะอ้างอิงได้ ข้อนี้ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว การพิจารณาของผู้ประกอบการแทบทุกรายยังไม่พ้นคำที่ว่า ?ค่าของคนสำคัญว่าเป็นคนของใคร? สำหรับผู้สมัครงานที่สามารถจะอ้างอิงถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้และผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นความจริง ผลดีจะเกิดกับตัวผู้สมัครงาน

ต.ค. 07 2008

เตือนใจก่อนไปสัมภาษณ์งาน!!

ดี๋ยวนี้งานประเภทขายตรง ประกันชีวิต ขายบัตรเครดิต มีวิธีในการหลอกล่อให้คนไปสัมภาษณ์งานต่างๆนาๆ ทั้งการเชิญสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ไปจนถึงการเปิดรับสมัครตามเว็บไซด์หางานอย่างที่เราๆท่านๆ คุ้นเคยกันดี แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เอาตำแหน่งดีๆมาล่อ เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการศูนย์ ผู้บริหารการลงทุน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ธุรกิจ การตลาด เจ้าหน้าที่แนะนำสินเชื่อ ฯลฯ
อาให้เห็นภาพชัดๆมีเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนเองมาฝาก
วันหนึ่งในเดือนมีนาคม 2551 ผู้เขียนเข้าไปหางานในเว็บไซด์แห่งหนึ่ง จนไปสะดุดตากับตำแหน่ง ฝ่ายขายธุรกิจ บริษัทแมสซีฟ แอคชั่น/ บริษัท ไลอ้อนเนส แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
ซึ่งทางบริษัทได้ระบุคุณสมบัติไว้ดังนี้
อัตรา??-
เงินเดือน??-
สวัสดิการ?มีโบนัส/ที่พัก
คุณสมบัติ?* วุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป
?????????????? * ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่

ไม่กี่วันหลังจากสมัครทางบริษัทก็เรียกสัมภาษณ์ เมื่อเดินทางถึงบริษัทก็พบว่าเป็นอาคารสำนักงานขนาดหนึ่งคูหา พอเปิดประตูเข้าไปก็พบเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อยู่แค่สองคนหลังเคาร์เตอร์ มีโซฟาหนึ่งตัว โทรทัศน์หนึ่งเครื่อง บนผนังมีโลโก้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, วอล์ดส์ดีสนี่, ดีแทค ฯลฯ ติดอยู่ นั่งกรอกใบสมัครเสร็จเจ้าหน้าที่ก็เชิญขึ้นไปสัมภาษณ์กับผู้ชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการ ลักษณะการแต่งกายดี ใส่สูท (แต่ขัดกับหน้าตามากๆ ดูๆแล้วเหมือนเซลเดินขายเครื่องกรองน้ำตามบ้าน) โดยขึ้นไปสัมภาษณ์ชั้นบนทางขึ้นเป็นบันได้แคบๆชันๆอยู่ติดกับห้องที่มีประชาสัมพันธ์

