<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.9.2" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน</title>
	<link>http://108thaijob.com</link>
	<description>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน และแนะนำอาชีพที่น่าสนใจ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Nov 2010 04:30:33 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ไผ่ซางหม่น ขายควบคู่การอนุรักษ์</title>
		<description><![CDATA[ไผ่ซางหม่น ที่เป็นไผ่เนื้อแข็ง เนื้อหนา มีความทนทาน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ความต้องการของตลาดจึงมากตามไปด้วยเป็นเหตุผลให้ ลุงสมจิตร มณีรัตน์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ซางหม่นคนแรกๆของ ต.เมืองงาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
สมจิตร อยู่บ้านเลขที่ 510 หมู่ 10 ต.เมืองงาย เล่าว่า มีอาชีพทำสวนในพื้นที่ราว 200 ไร่ ปลูกไม้สัก กล้วย ยางพารา ผลไม้อื่นๆ ไผ่หลายพันธุ์ รวมทั้งปลูกไผ่ซางหม่นไว้ 10 ไร่ จุดประสงค์แรกก็เพื่อใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ อาทิ เตียง เก้าอี้ โซฟา โต๊ะ ส่งขายทั้งในและต่างประเทศปัจจุบันไผ่ซางหม่น ซึ่งเป็นไผ่พื้นเมืองของภาคเหนือแถบแพร่ ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ กำลังถูกทำลาย และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งเอาไปทำบ้าน ทำแพให้นักท่องเที่ยว ทำเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ เหล่านี้ จึงเป็นตัวเร่งให้ไผ่ซางหม่น ถูกตัดไปใช้อย่างมาก ลุงสมจิตรบอกถึงเหตุผลที่นำอนุรักษ์ไผ่ชนิดนี้ หลังมองว่ามีน้อยคนที่จะเก็บเมล็ดมาปลูกศึกษาหาพันธุ์ดีแล้วไว้ใช้ขยายพันธุ์ต่อไป
วิธีการของลุงสมจิตรในการรวบรวมพันธุ์ไผ่ชนิดนี้ก็คือ จะขับขี่จักรยานไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั้งใน อ.เชียงดาว และ [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%/%e0%b9%84%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a-2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เพาะเห็ด เมืองหนาว ในห้องเย็น สร้างรายได้</title>
		<description><![CDATA[ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อเห็ดหอมของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ
เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำฟาร์มเห็ดหอม เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการเพาะเห็ด พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อมเพาะเห็ดยานางิ หรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับการเพาะเห็ด จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด ใช้เงินกว่า 40 [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>น้ำคั้นใบข้าว ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ</title>
		<description><![CDATA[ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน และคณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหาคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำคั้นใบข้าว พบน้ำคั้นใบข้าว 4 ชนิด ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสามารถนำไปประกอบอาหารหลายอย่าง
ดร.ลักขณา บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำคั้นจากใบข้าวไทยข้าวสาลี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์จากใบข้าวและน้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย รวมถึงการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากวัตถุดิบดังกล่าว เพื่อก่อเกิดมูลค่าเพิ่มแก่ข้าวไทย และเป็นการเพิ่มทางเลือกในด้านความหลากหลายของอาหารสุขภาพที่ผลิตขึ้นภายในประเทศให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย
ผลจากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย เปรียบเทียบกับน้ำคั้นใบข้าวสาลีที่จำหน่ายในท้องตลาด พบว่า น้ำคั้นจากใบข้าวทุกพันธุ์ที่นำมาศึกษา คือ หอมมะลิ 105 สุพรรณบุรี 1 หางทับทิม ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว และข้าวสาลี พบว่ามีสภาวะเป็นกรดอย่างอ่อน มีค่าพีเอชอยู่ในช่วง 5.8-6.2 โดยน้ำคั้นใบข้าวสาลีมีปริมาณคลอโรฟิลสูงกว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าว เหนียวถึง 6 เท่า คือ มีปริมาณ 638 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีปริมาณแคลเซียม 67 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าข้าวเจ้าและข้าวเหนียวถึง 3 เท่า
ส่วนปริมาณของธาตุแมกนีเซียมนั้น พบว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีปริมาณแมกนีเซียมสูงกว่าน้ำคั้น จากใบข้าวสาลี โดยน้ำคั้นใบข้าวหอมมะลิมีปริมาณธาตุแมกนีเซียมและเหล็กสูงที่สุด คือ [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การเพาะเลี้ยงสาหร่ายไก</title>
		<description><![CDATA[สาหร่ายน้ำจืดที่เป็นอาหารพื้นบ้านของคนแถบริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายใหญ่ทางเหนือของไทยที่รู้จักกันดี ก็คือ สาหร่ายที่เรียกกันว่า ไก ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวเป็นเส้นเหมือนเส้นผม และที่สำคัญคือสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารชั้นดีของปลาบึก
ปกติแล้วไกจะพบได้มากใน ช่วงฤดูหนาวและร้อน ซึ่งจะเจริญได้ดีในสภาพน้ำสะอาดใสและตื้น พอมีฝนตกลงมามาก ไกก็จะหายไป ดังนั้นในแต่ละปีจะมีไกให้เราหามาปรุงอาหารได้เพียง 3-5 เดือนเท่านั้น แต่ความที่ไกเป็นที่ต้องการของตลาดได้ทั้งปี รวมทั้งตอนนี้ก็มีกิจการเลี้ยงปลาบึก ซึ่งต้องการใช้ไกเป็นอาหารจำนวนมาก จึงเกิดการเพาะเลี้ยงไกขึ้นมา
กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งนำโดย รศ.ดร.ศิริเพ็ญ ตรัยไชยาพร เป็นหัวหน้าทีม ได้ร่วมกันศึกษาหาวิธีเพาะเลี้ยงไก โดยใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหาร ซึ่งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อยู่มาก มาเป็นเครื่องมือสำหรับเลี้ยงสาหร่าย โดยนำน้ำดังกล่าวมาผสมน้ำในอัตราส่วนต่างๆ กัน แล้วก็ไปเก็บสาหร่ายไก มาจากแม่น้ำน่าน ซึ่งปกติไกเหล่านี้จะเกาะอยู่บนก้อนหิน ก็เก็บมาทั้งก้อนหินแล้วมาลองเลี้ยงในอ่างแก้วเหมือนตู้ปลาขนาดใหญ่แล้วให้ อากาศเหมือนการเลี้ยงปลาทั่วไป
เลี้ยงไว้อย่างนั้น 1 เดือน ก็พบว่าการใช้น้ำทิ้งที่ได้มาจากโรงอาหารโดยไม่ต้องนำมาผสมน้ำให้เจือจางเลย หรือผสมน้ำเพียง 20% ทำให้สาหร่ายไกเติบโตได้ดีที่สุด เพราะสาหร่ายได้อาหารจากน้ำทิ้งดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการเติบโต ผลผลิตที่ได้ก็มากเกือบครึ่งกิโลกรัมต่อตารางเมตร สรุปก็คือน้ำทิ้งที่ปกติจะต้องปล่อยลงท่อระบายน้ำ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน

อย่างในกรณีนี้ เมื่อนำน้ำทิ้งมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสาหร่าย ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และสร้างแหล่งอาหารสำหรับการเลี้ยงปลาบึก เหตุที่ไม่ได้แนะนำให้นำมาใช้เป็นอาหารของคนก็คงเป็นเพราะว่าวัตถุดิบที่ใช้ ในการเพาะเลี้ยงนั้น ดูแล้วคงไม่เหมาะที่จะผลิตอาหารบริโภค แต่แนวคิดเรื่องการเพาะเลี้ยงไกจนได้ผลเช่นนี้ ก็หมายความว่าถ้ามีการจัดระบบการเลี้ยงที่ได้สุขลักษณะ รวมทั้งใช้สารอาหารที่เหมาะสมเหมือนกับการปลูกผักแบบใช้สารละลายหรือไฮโดรโปนิกส์ ก็น่าจะได้ไกที่มีคุณภาพสูงและถูกสุขลักษณะที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารคนได้ทั้งปี แทนที่จะต้องรอเก็บจากธรรมชาติในบางฤดูเท่านั้น
และที่สำคัญคือตอนนี้ความนิยมในการบริโภคไกก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อม</title>
		<description><![CDATA[เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ยี่ห้อวังศิลากรีน เป็นเจลล้างมือที่ใช้เอธิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล ที่ผลิตได้ในชุมชนบ้านวังศิลา ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต

ลำยวน เผยว่าเจลล้างมือยี่ห้อวังศิลากรีนนั้นใช้วัตถุดิบหลักในการผลิตซึ่งประกอบ ด้วย เอธิลแอลกอฮอล์ คาร์โบโพล ไตรเอทาโนลามีน สารปรุงแต่งกลิ่นน้ำและสารให้สีจากธรรมชาติ อาทิ ดอกอัญชัน ฝาง มะนาว กุหลาบ กีวี โมกและคราม โดยเอธิลแอลกอฮอล์นั้นได้มาจากมันสำปะหลังที่ปลูกกันเองของคนในชุมชนบ้านวัง ศิลาที่ผ่านกระบวนการหมักโดยใช้ยีสต์ (Yeast) ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและแอลกอฮอล์เป็นลำดับ
แอลกอฮอล์จากกระบวนการหมักนี้เป็นเอทานอลมีความเข้มข้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านชุมชนวังศิลาที่จัดพื้นที่ของชุมชนให้เป็น บริเวณรับแสงแดดของแผงรับรังสีแบบแผ่นราบจำนวน 69 แผง ทำให้สามารถกลั่นเอทานอลให้มีความเข้มข้นได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นของเอทานอลในระดับนี้เป็นที่ทราบกันดีในวงการสาธารณสุขว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านจึงนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเจลล้างมือ
ผู้ใหญ้บ้านคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์นอกเหนือไปจากการใช้เอทานอลที่กลั่นด้วยพลังงาน จากแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการใช้สารไตรโคลซาน (triclosan) สารที่มีสมบัติการฆ่าเชื้อแต่ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่า สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ส่วนสีที่ใช้เป็นสีจากธรรมชาติทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
เจลของเรามีอยู่ 6 กลิ่นให้เลือกคือ กลิ่นวังศิลา สีฟ้าคราม กลิ่นโมก สีใสไม่มีสี [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/</link>
			</item>
	<item>
		<title>กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว</title>
		<description><![CDATA[การสร้างอาชีพด้วยการทำผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าวเพื่อนำมาซึ่งรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัวของชมรมสตรีสายสัมพันธ์ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มฟ้าใส
ผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้ จากใยมะพร้าว ฝีมือของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใส ภายใต้การนำของ ไรตง สะมาแอ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก หลังต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีของสมาชิกในเครือข่ายด้วยการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันนำมาซึ่งความเข้มแข็งของตนเองและชุมชน
ไรตง บอกว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสนั้นเริ่มต้นมาจากชมรมสตรีสายสัมพันธ์ มีสำนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลหนองจิก เป็นการรวบรวมสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ สงบ ก่อนจะนำความรู้ด้านอาชีพไปส่งเสริมสมาชิกในหมู่บ้าน ในตำบลต่างๆ ของ อ.หนองจิก อาทิ กลุ่มทำลูกประคบสมุนไพร ต.บ่อทอง กลุ่มผลิตผ้ากระเป๋า ต.ท่าด่าน กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ ต.ยาบี ฯลฯ
“อำเภอหนองจิก ถือเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของจังหวัด จะเห็นว่าชาวบ้านที่นี่ปลูกมะพร้าวเกือบทุกหลังคาเรือน การใช้ประโยชน์ก็เอาเฉพาะลูก แต่เปลือกของมันกลับต้องทิ้งเป็นขยะ ก็เลยมาคิดกันว่าเราน่าจะนำเปลือกมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมาตกผลึกกันที่การทำกระถางต้นไม้ เพราะทำง่าย ใช้วัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด แต่กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ก็ฝึกหัดทำลองผิดลองถูกอยู่นานเหมือนกัน
เธอเผยต่อว่าเป้าหมายสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์กระถางจากใยมะพร้าวนอกจากจะ สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกแล้วยังเปรียบเทียบเส้นใยมะพร้าวเสมือนสายใยจากครอบครัวสู่ชุมชน ชุมชนจะเข้มแข็งได้นั้นต้องมาจากความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน กระถางใยมะพร้าวจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของทุกชุมชนมาถักร้อยสายใยเป็นหนึ่ง เดียวกัน

