<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน</title>
	<atom:link href="http://108thaijob.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://108thaijob.com</link>
	<description>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน และแนะนำอาชีพที่น่าสนใจ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Nov 2010 04:30:33 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไผ่ซางหม่น ขายควบคู่การอนุรักษ์</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%/%e0%b9%84%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%/%e0%b9%84%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a-2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Nov 2010 04:30:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วย]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกไม้สัก]]></category>
		<category><![CDATA[ยางพารา]]></category>
		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไผ่ซางหม่น]]></category>
		<category><![CDATA[ไผ่พื้นเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3366</guid>
		<description><![CDATA[ไผ่ซางหม่น ที่เป็นไผ่เนื้อแข็ง เนื้อหนา มีความทนทาน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ความต้องการของตลาดจึงมากตามไปด้วยเป็นเหตุผลให้ ลุงสมจิตร มณีรัตน์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ซางหม่นคนแรกๆของ ต.เมืองงาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
สมจิตร อยู่บ้านเลขที่ 510 หมู่ 10 ต.เมืองงาย เล่าว่า มีอาชีพทำสวนในพื้นที่ราว 200 ไร่ ปลูกไม้สัก กล้วย ยางพารา ผลไม้อื่นๆ ไผ่หลายพันธุ์ รวมทั้งปลูกไผ่ซางหม่นไว้ 10 ไร่ จุดประสงค์แรกก็เพื่อใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ อาทิ เตียง เก้าอี้ โซฟา โต๊ะ ส่งขายทั้งในและต่างประเทศปัจจุบันไผ่ซางหม่น ซึ่งเป็นไผ่พื้นเมืองของภาคเหนือแถบแพร่ ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ กำลังถูกทำลาย และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งเอาไปทำบ้าน ทำแพให้นักท่องเที่ยว ทำเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ เหล่านี้ จึงเป็นตัวเร่งให้ไผ่ซางหม่น ถูกตัดไปใช้อย่างมาก ลุงสมจิตรบอกถึงเหตุผลที่นำอนุรักษ์ไผ่ชนิดนี้ หลังมองว่ามีน้อยคนที่จะเก็บเมล็ดมาปลูกศึกษาหาพันธุ์ดีแล้วไว้ใช้ขยายพันธุ์ต่อไป
วิธีการของลุงสมจิตรในการรวบรวมพันธุ์ไผ่ชนิดนี้ก็คือ จะขับขี่จักรยานไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั้งใน อ.เชียงดาว และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไผ่ซางหม่น ที่เป็นไผ่เนื้อแข็ง เนื้อหนา มีความทนทาน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ความต้องการของตลาดจึงมากตามไปด้วยเป็นเหตุผลให้ ลุงสมจิตร มณีรัตน์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ซางหม่นคนแรกๆของ ต.เมืองงาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่</p>
<p>สมจิตร อยู่บ้านเลขที่ 510 หมู่ 10 ต.เมืองงาย เล่าว่า มีอาชีพทำสวนในพื้นที่ราว 200 ไร่ <strong>ปลูกไม้สัก กล้วย ยางพารา</strong> ผลไม้อื่นๆ ไผ่หลายพันธุ์ รวมทั้งปลูก<strong>ไผ่ซางหม่น</strong>ไว้ 10 ไร่ จุดประสงค์แรกก็เพื่อใช้ทำ<strong>เฟอร์นิเจอร์ </strong>อาทิ เตียง เก้าอี้ โซฟา โต๊ะ ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ<span id="more-3366"></span>ปัจจุบัน<strong>ไผ่ซางหม่น</strong> ซึ่งเป็น<strong>ไผ่พื้นเมือง</strong>ของภาคเหนือแถบแพร่ ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ กำลังถูกทำลาย และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งเอาไปทำบ้าน ทำแพให้นักท่องเที่ยว ทำเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ เหล่านี้ จึงเป็นตัวเร่งให้<strong>ไผ่ซางหม่น</strong> ถูกตัดไปใช้อย่างมาก ลุงสมจิตรบอกถึงเหตุผลที่นำอนุรักษ์ไผ่ชนิดนี้ หลังมองว่ามีน้อยคนที่จะเก็บเมล็ดมาปลูกศึกษาหาพันธุ์ดีแล้วไว้ใช้ขยายพันธุ์ต่อไป</p>
<p><strong>วิธีการ</strong>ของลุงสมจิตรในการรวบรวมพันธุ์ไผ่ชนิดนี้ก็คือ จะขับขี่จักรยานไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั้งใน อ.เชียงดาว และ อ.ใกล้เคียง เพื่อหา<strong>ต้นพันธุ์</strong>ซึ่งเกิดจากเมล็ดที่มีลักษณะดีนำมาปลูกในสวน และติดตามดูอยู่ 1-2 ปี ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจสามารถ<strong>ขยายพันธุ์</strong>ได้ จึงเพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้น และเมื่อมีปริมาณมากๆ ก็แบ่งขายแก่เกษตรกรผู้สนใจในราคาถูก ส่วนท่านใดสนใจพูดคุยซักถามได้ที่โทร.08-5176-4153 หรือ 0-5337-5153</p>