คำถามการสัมภาษณ์ก็ทั่วๆไปที่แปลกคือคำถามที่ว่า ‘มีแฟนหรือยัง’ ย้ำชัดว่า ‘แฟน’ ไม่ได้หมายถึงคู่ชีวิตแต่อย่างใด เมื่อให้คำตอบก็ถามต่อไปอีกว่าแฟนมีผลต่อการตัดสินใจทำงานของเราหรือไม่ พอซักถามกันจนเป็นที่พอใจแล้วก็แนะนำเล่ารายละเอียดของบริษัทให้ฟัง โดยบอกว่าทางบริษัทฯ ทำประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทใหญ่ๆ อย่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, วอล์ดส์ดีสนี่, ดีแทค ฯลฯ เช่นโปรโมทซีดี คาราโอเกะ หรือโปรโมชั่นต่างๆ เจ้าหน้าที่ชี้แจงถึงการรับสมัครว่าปัจจุบันบริษัทฯกำลังหาคนเพิ่มเพื่อรับรองการขยายสาขาที่กำลังจะเปิดใหม่หลังจากที่เปิดมาแล้วกว่าร้อยสาขาทั่วกรุงเทพฯ สัมภาษณ์เสร็จก็บอกว่านี่เป็นแค่การคัดเลือกเบื้องต้น ทางบริษัทฯจะแจ้งผลการสัมภาษณ์อีกครั้งไม่เกิน 7 วัน
?
หลังจากนั้นผู้เขียนก็กลับไปรอผลการสัมภาษณ์ หลังจากนั้นประมาณ 5 วันประมาณทุ่มกว่าๆ ก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาแสดงความยินดีบอกว่าสัมภาษณ์ผ่านให้มาสัมภาษณ์รอบ 2 อีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเวลา 8.00 น. เมื่อไปถึงบริษัทฯตามเวลาที่กำหนดทางเจ้าหน้าที่ก็ให้นั่งรอ คนที่ผ่านการสัมภาษณ์ไม่ได้มีแค่ผู้เขียนคนเดียวแต่ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 3 คน ผู้ชาย 1 ผู้หญิง 2 รวมผู้เขียนด้วยก็เป็น 4 คน และหลังจากที่รอ 1 ชั่วโมงเต็มๆ เจ้าหน้าที่ ที่สัมภาษณ์เมื่อรอบแรกก็เดินเข้ามาพร้อมกับทีมงานอีก 4 คน (เท่าจำนวนคนที่สัมภาษณ์ผ่าน บุคลิกการแต่งกายคล้ายๆกัน คือใส่สูทเรียบร้อย แต่หน้าตากร้านแดด กร้านลม เหมือนเซลขายเครื่องกรองน้ำตามบ้าน แล้วก็เสียงแหบๆกันทุกคนเลย เหมือนพูดมาหลายรอบ) มาถึงก็มาแสดงความยินดี จับไม้จับมือ แล้วก็เริ่มจับคู่โดยทีมงาน 1 คนไปกับผู้สัมภาษณ์ 1 คน จากนั้นก็พาเดินออกจากบริษัท มายืนคุยกันอยู่ริมถนน (พหลโยธิน เยื้องๆเมเจอร์รัชโยธิน) ทีมงานที่มาเทรนด์ให้แนะนำตัวเองให้ฟังคราวๆ
ระหว่างที่คุยผู้เขียนสังเกตเห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งเดินมาสมทบในมือถืออะไรสักอย่างลักษณะเหมือนหนังสือกะด้วยสายตาประมาณ 1?2 ฟุต (ลักษณะและบุคลิกเหมือนกัน) แล้วทีมงานก็บอกกับผู้เขียนว่าเดี๋ยวเราจะออกนอกสถานที่กัน ใช้เวลาทั้งวันไม่ได้ติดธุระที่ไหนใช่หรือเปล่า ผู้เขียนก็ตกใจเลยถามทีมงานว่าจะพาไปที่ไหน แต่ทีมงานก็อิดออดบอกว่าเดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง ผู้เขียนจึงยื่นคำขาดว่าถ้าไม่บอกว่าจะไปไหนก็คงไปด้วยไม่ได้ ทีมงานจึงยอมบอกว่าไปแถวๆห้วยขวาง ผู้เขียนคิดว่าไหนๆก็มาแล้วต้องไปถ้าโดนหลอกจริงๆจะได้จำเป็นบทเรียน ระหว่างทางทีมงานก็พูดถึงคนที่สัมภาษณ์ผู้เขียน (คนที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการ) ว่าฐานะดี ควักเงินออกจากกระเป๋าแต่ละทีแบงค์พันเป็นปึก!! (แม่เจ้า!! รวยขนาดนั้นแต่ดันเดินมาทำงาน เห็นกะตาว่าเดินนำทีมงานมาจากปากซอยจนเข้าประตูบริษัท ไม่มีรถส่วนตัว ทั้งๆที่ที่จอดรถหน้าบริษัทออกจะว่าง)
ผู้เขียนรู้แก่ใจแล้วว่าโดนหลอกมาทำงานประเภทขายตรงแน่นอนแค่นี้ก็แย่แล้ว แต่ที่หนักคือจุดหมายปลายทางกลับไม่ใช่ย่านธุรกิจ สมกับตำแหน่งฝ่ายขายธุรกิจตามที่สมัคร แต่เป็นแฟลตห้วยขวางที่ใครเคยผ่านน่าจะทราบว่าทั้งเก่าทั้งโทรม ลงจากรถได้ทีมงานสาวทั้งสองคนก็ชวนกินข้าว ผู้เขียนโมโหมากจึงถามทีมงานทั้งคู่ว่า “พี่นัดหนูมาตั้งแต่ 8 โมงเช้ากว่าพี่จะมาก็ 9 โมง มาถึงพี่ยังมาขอกินข้าวอีกเหรอ แล้วตกลงจะให้ทำอะไรกันแน่” แต่ทีมงานทั้งคู่ก็ยังบอกให้ใจเย็นๆก่อนเดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะอธิบายงานให้ฟัง ได้ยินอย่างนั้นจึงคิดว่าไปดีกว่าผู้เขียนจึงทำทีว่าขอตัวไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน พอพ้นสายตาทีมงานมาได้ก็โบกแท๊กซี่กลับบ้านทันที
?จึงขอเตือนทุกท่านโดยเฉพาะผู้หญิงหากมีการนัดสัมภาษณ์งานกรุณาตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน คิดถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักเพราะท่านอาจจะไม่โชคดีเหมือนผู้เขียนก็ได้ ความจริงยังมีเรื่องทำนองนี้อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประกันชีวิตแต่จะขอเอาไว้เล่าคราวต่อไป ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านบทความยาวๆนี้ขอให้ทุกท่านโชคดี
แล้วพบกันในบทความต่อไปค่ะ
เขียนโดย กุมภาพันธ์
ต.ค. 07 2008

การสัมภาษณ์งาน

1.?คำถามทั่วไปที่ผู้สัมภาษณ์นิยมใช้

-?ทำไมคุณคิดว่าคุณจะรู้สึกพอใจ?เมื่อได้ทำงานในตำแหน่งนี้?