ส่วนประกอบ
ที่สำคัญในการทำผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยใยมะพร้าวที่บดแล้ว 1 กระสอบ แป้งมันสำปะหลัง 5 กิโลกรัม น้ำร้อน 10 ลิตร จะสามารถทำกระถางต้นไม้ได้ประมาณ 10 ใบ
วิธีการทำ
เริ่มจากนำกะละมังใส่น้ำร้อนแล้วเทแป้งมันสำปะหลังลงไปในน้ำร้อน [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ข้าวเหนียวดำลืมผัว</title>
		<description><![CDATA[ข้าวเหนียวดำลืมผัว สามารถแปรรูปได้เป็นขนม หวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม
คนภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างจะรู้จัก ข้าวเหนียวลืมผัว เป็นอย่างดี เพราะคนภาคเหนือสมัยก่อนนำไปเป็นอาหารหลายอย่าง คือนอกจากจะนำไปนึ่งเพื่อรับประทานแบบข้าวเหนียวทั่วไป หรือนำไปผสมข้าวขาวทำข้าวต้มสีม่วงอ่อนก็ได้
นอกจากนี้ยังสามารถแปร รูปได้เป็นขนมหวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม
คนที่โบราณตั้งชื่อว่าข้าวเหนียวดำลืมผัว นั้น มีการบอกเล่าจากคนเก่าคนแก่ว่าเป็นคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย บอกถึงความอร่อยของรสชาติ มีกลิ่นหอม เวลาเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มละมุนปากแบบหนุบๆ กินแล้วหลงใหลในรสชาติจนลืมสามีนั่นเอง
ข้าวเหนียวดำพันธุ์นี้ เป็นข้าวนาปีพื้นเมือง ซึ่งเดิมทีจะนิยมปลูกเป็นข้าวไร่ ปลูกบนภูเขา ซึ่งตามข้อมูลที่ท่านรอง สำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า พบมากที่ อ.พบพระ จ.ตาก มีลักษณะของลำต้นสูงราว 137 เซนติเมตร ออกดอกราวกลางเดือนกันยายนของทุกปี
ตามสถิติผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และอากาศที่เหมาะสมจะได้ผลผลิต ไร่ละ 490 กิโลกรัม เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบได้ผลผลิตไร่ละ 200-350 กิโลกรัมเท่านั้น และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว
ล่าสุด ท่านสำลี บอกว่า ขณะนี้ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
			</item>
	<item>
		<title>คุณประโยชน์ของหม่อน</title>
		<description><![CDATA[คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่
ไหมไทย เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไหมไทยจึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพเส้นไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาไหมไทย รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลายผ้าไหม ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป
เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ หม่อน หม่อนเป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน ที่ใช้เลี้ยงไหม หม่อนเป็นพืชชนิดเดียวที่ตัวไหมกินเป็นอาหาร (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ข้าวฮางสมุนไพร</title>
		<description><![CDATA[สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย
ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำข้าวฮาง ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็นข้าวฮางสมุนไพรตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท
ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น มาถ่ายทอดถึงวิธีการทำด้วย ในช่วงแรกเป็นการแปรรูปออกจำหน่ายเล็กๆ [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตราผีเสื้อ</title>
		<description><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ

เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส
จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน
บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี
ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงสามารถลดปริมาณกากของเสียที่ต้องฝังกลบประมาณ 6,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า [...]]]></description>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/</link>
			</item>
</channel>
</rss>