<p>ระยะปลูกของไผ่พันธุ์นี้ใช้ 4×4 หรือ 4×5 หรือ 5×5 เมตร (ระยะระหว่างต้นxระหว่างแถว) แล้วแต่ความสมบูรณ์และขนาดของพื้นที่ ถ้าพื้นที่มีขนาดใหญ่ก็ปลูกห่างได้ ลุงสมจิตรแถมวิธีการปลูกที่ได้ผลดี 100 เปอร์เซ็นต์ให้แก่เพื่อนเกษตรกรด้วย<img title="ไผ่ซางหม่น" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/01/blue-pampas-grass-bamboo.jpg" alt="ไผ่ซางหม่น" /></p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%/%e0%b9%84%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพาะเห็ด เมืองหนาว ในห้องเย็น สร้างรายได้</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2010 04:30:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำพริกเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มเห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[หมูยอเห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดดองสามรส]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดนางฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดยานางิ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหลินจือ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหลินจืออบแห้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหัวลิง]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดออริจิ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดโคนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรือนเพาะเห็ด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3363</guid>
		<description><![CDATA[ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อเห็ดหอมของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ
เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำฟาร์มเห็ดหอม เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการเพาะเห็ด พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อมเพาะเห็ดยานางิ หรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับการเพาะเห็ด จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด ใช้เงินกว่า 40 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา</p>
<p>ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อ<strong>เห็ดหอม</strong>ของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ</p>
<p>เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำ<strong>ฟาร์มเห็ดหอม</strong> เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับ<strong>การเพาะเห็ด </strong>พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้าง<strong>โรงเรือนเพาะเห็ด</strong> 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อม<strong>เพาะเห็ดยานางิ</strong> หรือ<strong>เห็ดโคนญี่ปุ่น</strong> เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับ<strong>การเพาะเห็ด</strong> จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด ใช้เงินกว่า 40 ล้านบาทมา<strong>โรงเรือนเพาะเห็ด</strong>ทั้งหมด 50 โรงเรือน เป็นโรงเรือนระบบปิด 12 โรงเรือน <strong>เพาะเห็ด</strong>ได้โรงเรือนละ 1 หมื่นก้อน และระบบเปิดแบบประยุกต์อีก 38 โรงเรือน พร้อมตั้งชื่อฟาร์มว่า วังน้ำเขียว ฟาร์ม ผนิตนาฎ กล่าว</p>
<p>ผนิตนาฎ บอก อีกว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของ<strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น และเห็ดออริจิ </strong>ชอบอากาศหนาวกว่า 10 องศาเซลเซียส จึงทำโรงเรือนติดตั้งเครื่องทำความเย็น ปัจจุบันเพาะเห็ดทั้งหมด 6 ชนิด คือ <strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดออริจิ เห็ดหัวลิง เห็ดหลินจือ และนางฟ้า </strong>ผลผลิตทั้งหมดส่วนหนึ่งางขายที่หน้าฟาร์ม และอีกส่วนหนึ่งส่งตามร้านอาหาร รีสอร์ทในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ส่วนเห็ดที่ตกเกรดจะนำไปแปรรูป อาทิ<strong> เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น และเห็ดหัวลิง</strong> ดองซีอิ๊ว บรรจุกระปุกขนาด 240 กรัม ขาย 60 บาท <strong>เห็ดดองสามรส หมูยอเห็ดหอม น้ำพริกเห็ด เห็ดหลินจืออบแห้ง</strong> เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า<strong> มิสเตอร์ มัชรูม (Mister Mushroom)<span id="more-3363"></span></strong></p>
<div><img title="เพาะเห็ด" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/01/mushroom-cultivation1.jpg" alt="เพาะเห็ด " /></div>
<h3>การเพาะเห็ดระบบปิด</h3>
<p>ในห้องเย็น ผนิตนาฎบอกว่า สามารถป้องกันโรคได้ดี ที่สำคัญ<strong>เห็ด</strong>ที่เพาะในโรงเรือนห้องเย็นจะมีดอกที่สวยงาม ขนาดโตกว่า 1 เท่าตัว รสชาติดี อย่าง <strong>เห็ดหัวลิง ออริจิ </strong>จะใช้อุณหภูมิราว 10-15 องศาเซลเซียส <strong>เห็ดหอม </strong><strong>โคนญี่ปุ่น</strong>ราว 15-17 องศาเซลเซียส เป็นต้น</p>
<p>ลูกค้าหลักจะมาที่ฟาร์ม บางวันหากเป็นวันหยุดมีลูกค้ามาเป็นคณะถึง 20 คันรถบัส และมีรถยนต์ส่วนตัว และรถตู้อีก เห็ดวางขายหน้าฟาร์ม <strong>เห็ดหัวลิง</strong>ราคากิโลกรัมละ 300 บาท <strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น</strong> ราคากิโลกรัมละ 240 บาท<strong> เห็ดหัวลิงแห้ง เห็ดหลินจือ</strong> กิโลกรัมละ 2,000 บาท และ<strong>เห็นางฟ้า</strong>กิโลกรัมละ 70 บาท ในแต่ละวันจะขายได้นับแสนบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็สูงพอสมควร โดยเฉพาะค่าไฟ และค่าแรงงานหลายสิบคน ผนิตนาฎกล่าว</p>
<p>นับว่าเป็นฟาร์มที่ทันสมัยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่ง<strong>โครงการท่องโลกเกษตร</strong> กับโต๊ะข่าวเกษตร คม ชัด ลึก จะจัดไปที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี อ.ปากช่อง และ อ.วังน้ำเขียว ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธุ์ 2553 นี้ จะพาไปชมและฟังการบรรยายสรุปที่ฟาร์มแห่งนี้ด้วย สนใจสอบถาม 0-2338-3356-7</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำคั้นใบข้าว ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2010 04:27:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวพันธุ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวสาลี]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวดำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำคั้นจากใบข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3361</guid>