ควรตอบว่าเป็นงานที่มีความก้าวหน้า?เป็นงานที่ทำได้ทำในสิ่งที่เรียนมา?เป็นงานที่ชอบมานาน?กิจการดีมีความมั่นคง?ได้ยินว่ากิจการมีชื่อเสียงที่สุดด้านนี้หรืออยากทำงานในกิจการเล็ก?ๆ?ที่อบอุ่น?มีโอกาสเรียนรู้งานได้มาก

-?เคยมีประสบการณ์งานด้านนี้หรือไม่?มีหรือไม่มีประสบการณ์ก็

ให้ตอบตามความเป็นจริง?หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็จะเป็นประโยชน์กับตัวผู้สมัครงานเอง?หากไม่มีก็ควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงานมา?หรือเคยทำงานแบบนี้กรณีไม่มีประสบการณ์ใด?ๆ?เลยก็ควรบอกไปตรง?ๆ?และพร้อมที่จะเรียนรู้เพราะมีใจชอบงานลักษณะนี้

-?ใช้คอมพิวเตอร์?หรือพูด?อ่าน?เขียน?ภาษาอังกฤษได้หรือไม่?

ทำได้หรือไม่ควรตอบไปตามความจริง?หากไม่ได้ควรตอบว่ากำลังจะไปเรียนรู้เพิ่มเติม?เพราะรู้ว่าจำเป็นและมีประโยชน์ในการทำงานมาก

-?ทำไมจึงออกจากงานเดิมที่ทำอยู่?หรือทำไมจึงคิดเปลี่ยนงาน?

ไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม?แม้จะทราบว่าที่ทำงานเดิมเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่ทำงานใหม่ที่กำลังสมัครงาน?เพราะจะถูกมองในแง่ลบ?ควรตอบว่าไม่ชอบบรรยากาศหรือวิธีการทำงานแบบธุรกิจ?หรืออะไรที่กว้าง?ๆ?และเน้นว่า?คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า?หรือต้องทำงานที่ท้าทายกว่า

-?สิ่งที่เรียนมาไม่ตรงกับงานที่ทำ?และจะทำงานได้อย่างไร?

ควรยอมรับความจริงว่าใช่?ไม่ตรงจริง?ๆ?แต่ผู้สมัครงานมีความสนใจในงานลักษณ์นี้มากกว่างานที่ตรงกับความรู้ที่เรียนมาจริง?ๆ

-?อยากจะถามอะไรเกี่ยวกับบริษัทบ้างไหม?ไม่ควรตอบว่าไม่มี?

แต่ควรถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ?หรือถามเกี่ยวกับบริษัท?ให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความสนใจในกิจการของบริษัท?หรือถามเกี่ยวกับสวัสดิการ?โครงการฝึกอบรมของบริษัท?เพื่อให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความต้องการ?มีจุดประสงค์ใดบ้างในอนาคต

-?ต้องการเงินเดือนเท่าไร?ไม่ควรตอบว่าไม่รู้?แต่ควรตอบว่าไม่

ต่ำกว่าเท่าไร?โดยสอบถามอัตราเงินเดือนของพนักงานระดับนี้?จากคนรู้จักหรือกิจการใกล้เคียงหรือเพื่อนฝูง?ผู้สมัครงานควรต้องรู้ว่าตัวเองต้องได้เงินเดือนเท่าไรจึงจะสามารถดำรงชีพได้และมีเงินเหลือเก็บบ้าง?หากไม่รู้จริง?ๆ?ว่าตนเองต้องการเงินเดือนเท่าไรจึงจะเหมาะสม?ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควรขอให้ดูความสามารถก่อน?จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ?

กรณีไม่เข้าใจคำถาม?ควรบอกผู้สัมภาษณ์ไปตรง?ๆ?ให้ถามคำถามใหม่อีกครั้ง?และหลังจาการสัมภาษณ์แล้ว?ควรมีการติดตามข่าวว่าได้งานหรือไม่แม่บริษัทจะบอกว่าจะติดต่อกลับมาเอง?เพื่อแสดงความสนใจจริงที่ต้องการจะทำงานบริษัทนั้น?ๆ

2.?ข้อที่ควรปฏิบัติในการเข้ารับการสัมภาษณ์

-?ศึกษารายละเอียดของบริษัทก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อจะได้มีเรื่องสนทนาขณะสัมภาษณ์และเป็นการแสดงความสนใจที่มีต่อบริษัท

-?ไปรับการสัมภาษณ์ตรงตามเวลา?โดยไปก่อนเวลาอย่างน้อย?10?นาที?หากไปช้าหรือไปไม่ได้ต้องรีบโทรศัพท์เพื่อขอเลื่อนนัดการสัมภาษณ์ออกไป

-?นั่งรออย่างเรียบร้อย?ไม่ควรเดินไปเดินมาหรือส่งเสียงดัง

-?ควรยิ้มให้ผู้สัมภาษณ์?ขณะเริ่มทักทายและกล่าวคำว่า???สวัสดี??

-?ควรถามผู้สัมภาษณ์?เกี่ยวกับงานที่จะให้ทำว่าจะให้ทำอะไร?ทำที่ไหน?ถ้าไม่มีคำถามเลยผู้สัมภาษณ์อาจคิดว่าผู้สัมภาษณ์ไม่มีความสนใจในงานที่จะสมัคร?แต่ไม่ควรถามมากจนผู้สัมภาษณ์รำคาญ

-?พูดให้ชัดเจนมีความเป็นธรรมชาติ?และด้วยความมั่นใจ

-?ใช้กริยา?วาจาสุภาพขณะตอบคำถาม?ผู้สัมภาษณ์อาจใช้วิธีแหย่ให้โกรธ?หรือใช้คำพูดดูถูก?เพื่อดูอารมณ์ของผู้สมัครงานขณะที่โมโห?หรือไม่พอใจ?ดังนั้นผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

-?แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย?ไม่พับแขนเสื้อทั้งแขนยาวและแขนสั้น

-?ควรตัดผมสั้นไม่ปล่อยไว้จนยาว?และโกนหนวดให้เรียบร้อย?(สำหรับผู้ชาย)

-?ควรใส่รองเท้าให้เรียบร้อย?และไม่ควรใส่รองเท้ากีฬา?รองเท้าสานหรือรองเท้าแตะ?ไม่ควรใส่ถุงเท้าสีสด?ๆ?หรือสีที่เป็นจุดเด่น

-?ควรมองหน้าผู้สัมภาษณ์?ไม่ควรหลบตาและนั่งตาลอย?มองนอกหน้าต่าง?มองโต๊ะหรือแสดงอาการขวยเขิน

-?ถ้าจะไอควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก?และกล่าวคำขอโทษ?ขณะสัมภาษณ์?ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง

-?ถ้าประตูห้องปิดควรเคาะประตูก่อนเข้าห้อง?และกล่าวขออนุญาตนอกจากนั้นต้องระวังอย่าลากเก้าอี้ให้มีเสียงดัง

-?คำถามที่ควรถามผู้สัมภาษณ์คือ?ถามว่าในสายตาของผู้สัมภาษณ์เราเป็นอย่างไรมีจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง?เพราะการทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สมัครงานในครั้งต่อไป

หลังจาการสัมภาษณ์แลัว?สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้พิจารณาผู้สมัครงานจะพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้?คือ?ความประทับใจครั้งแรก?ความฉลาด?มีไหวพริบ?ความคิดริเริ่ม?ความกระตือรือร้น?ความขยันหมั่นเพียร?ความสามารถในการสื่อข้อความ?และมีจุดมุ่งหมายของชีวิต

หวังว่าหลังจากที่ได้ทราบถึงวิธีการเลือกงานให้เหมาะสมกับตนเองแล้ว?การเตรียมตัวสมัครงาน?วิธีการสมัครงาน?การสัมภาษณ์งาน?คำถามและข้อปฏิบัติในการเข้ารับการสัมภาษณ์งานแล้ว?จะสามารถช่วยทำให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการสมัครงานและสัมภาษณ์งานทุกท่านน่ะค่ะ

ที่มา?:?สำนักงานจัดหางาน

ต.ค. 07 2008

ฝ่าด่าน 10 คำถามโหด สัมภาษณ์งาน

เคยไหมที่รู้สึกตื่นเต้น ประหม่า และกลัวแบบไม่มีสาเหตุเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์งาน แถมบ่อยครั้งที่เจอคำถามง่ายๆ แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร
หลักในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ มีความคิดสร้างสรรค์รวมถึงยกตัวอย่างเพื่อให้คำตอบชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นความจริง ซึ่งโดยทั่วไปการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาตั้งแต่ 20 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำแหน่งงานของผู้สมัคร นอกจากการเตรียมตัวตอบคำถาม ควรให้ความสำคัญเรื่องการแต่งกายและความตรงต่อเวลาด้วย