		<description><![CDATA[ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน และคณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหาคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำคั้นใบข้าว พบน้ำคั้นใบข้าว 4 ชนิด ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสามารถนำไปประกอบอาหารหลายอย่าง
ดร.ลักขณา บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำคั้นจากใบข้าวไทยข้าวสาลี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์จากใบข้าวและน้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย รวมถึงการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากวัตถุดิบดังกล่าว เพื่อก่อเกิดมูลค่าเพิ่มแก่ข้าวไทย และเป็นการเพิ่มทางเลือกในด้านความหลากหลายของอาหารสุขภาพที่ผลิตขึ้นภายในประเทศให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย
ผลจากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย เปรียบเทียบกับน้ำคั้นใบข้าวสาลีที่จำหน่ายในท้องตลาด พบว่า น้ำคั้นจากใบข้าวทุกพันธุ์ที่นำมาศึกษา คือ หอมมะลิ 105 สุพรรณบุรี 1 หางทับทิม ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว และข้าวสาลี พบว่ามีสภาวะเป็นกรดอย่างอ่อน มีค่าพีเอชอยู่ในช่วง 5.8-6.2 โดยน้ำคั้นใบข้าวสาลีมีปริมาณคลอโรฟิลสูงกว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าว เหนียวถึง 6 เท่า คือ มีปริมาณ 638 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีปริมาณแคลเซียม 67 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าข้าวเจ้าและข้าวเหนียวถึง 3 เท่า
ส่วนปริมาณของธาตุแมกนีเซียมนั้น พบว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีปริมาณแมกนีเซียมสูงกว่าน้ำคั้น จากใบข้าวสาลี โดยน้ำคั้นใบข้าวหอมมะลิมีปริมาณธาตุแมกนีเซียมและเหล็กสูงที่สุด คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน และคณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหาคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำคั้นใบข้าว พบน้ำคั้นใบข้าว 4 ชนิด ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสามารถนำไปประกอบอาหารหลายอย่าง</p>
<p>ดร.ลักขณา บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของ<strong>น้ำคั้นจากใบข้าวไทย</strong><strong>ข้าวสาลี </strong>เพื่อนำไปใช้ประโยชน์จากใบข้าวและ<strong>น้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย</strong> รวมถึงการผลิตและพัฒนา<strong>ผลิตภัณฑ์สุขภาพ</strong>จากวัตถุดิบดังกล่าว เพื่อก่อเกิดมูลค่าเพิ่มแก่<strong>ข้าวไทย</strong> และเป็นการเพิ่มทางเลือกในด้านความหลากหลายของ<strong>อาหารสุขภาพ</strong>ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย<span id="more-3361"></span></p>
<p>ผลจากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของ<strong>น้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย</strong> เปรียบเทียบกับ<strong>น้ำคั้นใบข้าวสาลี</strong>ที่จำหน่ายในท้องตลาด พบว่า น้ำคั้นจากใบข้าวทุกพันธุ์ที่นำมาศึกษา คือ หอมมะลิ 105 สุพรรณบุรี 1 หางทับทิม ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว และข้าวสาลี พบว่ามีสภาวะเป็นกรดอย่างอ่อน มีค่าพีเอชอยู่ในช่วง 5.8-6.2 โดยน้ำคั้นใบข้าวสาลีมีปริมาณคลอโรฟิลสูงกว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าว เหนียวถึง 6 เท่า คือ มีปริมาณ 638 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีปริมาณแคลเซียม 67 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าข้าวเจ้าและข้าวเหนียวถึง 3 เท่า</p>
<p>ส่วนปริมาณของ<strong>ธาตุแมกนีเซียม</strong>นั้น พบว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีปริมาณแมกนีเซียมสูงกว่าน้ำคั้น จากใบข้าวสาลี โดยน้ำคั้นใบข้าวหอมมะลิมีปริมาณธาตุแมกนีเซียมและเหล็กสูงที่สุด คือ 677 มิฃลิกรัมต่อลิตร และ 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์อื่นๆ ขณะที่การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่ามีปริมาณสูงที่สุดในน้ำคั้นจากต้นกล้าข้าวหางทับทิม รองลงมา คือ ข้าวสุพรรณบุรี 1 ข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียวดำ ตามลำดับ</p>
<div><img title="น้ำคั้นใบข้าว" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/02/water-squash-leaf-rice1.jpg" alt="น้ำคั้นใบข้าว" /></div>
<p>นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน บอกอีกว่า ผลการวิจัยฯ ในที่สุดได้คัดเลือกพันธุ์ข้าว 4 พันธุ์ ได้แก่ <strong>ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 ข้าวเจ้าสุพรรณบุรี 1 ข้าวเหนียวดำ และข้าวสาลี</strong> เพื่อใช้ในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ระยะแรกได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ชาใบข้าว วุ้นกะทิผสมน้ำคั้นใบข้าว น้ำคั้นใบข้าวพร้อมดื่ม ไอศกรีมและโยเกิร์ตผสมน้ำคั้นใบข้าว จากการทำการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ ในด้านสี กลิ่น รส ความหวาน เนื้อสัมผัส และการยอมรับผลิตภัณฑ์ในภาพรวม พบว่าผู้บริโภคให้คะแนนความพึงพอใจต่อทุกผลิตภัณฑ์ในระดับดี คือ ได้คะแนนเฉลี่ยมากกว่า 4 จาก 5 คะแนน</p>