นี่คือสิบคำถามโหดที่ต้องผ่านไปให้ได้ ลองอ่านคำแนะนำในการผ่านด่านอรหันต์เป็นแนวทาง แล้วนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับรูปแบบการสัมภาษณ์ของตัวเอง อย่าลืมว่า 10 คำถามนี้ไม่มีคำตอบใดที่ถูกหรือผิด เพราะล้วนแต่เป็นคำถามที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ ทัศนคติต่างๆ เกี่ยวกับงาน ที่จะบ่งบอกความฉลาดในตัวคุณ

ที่สำคัญ หากมีการเตรียมพร้อมและซ้อมมากเท่าไหร่ ความมั่นใจก็มากขึ้นเท่านั้น เหมือนอย่างที่สามก๊กกล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ด่านหิน ที่เตรียมฝึกวิทยายุทธ์ไปได้เลย

1. ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟัง

Do
ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีสั้นๆ แบบกระชับได้ใจความ บอกเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเป็นผู้สมัครที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ รวมถึงยกตัวอย่างให้ฟังเพื่อช่วยอธิบายและเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเรา

เช่น “หลังจากเรียนจบด้านบัญชีและทำงานที่บริษัทตรวจสอบบัญชีมา 5 ปี ทำให้เป็นคนทำงานเร็วและละเอียดรอบคอบ เพราะการตรวจสอบบัญชีแต่ละครั้งมีระยะเวลากำหนดชัดเจนว่ากี่วันหรือกี่สัปดาห์ ทั้งยังฝึกความเป็นผู้นำ เพราะต้องดูแลน้องในทีมที่ออกตรวจงานด้วยกัน รวมถึงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันได้รับมอบหมายดูแลงานโปรเจคใหญ่ๆ อยู่เสมอ”

Don’t
การเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ตั้งแต่จบประถม มัธยม เข้ามหาลัย จนทำงาน แต่ไม่มีจุดเด่นอะไรเพียงพอที่จะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกสนใจในตัวคุณ

2. ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับงานนี้

Do
โอกาสมาถึงแล้ว อย่ากลัวที่จะพูด อาจจะเริ่มจากประสบการณ์และความสามารถที่เคยผ่านมา อันเป็นสาเหตุทำให้คุณเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ แล้วต่อด้วยเหตุผล ตัวอย่าง กรณีศึกษา สิ่งที่เป็นจุดเด่นและแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น

กรณีที่เพิ่งจบการศึกษาหมาดๆ ถ้าสมัยเรียนทำกิจกรรมมาเยอะ เช่น ออกค่าย ฝึกงาน โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ฯลฯ อย่าลังเลที่จะบอกเล่าว่ากิจกรรมเหล่านั้น ทำให้ตัวเองเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย รู้จักปรับตัว ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น และเรียนรู้เร็ว เป็นต้น

หากตกที่นั่งเด็กเรียน ไม่ค่อยสนใจกิจกรรม ให้ตอบว่าเป็นคนที่ทุ่มเทกับเรื่องที่ได้รับผิดชอบ เช่น เรื่องเรียนหรือรายงานกลุ่ม อาจยกเกรดเฉลี่ยเลขสวยๆ มาเป็นตัวอย่าง หรือวิธีการเลือกวิชาเรียน ที่แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมตัว วางแผนการเรียนมาเป็นอย่างดี

Don’t
การตอบคำถามสั้นๆ เช่น “ด้วยประสบการณ์ทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสามารถทำงานนี้ได้” แล้วจบทันที ในกรณีนี้ คุณอาจจบเห่ เพราะไม่มีเหตุผลและตัวอย่างที่จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เชื่อและมั่นใจในตัวคุณ

3. ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง

Do
ทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ด้วยการอ่านรายละเอียดของงานและคุณสมบัติของผู้สมัครที่ทางบริษัทต้องการ ทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจ ถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่า เข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนัก อยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้น

Don’t
ถ้าไม่รู้ อย่าพยายามตอบ เพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมา ไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก

ผ่าน 3 ด่านอรหันต์มาได้ ที่เหลือไม่น่ายากเกินความสามารถ

4. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง

Do
ก่อนมาสัมภาษณ์งาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบและเข้าใจข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับองค์กรที่สมัคร เช่น ผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง ภาพลักษณ์องค์กร ที่มาและประวัติขององค์กร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คุณได้ทำการบ้านมา และให้ความสนใจกับองค์กรอย่างแท้จริง อย่าลืมย้ำตอนท้ายด้วยว่า หลังจากที่ศึกษาเกี่ยวกับองค์กร ทำให้เรามีความสนใจที่อยากจะทราบเกี่ยวกับองค์กรเพิ่มเติม

Don’t
การตอบแบบมั่นใจในตัวเองจนเกินไป หรือคำตอบที่สร้างภาพพจน์ไม่ดีให้กับตัวเอง เช่น “ทราบมาว่าที่นี่กำลังขาดผู้จัดการฝ่ายการตลาด ด้วยประสบการณ์งาน 3 ปีในด้านนี้ ทำให้คิดว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้” คำตอบอย่างนี้นอกจากไม่สร้างทัศนคติที่ดีขององค์กรให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการโอ้อวดตัวเองเกินไป

5. อะไรคือจุดมุ่งหมายระยะยาวในการทำงานของคุณ

Do
พูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต และต้องบอกวิธีที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ซึ่งควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่สัมภาษณ์อยู่ เช่น อีก 5 ปีข้างหน้าอยากเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่เต็มไปด้วยศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาพนักงานและองค์กรให้มีประสิทธิภาพ การที่จะถึงจุดนั้นได้ต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี เช่น การได้มีโอกาสทำงานที่บริษัทนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งในการเตรียมตัวสำหรับอนาคต และอาจเพิ่มเติมตัวอย่าง เช่น วิธีการทำงานของตน เป็นต้น

Don’t
การตอบในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัครอยู่ (ถึงแม้จะเป็นความจริง) เพราะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น อยากเปิดร้านอาหารในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าตอบเช่นนั้น อาจโดนถามต่อว่าแล้วมาสมัครงานที่นี่ทำไม

6. ถ้าได้งานนี้ คุณคิดว่าจะทำงานที่นี่นานเท่าไหร่

Do
ให้มุ่งประเด็นไปที่ความทุ่มเทของตัวเองและความท้าทายของงาน ด้วยการบอกว่าตราบใดที่งานมีความยากและท้าทาย ก็จะขอจะทุ่มเทความสามารถของตัวเองให้เต็มที่เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับองค์กร

Don’t
บอกแผนการหรือระยะเวลา (ซึ่งเป็นความจริง) เช่น มีแผนไปเรียนต่ออีก 2-3 ปีข้างหน้า หรือ ทางบ้านมีแผนให้ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน

7. อะไรคือจุดอ่อนของคุณ

Do
ควรเลือกจุดอ่อนที่เป็นความจริงและกำลังปรับปรุงหรือพัฒนาในขณะนี้ ที่สำคัญควรบอกผลลัพธ์หลังการปรับปรุงด้วย เช่น ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ เรียนมานานเท่าไหร่ ที่ไหน และผลการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

Don’t
มีหลายคนเคยบอกว่าให้เปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นจุดอ่อน เช่น เป็นคนทำงานหนักมากๆ ไม่เสร็จไม่กลับ อาจจะฟังดูดี แต่คุณกำลังทำลายตัวเอง เพราะปัจจุบันนี้การรู้จักจัดสรรเวลา (work life balance) เป็นประเด็นสำคัญของคุณภาพชีวิต อีกอย่างคุณกำลังโกหกเพื่อให้ดูดี แถมตอบผิดประเด็นอีกต่างหาก

8. ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า

Do
ตอบความจริงให้มากที่สุด แต่สั้นกระชับใจความ ไม่จำเป็นต้องตอบทั้งหมดถ้าความจริงมันเลวร้ายเหลือเกิน อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์อาจขออนุญาตติดต่อบุคคลอ้างอิงเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น

Don’t
ควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ที่ทำงานและนายเก่า เพราะเหล่านี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูแย่ และนั่นหมายถึงความกล้าที่จะวิจารณ์บริษัทต่อๆ ไปที่คุณร่วมงานด้วย

9. อะไรคือสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบในงานเก่า (หรืองานที่กำลังทำอยู่)

Do
ควรบอกสิ่งที่ชอบมากกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ และให้คำอธิบายรวมถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดเช่นนั้น

Don’t
บอกในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานหรืออ้างอิงถึงบุคคล เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังวิจารณ์คนอื่น ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่างที่แย่ๆ เกี่ยวกับงาน เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

10. อะไรคือสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต

Do
ควรจะเป็นเรื่องที่รู้สึกภูมิใจที่สุดในช่วง 1-2 ปีของการทำงาน คุณอาจพูดถึงการเลื่อนขั้น ปรับตำแหน่งในการทำงาน หรือตลอดระยะเวลาที่ทำงานมามีแต่ความราบรื่นไม่เคยมีปัญหากับลูกค้า

หากคุณมีความสำเร็จชัดเจน เช่น สามารถทำยอดการขายได้ทะลุเป้า 200% หรือ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 25% ให้เล่าที่มาของเรื่องนั้น วิธี แนวดำเนินการ ผลลัพธ์ ตลอดจนอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการแก้ปัญหา

ถ้าเป็นผู้สมัครที่เพิ่งจบการศึกษาหมาดๆ อาจจะพูดถึงเกรดเฉลี่ย หรือความภาคภูมิใจที่สามารถสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงได้