<p>ข้าวนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญยิ่ง ไม่เพียงแต่จะนำเมล็ดข้าวมาบริโภคเพียงอย่างเดียว หากแต่ผลงานวิจัยในครั้ง เป็นข้อยืนยันได้ว่า ข้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น ทั้งการเมล็ดนำไปบริโภคได้ และสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขณะที่ส่วนเหลือ เช่น <strong>ฟางข้าว แกลบ </strong>ยังนำมาทำเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย หากใครสนใจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จะเปิดตัวและจัดนิทรรศการบนเส้นทางงานวิจัย ในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2553 ในระหว่างวันที่ 29 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2553 ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเพาะเลี้ยงสาหร่ายไก</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Nov 2010 04:25:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเลี้ยงสาหร่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเลี้ยงไก]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาบึก]]></category>
		<category><![CDATA[สาหร่ายไก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3359</guid>
		<description><![CDATA[สาหร่ายน้ำจืดที่เป็นอาหารพื้นบ้านของคนแถบริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายใหญ่ทางเหนือของไทยที่รู้จักกันดี ก็คือ สาหร่ายที่เรียกกันว่า ไก ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวเป็นเส้นเหมือนเส้นผม และที่สำคัญคือสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารชั้นดีของปลาบึก
ปกติแล้วไกจะพบได้มากใน ช่วงฤดูหนาวและร้อน ซึ่งจะเจริญได้ดีในสภาพน้ำสะอาดใสและตื้น พอมีฝนตกลงมามาก ไกก็จะหายไป ดังนั้นในแต่ละปีจะมีไกให้เราหามาปรุงอาหารได้เพียง 3-5 เดือนเท่านั้น แต่ความที่ไกเป็นที่ต้องการของตลาดได้ทั้งปี รวมทั้งตอนนี้ก็มีกิจการเลี้ยงปลาบึก ซึ่งต้องการใช้ไกเป็นอาหารจำนวนมาก จึงเกิดการเพาะเลี้ยงไกขึ้นมา
กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งนำโดย รศ.ดร.ศิริเพ็ญ ตรัยไชยาพร เป็นหัวหน้าทีม ได้ร่วมกันศึกษาหาวิธีเพาะเลี้ยงไก โดยใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหาร ซึ่งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อยู่มาก มาเป็นเครื่องมือสำหรับเลี้ยงสาหร่าย โดยนำน้ำดังกล่าวมาผสมน้ำในอัตราส่วนต่างๆ กัน แล้วก็ไปเก็บสาหร่ายไก มาจากแม่น้ำน่าน ซึ่งปกติไกเหล่านี้จะเกาะอยู่บนก้อนหิน ก็เก็บมาทั้งก้อนหินแล้วมาลองเลี้ยงในอ่างแก้วเหมือนตู้ปลาขนาดใหญ่แล้วให้ อากาศเหมือนการเลี้ยงปลาทั่วไป
เลี้ยงไว้อย่างนั้น 1 เดือน ก็พบว่าการใช้น้ำทิ้งที่ได้มาจากโรงอาหารโดยไม่ต้องนำมาผสมน้ำให้เจือจางเลย หรือผสมน้ำเพียง 20% ทำให้สาหร่ายไกเติบโตได้ดีที่สุด เพราะสาหร่ายได้อาหารจากน้ำทิ้งดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการเติบโต ผลผลิตที่ได้ก็มากเกือบครึ่งกิโลกรัมต่อตารางเมตร สรุปก็คือน้ำทิ้งที่ปกติจะต้องปล่อยลงท่อระบายน้ำ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน

อย่างในกรณีนี้ เมื่อนำน้ำทิ้งมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสาหร่าย ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และสร้างแหล่งอาหารสำหรับการเลี้ยงปลาบึก เหตุที่ไม่ได้แนะนำให้นำมาใช้เป็นอาหารของคนก็คงเป็นเพราะว่าวัตถุดิบที่ใช้ ในการเพาะเลี้ยงนั้น ดูแล้วคงไม่เหมาะที่จะผลิตอาหารบริโภค แต่แนวคิดเรื่องการเพาะเลี้ยงไกจนได้ผลเช่นนี้ ก็หมายความว่าถ้ามีการจัดระบบการเลี้ยงที่ได้สุขลักษณะ รวมทั้งใช้สารอาหารที่เหมาะสมเหมือนกับการปลูกผักแบบใช้สารละลายหรือไฮโดรโปนิกส์ ก็น่าจะได้ไกที่มีคุณภาพสูงและถูกสุขลักษณะที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารคนได้ทั้งปี แทนที่จะต้องรอเก็บจากธรรมชาติในบางฤดูเท่านั้น
และที่สำคัญคือตอนนี้ความนิยมในการบริโภคไกก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สาหร่ายน้ำจืดที่เป็นอาหารพื้นบ้านของคนแถบริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายใหญ่ทางเหนือของไทยที่รู้จักกันดี ก็คือ สาหร่ายที่เรียกกันว่า ไก ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวเป็นเส้นเหมือนเส้นผม และที่สำคัญคือสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารชั้นดีของปลาบึก</p>
<p>ปกติแล้ว<strong>ไก</strong>จะพบได้มากใน ช่วงฤดูหนาวและร้อน ซึ่งจะเจริญได้ดีในสภาพน้ำสะอาดใสและตื้น พอมีฝนตกลงมามาก <strong>ไก</strong>ก็จะหายไป ดังนั้นในแต่ละปีจะมีไกให้เราหามาปรุงอาหารได้เพียง 3-5 เดือนเท่านั้น แต่ความที่ไกเป็นที่ต้องการของตลาดได้ทั้งปี รวมทั้งตอนนี้ก็มีกิจการเลี้ยง<strong>ปลาบึก</strong> ซึ่งต้องการใช้ไกเป็นอาหารจำนวนมาก จึงเกิด<strong>การเพาะเลี้ยงไก</strong>ขึ้นมา<span id="more-3359"></span></p>