Don’t
การแต่งเรื่องขึ้นเองหรือพูดเกินจริงกว่าสิ่งที่ได้ทำ ส่งผลให้วิธีการเล่าแตกต่างไป ซึ่งผู้สัมภาษณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะสามารถตั้งคำถามต้อนจนจับได้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น

Guru Tips
*บริษัทบางแห่ง คำถามเหล่านี้จะถูกถามเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นถ้าจะให้ดี ควรฝึกตอบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

*ก่อนเข้าสู่ด่านอรหันต์ปราบเซียน ควรฝึกซ้อมหน้ากระจกก่อน เพื่อตรวจบุคลิกภาพ ที่สำคัญต้องมี eye contact หรือสบตาผู้สัมภาษณ์ อย่าหลบตาหรือมองเพดานเวลาสัมภาษณ์ แม้กระทั่งการนั่งเท้าคางหรือเท้าโต๊ะ ก็เป็นการทำให้คะแนนบุคลิกภาพลดลงอย่างน่าใจหาย

ทำไงดี เจอเจ้านายต่างชาติ
* บริษัทญี่ปุ่น อยากเห็นว่าที่พนักงานที่มีความนิ่ง อดทน อ่อนน้อมถ่อมตน แต่มีความมั่นใจในตัวเอง พูดจาไม่เยิ่นเย้อ สั้น กระชับ และหากสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ รับรองได้เปรียบกว่าเห็นๆ

* บริษัทฝรั่ง (International Firms) ส่วนใหญ่อยากได้เด็กที่มีความมั่นใจ กล้าพูดกล้าคิด ไฟแรง ทุ่มเท แต่ก็มีชีวิตด้านอื่นด้วยนะ อย่างเช่น มีงานอดิเรกทำ มีเที่ยวเล่นบ้างแต่ก็ทำงาน อีกอย่างที่สำคัญเลย บุคลิกภาพ ต้องดูมั่นใจ ดูคล่อง ฉะฉาน พูดภาษาอังกฤษได้

ขอบคุณข้อมูล นิตยสารสุดสัปดาห์ Column: Career Focus No.586 (1 July 2007)

ต.ค. 07 2008

ชนิดและกรรมวิธีของการสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์งานมีชนิด รูปแบบ และกรรมวิธีหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งผู้สมัครจำเป็นต้องทราบก่อนเข้า ทำการสัมภาษณ์ว่าเป็นการสัมภาษณ์ชนิดไหน เพื่อว่าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องในทางปฏิบัติ สำหรับชนิดและกรรมวิธีของการสัมภาษณ์งานที่ให้ไว้ข้างล่าง ต่างเป็นกรรมวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป ในการสัมภาษณ์งานยุคปัจจุบัน ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับชนิดและกรรมวิธีเหล่านี้เสียก่อน

1.การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคล (Individual Interview)

การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคลเป็นชนิดที่ใช้กันทั่วไปสำหรับหน่วยงานหรือบริษัทที่ต้องการ คัดเลือกพนักงานในระดับทั่วๆ ไป ซึ่งการสัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ “ผู้สัมภาษณ์” จะติดต่อนัดหมายให้ “ผู้สมัคร” ไปทำการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว ในตำแหน่งงานที่ไม่ค่อยมีความสำคัญนักที่ “ผู้สัมภาษณ์” สามารถพิจารณาและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครทราบว่าตนจะต้องถูกสัมภาษณ์แบบบุคคลต่อบุคคลแล้ว ท่านก็ จำเป็นจะต้องเตรียมตัวไว้ก่อนล่วงหน้าตามคำแนะนำที่จะให้ไว้ในบทต่อไปเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อใดที่ท่านต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจแล้ว เมื่อนั้นท่านจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้กับเขาให้มากที่สุด

2.การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ (Phone Interview)

การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการสอบถามธรรมดา เพื่อต้องการทราบว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทำการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอออกไป การสัมภาษณ์ชนิดนี้บางครั้งก็เรียก “Screening Interview” ซึ่งหมายถึงการกลั่นกรองเอาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ นัดไปสอบสัมภาษณ์แบบใดแบบหนึ่งที่หน่วยงานหรือที่บริษัทต่อไป
ขอให้เข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์จะดูเป็นสิ่งง่ายๆ ที่สามารถกระทำได้ทุกเวลาก็ตาม แต่สำหรับผู้สมัครงานแล้วถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็ได้ ทั้งนี้ เพราะหากท่านล้มเหลวใน ขั้นตอนแรกของการสัมภาษณ์งานนี้แล้ว โอกาสที่ท่านจะได้งานนั้นก็หมดไปทันทีโดยปริยาย

3.การสัมภาษณ์งานแบบใช้คณะผู้เชี่ยวชาญ (Panel or Board Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ “ผู้สัมภาษณ์” จะเป็น “กลุ่มบุคคล” ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โดยปรกติการสัมภาษณ์ชนิดที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญ มักจะเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ เท่านั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญก็เพราะต้องการให้เป็นการเลือกเฟ้นที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นหากท่านทราบว่าจะต้องรับการสัมภาษณ์ด้วยวิธีนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวและวางแนวทางการตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครจะต้องเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานแบบใช้กลุ่มคณะผู้เชี่ยวชาญนี้ ยังแบ่งออกเป็นแบบย่อยอีกสองแบบด้วยกันคือ:

(3.1) การสัมภาษณ์งานแบบอิสระ (Free Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ กลุ่มคณะ ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนสามารถถามผู้สมัครได้ตามความต้องการ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า ทางหน่วยงานหรือบริษัทให้อิสระในการตั้งคำถามแก่คณะผู้สัมภาษณ์เต็มที่ ดังนั้น สำหรับทางด้านผู้สมัครแล้ว การสัมภาษณ์ชนิดนี้นับว่ายากกว่าการสัมภาษณ์ชนิดอื่นๆ มากที่สุด เพราะเป็นการยากมากที่ผู้สมัครจะคาดหวังได้หมดว่าตนเองจะต้องตอบคำถามในเรื่องใดบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครรู้ตนเองจะถูกสัมภาษณ์ในลักษณะนี้ ก็คงเตรียมรับมือด้วยสมาธิมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามบุคลิกภาพของคณะผู้สัมภาษณ์แต่ละคนเป็นอันขาด

(3.2) การสัมภาษณ์แบบจัดรูปแบบคำถามที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน (Structured Interview)

การสัมภาษณ์ในลักษณะนี้ คณะผู้สัมภาษณ์แต่ละคนจะต้องตั้งคำถามให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กับคำถามของผู้อื่นหรือไม่ ก็อาจมอบหน้าที่ให้ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนทำการสัมภาษณ์ในแต่ละด้านของข้อกำหนดในคุณสมบัติของผู้สมัคร อย่างเช่นประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา การศึกษา กิจกรรมพิเศษ ฯลฯ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์งานในแบบนี้จะทำให้ผู้สมัครไม่ต้องพะวงอยู่กับบุคลิกภาพของผู้สัมภาษณ์มากนัก ทั้งนี้ เพราะคำถามของแต่ละคนต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

4.การสัมภาษณ์แบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ (Situational Interview)

การสัมภาษณ์ชนิดนี้เป็นการทดสอบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้สมัคร ผู้สัมภาษณ์จะตั้งปัญหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการทดสอบว่า ผู้สมัครมีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแค่ไหน จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์ชนิดนี้จะมีประโยชน์ต่อบริษัทหรือหน่วยงานมาก เพราะการรับเจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่ขาดไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะสร้างความยุ่งยากหรือความเสียหายให้กับบริษัทได้

5.การสัมภาษณ์งานแบบประเมินผลงานสำคัญ (Assessment Centers Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการสัมภาษณ์งานแบบต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือผู้สัมภาษณ์จะมอบหมายให้ผู้สมัครทดลองปฏิบัติงานหรือสาธิตการทำงานของตนต่อหน้าผู้สัมภาษณ์ อย่างเช่น การสาธิตการขาย สาธิตการควบคุมเครื่องจักรเครื่องยนต์ ฯลฯ ซึ่งผู้สัมภาษณ์จะใช้วิธีประเมินผลจาการสาธิตนั้นๆ จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์ชนิดนี้จะให้ผลตามความเป็นจริงแก่หน่วยงานมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะผู้สมัครจำเป่นจะต้องรอบรู้และมีประสบการณ์ในงานที่กำลังสมัครในระดับที่เชี่ยวชาญเท่านั้น จึงจะผ่านการคัดเลือกเข้าไปได้ ทำให้ทางบริษัทหรือหน่วยงานขาดความเสี่ยงต่อการต้อนรับพนักงานที่ขาดประสบการณ์ไปได้

6.การสัมภาษณ์งานโดยตัวแทนหางาน (Employment Agency)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ ทางบริษัทหรือหน่วยงานมอบให้เป็นหน้าที่ของตัวแทนจัดหางาน ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสัมภาษณ์งานอื่นๆ ทั้งหมด จะเห็นว่าง่ายต่อผู้สมัครมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะตัวแทนจัดหางานไม่จำเป็นต้องซักถามอะไรมากนักนอกจากคุณสมบัติตามที่ทางหน่วยงานกำหนดเอาไว้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์งานชนิดนี้จะนำไปใช้เฉพาะการสมัครงานในตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญเท่านั้น ซึ่งคุณภาพของผู้สมัครอาจมีผลต่อการทำงานไม่มากนัก

ที่มา : thaihotelstaff.com