<p>กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งนำโดย รศ.ดร.ศิริเพ็ญ ตรัยไชยาพร เป็นหัวหน้าทีม ได้ร่วมกันศึกษาหา<strong>วิธีเพาะเลี้ยงไก</strong> โดยใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหาร ซึ่งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อยู่มาก มาเป็นเครื่องมือสำหรับเลี้ยง<strong>สาหร่าย</strong> โดยนำน้ำดังกล่าวมาผสมน้ำในอัตราส่วนต่างๆ กัน แล้วก็ไปเก็บ<strong>สาหร่ายไก</strong> มาจากแม่น้ำน่าน ซึ่งปกติไกเหล่านี้จะเกาะอยู่บนก้อนหิน ก็เก็บมาทั้งก้อนหินแล้วมาลองเลี้ยงในอ่างแก้วเหมือนตู้ปลาขนาดใหญ่แล้วให้ อากาศเหมือนการเลี้ยงปลาทั่วไป</p>
<p>เลี้ยงไว้อย่างนั้น 1 เดือน ก็พบว่าการใช้น้ำทิ้งที่ได้มาจากโรงอาหารโดยไม่ต้องนำมาผสมน้ำให้เจือจางเลย หรือผสมน้ำเพียง 20% ทำให้<strong>สาหร่ายไก</strong>เติบโตได้ดีที่สุด เพราะสาหร่ายได้อาหารจากน้ำทิ้งดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการเติบโต ผลผลิตที่ได้ก็มากเกือบครึ่งกิโลกรัมต่อตารางเมตร สรุปก็คือน้ำทิ้งที่ปกติจะต้องปล่อยลงท่อระบายน้ำ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน</p>
<div><img title="สาหร่ายไก" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/02/seaweed.jpg" alt="สาหร่ายไก" /></div>
<p>อย่างในกรณีนี้ เมื่อนำน้ำทิ้งมาใช้ใน<strong>การเพาะเลี้ยงสาหร่าย</strong> ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และสร้างแหล่งอาหารสำหรับ<strong>การเลี้ยงปลาบึก</strong> เหตุที่ไม่ได้แนะนำให้นำมาใช้เป็นอาหารของคนก็คงเป็นเพราะว่าวัตถุดิบที่ใช้ ในการเพาะเลี้ยงนั้น ดูแล้วคงไม่เหมาะที่จะผลิตอาหารบริโภค แต่แนวคิดเรื่อง<strong>การเพาะเลี้ยงไก</strong>จนได้ผลเช่นนี้ ก็หมายความว่าถ้ามีการจัดระบบการเลี้ยงที่ได้สุขลักษณะ รวมทั้งใช้สารอาหารที่เหมาะสมเหมือนกับการปลูกผักแบบใช้สารละลายหรือไฮโดรโปนิกส์ ก็น่าจะได้ไกที่มีคุณภาพสูงและถูกสุขลักษณะที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารคนได้ทั้งปี แทนที่จะต้องรอเก็บจากธรรมชาติในบางฤดูเท่านั้น</p>
<p>และที่สำคัญคือตอนนี้ความนิยมในการบริโภคไกก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ไม่เฉพาะในหมู่คนพื้นบ้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำเท่านั้น แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่ได้ไปเยือนเมืองน่านหรือเชียงราย เมื่อได้ลองชิมไกในรูปแบบต่างๆ แล้ว รู้สึกพอใจในรสชาติ และอีกอย่างหนึ่งคือคุณค่าทางอาหารของ<strong>ไก</strong>ก็สูงมากด้วยเช่นกัน กลายเป็น<strong>อาหารสุขภาพ</strong>อย่างดีอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นของพื้นเมืองไทยเรา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเรา<strong>เพาะเลี้ยงสาหร่ายไก</strong> โดยการใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหารได้แล้ว เรื่องการพัฒนาต่อโดยใช้ความรู้ดังกล่าวต่อยอดต่อไปถึงการผสมสูตรอาหารที่ เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ก็หวังว่าคณะนักวิจัยกลุ่มนี้คงจะช่วยกันพัฒนาต่อไป เพราะมีโอกาสสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรหรือคนที่อยู่ใกล้แม่น้ำได้สร้างรายได้เสริม หรือยิ่งไปกว่านั้นคือกลายเป็นอาชีพหลักก็เป็นได้ โดยสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือความสะอาดและถูกสุขลักษณะ เพราะ<strong>ไก</strong>เมื่อเก็บจากธรรมชาตินั้น บางครั้งก็ยังมีทรายติดมาด้วย แต่หากเพาะเลี้ยงในสภาพที่เหมาะสมก็คงจะหมดปัญหาเรื่องนี้ไป และน่าจะเป็นการขยายตลาดไกให้กว้างขวางมากขึ้นได้</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มาภาพ :www.ist.cmu.ac.th</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อม</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Nov 2010 09:49:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[มันสำปะหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[เจลล้างมือ]]></category>
		<category><![CDATA[เอทานอล]]></category>
		<category><![CDATA[เอธิลแอลกอฮอล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3356</guid>
		<description><![CDATA[เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ยี่ห้อวังศิลากรีน เป็นเจลล้างมือที่ใช้เอธิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล ที่ผลิตได้ในชุมชนบ้านวังศิลา ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต

ลำยวน เผยว่าเจลล้างมือยี่ห้อวังศิลากรีนนั้นใช้วัตถุดิบหลักในการผลิตซึ่งประกอบ ด้วย เอธิลแอลกอฮอล์ คาร์โบโพล ไตรเอทาโนลามีน สารปรุงแต่งกลิ่นน้ำและสารให้สีจากธรรมชาติ อาทิ ดอกอัญชัน ฝาง มะนาว กุหลาบ กีวี โมกและคราม โดยเอธิลแอลกอฮอล์นั้นได้มาจากมันสำปะหลังที่ปลูกกันเองของคนในชุมชนบ้านวัง ศิลาที่ผ่านกระบวนการหมักโดยใช้ยีสต์ (Yeast) ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและแอลกอฮอล์เป็นลำดับ
แอลกอฮอล์จากกระบวนการหมักนี้เป็นเอทานอลมีความเข้มข้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านชุมชนวังศิลาที่จัดพื้นที่ของชุมชนให้เป็น บริเวณรับแสงแดดของแผงรับรังสีแบบแผ่นราบจำนวน 69 แผง ทำให้สามารถกลั่นเอทานอลให้มีความเข้มข้นได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นของเอทานอลในระดับนี้เป็นที่ทราบกันดีในวงการสาธารณสุขว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านจึงนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเจลล้างมือ
ผู้ใหญ้บ้านคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์นอกเหนือไปจากการใช้เอทานอลที่กลั่นด้วยพลังงาน จากแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการใช้สารไตรโคลซาน (triclosan) สารที่มีสมบัติการฆ่าเชื้อแต่ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่า สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ส่วนสีที่ใช้เป็นสีจากธรรมชาติทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
เจลของเรามีอยู่ 6 กลิ่นให้เลือกคือ กลิ่นวังศิลา สีฟ้าคราม กลิ่นโมก สีใสไม่มีสี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ยี่ห้อวังศิลากรีน เป็นเจลล้างมือที่ใช้เอธิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล ที่ผลิตได้ในชุมชนบ้านวังศิลา ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต<span id="more-3356"></span></p>
<div><img title="เจลล้างมือ" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/03/gel-rinse.jpg" alt="เจลล้างมือ" /></div>
<p>ลำยวน เผยว่า<strong>เจลล้างมือ</strong>ยี่ห้อ<strong>วังศิลากรีน</strong>นั้นใช้วัตถุดิบหลักในการผลิตซึ่งประกอบ ด้วย เอธิลแอลกอฮอล์ คาร์โบโพล ไตรเอทาโนลามีน สารปรุงแต่งกลิ่นน้ำและสารให้สีจากธรรมชาติ อาทิ ดอกอัญชัน ฝาง มะนาว กุหลาบ กีวี โมกและคราม โดย<strong>เอธิลแอลกอฮอล์</strong>นั้นได้มาจาก<strong>มันสำปะหลัง</strong>ที่ปลูกกันเองของคนในชุมชนบ้านวัง ศิลาที่ผ่าน<strong>กระบวนการหมัก</strong>โดยใช้ยีสต์ (Yeast) ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและแอลกอฮอล์เป็นลำดับ</p>
<p><strong>แอลกอฮอล์</strong>จากกระบวนการหมักนี้เป็น<strong>เอทานอล</strong>มีความเข้มข้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านชุมชนวังศิลาที่จัดพื้นที่ของชุมชนให้เป็น บริเวณรับแสงแดดของแผงรับรังสีแบบแผ่นราบจำนวน 69 แผง ทำให้สามารถกลั่น<strong>เอทานอล</strong>ให้มีความเข้มข้นได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นของ<strong>เอทานอล</strong>ในระดับนี้เป็นที่ทราบกันดีในวงการสาธารณสุขว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านจึงนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิต<strong>เจลล้างมือ</strong></p>
<p>ผู้ใหญ้บ้านคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับ<strong>จุดเด่นของผลิตภัณฑ์</strong>นอกเหนือไปจากการใช้เอทานอลที่กลั่นด้วยพลังงาน จากแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการใช้สารไตรโคลซาน (triclosan) สารที่มีสมบัติการฆ่าเชื้อแต่ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่า สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ส่วนสีที่ใช้เป็นสีจากธรรมชาติทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด</p>
<p>เจลของเรามีอยู่ 6 กลิ่นให้เลือกคือ กลิ่นวังศิลา สีฟ้าคราม กลิ่นโมก สีใสไม่มีสี กลิ่นกีวี สีเขียว กลิ่นมะนาวสีเหลือง กลิ่นลาเวนเดอร์ มีม่วง และกลิ่นกุหลาบ สีชมพูอมส้ม ทุกสีทุกกลิ่นไม่ใช้สีสังเคราะจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด จึงมั่นใจในความปลอดภัย ส่วนราคาจำหน่ายอยู่ที่หลอดละ 25 บาท ลำยวนเผย</p>
<p>กฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวเสริมว่า วช.เป็นหน่วยงานกลางด้านการวิจัย มีหน้าที่จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยของประเทศ ในแต่ละปี วช.ได้นำผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและ สังคมให้ดีขึ้น ชุมชนบ้านวังศิลาก็เป็นอีกชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างชุมชน เข้มแข็ง มีความรักความสามัคดีร่วมมือร่วมใจการทำประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอย่างดี</p>
<p><strong>เจลล้างมือ วังศิลากรีน</strong> ผลิตภัณฑ์ ฝีมือชาวบ้านวังศิลา ที่เป็นผลงานมาจากการทำวิจัยร่วมระหว่างชาวบ้านกับคณะอาจารย์เทคโนฯ พระจอมเกล้าธนบุรี ในโครงการ <strong>ชุมชนต้นแบบผลิตเอทานอลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์</strong> แล้วเราจะใช้ชุมชนบ้านวังศิลาเป็นต้นแบบในการขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นต่อไป รองเลขาธิการ วช.กล่าวในที่สุด<br />
<strong><br />
เจลล้างมือ</strong> ภายใต้สัญลักษณ์วังศิลากรีน เป็นการสะท้อนถึงความเป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีจิตสำนึก<strong>รักษ์สิ่งแวดล้อม</strong>ได้ อย่างชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อตามกระแสนิยมเท่านั้น </p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span> </p>
<div><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_ad_client = "pub-7933057503289316";
/* 336x280, created 7/24/09 */
google_ad_slot = "7510466590";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// ]]&gt;</script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><script src="https://ssl.gstatic.com/gb/js/gcm_392279366d8656daff9da175563f505a.js"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/expansion_embed.js"></script><script src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></script><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
// ]]&gt;</script><ins><ins id="google_ads_frame1_anchor"></ins></ins></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 09:48:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางจากใยมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางใยมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[รายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างรายได้]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[แป้งมันสำปะหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ใยมะพร้าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3354</guid>
		<description><![CDATA[การสร้างอาชีพด้วยการทำผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าวเพื่อนำมาซึ่งรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัวของชมรมสตรีสายสัมพันธ์ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มฟ้าใส
ผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้ จากใยมะพร้าว ฝีมือของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใส ภายใต้การนำของ ไรตง สะมาแอ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก หลังต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีของสมาชิกในเครือข่ายด้วยการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันนำมาซึ่งความเข้มแข็งของตนเองและชุมชน
ไรตง บอกว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสนั้นเริ่มต้นมาจากชมรมสตรีสายสัมพันธ์ มีสำนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลหนองจิก เป็นการรวบรวมสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ สงบ ก่อนจะนำความรู้ด้านอาชีพไปส่งเสริมสมาชิกในหมู่บ้าน ในตำบลต่างๆ ของ อ.หนองจิก อาทิ กลุ่มทำลูกประคบสมุนไพร ต.บ่อทอง กลุ่มผลิตผ้ากระเป๋า ต.ท่าด่าน กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ ต.ยาบี ฯลฯ
“อำเภอหนองจิก ถือเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของจังหวัด จะเห็นว่าชาวบ้านที่นี่ปลูกมะพร้าวเกือบทุกหลังคาเรือน การใช้ประโยชน์ก็เอาเฉพาะลูก แต่เปลือกของมันกลับต้องทิ้งเป็นขยะ ก็เลยมาคิดกันว่าเราน่าจะนำเปลือกมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมาตกผลึกกันที่การทำกระถางต้นไม้ เพราะทำง่าย ใช้วัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด แต่กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ก็ฝึกหัดทำลองผิดลองถูกอยู่นานเหมือนกัน
เธอเผยต่อว่าเป้าหมายสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์กระถางจากใยมะพร้าวนอกจากจะ สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกแล้วยังเปรียบเทียบเส้นใยมะพร้าวเสมือนสายใยจากครอบครัวสู่ชุมชน ชุมชนจะเข้มแข็งได้นั้นต้องมาจากความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน กระถางใยมะพร้าวจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของทุกชุมชนมาถักร้อยสายใยเป็นหนึ่ง เดียวกัน

ส่วนประกอบ
ที่สำคัญในการทำผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยใยมะพร้าวที่บดแล้ว 1 กระสอบ แป้งมันสำปะหลัง 5 กิโลกรัม น้ำร้อน 10 ลิตร จะสามารถทำกระถางต้นไม้ได้ประมาณ 10 ใบ
วิธีการทำ
เริ่มจากนำกะละมังใส่น้ำร้อนแล้วเทแป้งมันสำปะหลังลงไปในน้ำร้อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การสร้างอาชีพด้วยการทำผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าวเพื่อนำมาซึ่งรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัวของชมรมสตรีสายสัมพันธ์ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มฟ้าใส</p>
<p>ผลิตภัณฑ์<strong>กระถางต้นไม้</strong> จาก<strong>ใยมะพร้าว</strong> ฝีมือของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใส ภายใต้การนำของ <strong>ไรตง สะมาแอ</strong> หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อสร้าง<strong>รายได้เสริม</strong>ให้แก่สมาชิก หลังต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีของสมาชิกในเครือข่ายด้วยการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันนำมาซึ่งความเข้มแข็งของตนเองและชุมชน</p>
<p>ไรตง บอกว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสนั้นเริ่มต้นมาจากชมรมสตรีสายสัมพันธ์ มีสำนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลหนองจิก เป็นการรวบรวมสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ สงบ ก่อนจะนำความรู้ด้านอาชีพไปส่งเสริมสมาชิกในหมู่บ้าน ในตำบลต่างๆ ของ อ.หนองจิก อาทิ กลุ่มทำลูกประคบสมุนไพร ต.บ่อทอง กลุ่มผลิตผ้ากระเป๋า ต.ท่าด่าน กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ ต.ยาบี ฯลฯ<span id="more-3354"></span></p>
<p>“อำเภอหนองจิก ถือเป็นแหล่งปลูก<strong>มะพร้าว</strong>ที่สำคัญของจังหวัด จะเห็นว่าชาวบ้านที่นี่ปลูก<strong>มะพร้าว</strong>เกือบทุกหลังคาเรือน การใช้ประโยชน์ก็เอาเฉพาะลูก แต่เปลือกของมันกลับต้องทิ้งเป็นขยะ ก็เลยมาคิดกันว่าเราน่าจะนำ<strong>เปลือกมะพร้าว</strong>มาใช้ประโยชน์ได้ จึงมาตกผลึกกันที่การทำ<strong>กระถางต้นไม้</strong> เพราะทำง่าย ใช้วัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด แต่กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ก็ฝึกหัดทำลองผิดลองถูกอยู่นานเหมือนกัน</p>
<p>เธอเผยต่อว่าเป้าหมายสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์<strong>กระถางจากใยมะพร้าว</strong>นอกจากจะ <strong>สร้างรายได้</strong>ให้แก่สมาชิกแล้วยังเปรียบเทียบเส้น<strong>ใยมะพร้าว</strong>เสมือนสายใยจากครอบครัวสู่ชุมชน ชุมชนจะเข้มแข็งได้นั้นต้องมาจากความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน <strong>กระถางใยมะพร้าว</strong>จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของทุกชุมชนมาถักร้อยสายใยเป็นหนึ่ง เดียวกัน</p>
<div><img title="กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/04/coconut-fiber-pots1.jpg" alt="กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว" /></div>
<h3>ส่วนประกอบ</h3>
<p>ที่สำคัญในการทำผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย<strong>ใยมะพร้าว</strong>ที่บดแล้ว 1 กระสอบ แป้งมันสำปะหลัง 5 กิโลกรัม น้ำร้อน 10 ลิตร จะสามารถทำกระถางต้นไม้ได้ประมาณ 10 ใบ</p>
<h3>วิธีการทำ</h3>
<p>เริ่มจากนำกะละมังใส่น้ำร้อนแล้วเท<strong>แป้งมันสำปะหลัง</strong>ลงไปในน้ำร้อน ละลายให้เข้ากันแล้วตั้งพักให้เย็น จากนั้นให้นำ<strong>ใยมะพร้าว</strong>มาคลุกกับ<strong>แป้งมันสำปะหลัง</strong>ที่ละลายไว้แล้ว</p>
<p>นำกระถางพลาสติกจำนวน 2 ใบ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่างกันมาวางซ้อนกัน แล้วเอา<strong>ใยมะพร้าว</strong>ที่คลุกแล้วเทลงไปในกระถางที่เป็นแบบ แล้วแต่งให้เป็นรูปร่างของ<strong>กระถาง</strong> ก่อนที่จะนำไปตากแดดประมาณ 2 ชั่วโมงจึงนำมาแกะพิมพ์ออก จะได้เป็นกระถางต้นไม้ที่สวยงาม ปัจจุบันทางกลุ่มสามารถผลิต<strong>กระถาง</strong>เพื่อจำหน่ายเฉลี่ยวันละ 30-50 ใบ สนนราคาจำหน่ายใบละ 20 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและแบบของแต่ละใบ</p>
<p>ผลิตภัณฑ์ของเราจะมีอยู่ 2 แบบคือ แบบที่ทำจาก<strong>ใยมะพร้าว </strong>100% และแบบที่มีส่วนผสมของแกลบ ทุกแบบจะใช้วัสดุจากธรรมชาติ 100% ส่วนตลาดนอกจากจะว่างขายประจำอยู่ ณ ที่ทำการกลุ่ม(สำนักงานเกษตรอำเภอหนองจิก) มีที่โรงพยาบาลหนองจิก ออกขายตามงานเทศกาลต่างๆ สำหรับลูกค้าหลักเป็นประชาชนในพื้นที่ และพ่อค้าจากต่างถิ่นมาสั่งทำเพื่อนำไปขายต่อ ไรตงกล่าว</p>
<p><strong>ผลิตภัณฑ์กระถางใยมะพร้าว</strong> ฝีมือสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสในต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จึงเป็นทางออกด้านอาชีพที่<strong>สร้างรายได้</strong>ให้แก่สมาชิกผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ไม่สงบได้เป็นอย่างดี สนับสนุนผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้านโทร.08-6749-9707 หรือ 0-7334-9315 ในวันและเวลาราชการ</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวเหนียวดำลืมผัว</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 09:47:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวนาปี]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียว]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวดำ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวดำลืมผัว]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวลืมผัว]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ข้าวเหนียวดำลืมผัว]]></category>
		<category><![CDATA[สารต้านอนุมูลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3352</guid>
		<description><![CDATA[ข้าวเหนียวดำลืมผัว สามารถแปรรูปได้เป็นขนม หวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม
คนภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างจะรู้จัก ข้าวเหนียวลืมผัว เป็นอย่างดี เพราะคนภาคเหนือสมัยก่อนนำไปเป็นอาหารหลายอย่าง คือนอกจากจะนำไปนึ่งเพื่อรับประทานแบบข้าวเหนียวทั่วไป หรือนำไปผสมข้าวขาวทำข้าวต้มสีม่วงอ่อนก็ได้
นอกจากนี้ยังสามารถแปร รูปได้เป็นขนมหวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม
คนที่โบราณตั้งชื่อว่าข้าวเหนียวดำลืมผัว นั้น มีการบอกเล่าจากคนเก่าคนแก่ว่าเป็นคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย บอกถึงความอร่อยของรสชาติ มีกลิ่นหอม เวลาเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มละมุนปากแบบหนุบๆ กินแล้วหลงใหลในรสชาติจนลืมสามีนั่นเอง
ข้าวเหนียวดำพันธุ์นี้ เป็นข้าวนาปีพื้นเมือง ซึ่งเดิมทีจะนิยมปลูกเป็นข้าวไร่ ปลูกบนภูเขา ซึ่งตามข้อมูลที่ท่านรอง สำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า พบมากที่ อ.พบพระ จ.ตาก มีลักษณะของลำต้นสูงราว 137 เซนติเมตร ออกดอกราวกลางเดือนกันยายนของทุกปี
ตามสถิติผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และอากาศที่เหมาะสมจะได้ผลผลิต ไร่ละ 490 กิโลกรัม เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบได้ผลผลิตไร่ละ 200-350 กิโลกรัมเท่านั้น และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว
ล่าสุด ท่านสำลี บอกว่า ขณะนี้ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้าวเหนียวดำลืมผัว สามารถแปรรูปได้เป็นขนม หวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม</p>
<p>คนภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างจะรู้จัก<strong> ข้าวเหนียวลืมผัว</strong> เป็นอย่างดี เพราะคนภาคเหนือสมัยก่อนนำไปเป็นอาหารหลายอย่าง คือนอกจากจะนำไปนึ่งเพื่อรับประทานแบบ<strong>ข้าวเหนียว</strong>ทั่วไป หรือนำไปผสมข้าวขาวทำข้าวต้มสีม่วงอ่อนก็ได้</p>
<p>นอกจากนี้ยังสามารถแปร รูปได้เป็นขนมหวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม</p>
<p>คนที่โบราณตั้งชื่อว่า<strong>ข้าวเหนียวดำลืมผัว </strong>นั้น มีการบอกเล่าจากคนเก่าคนแก่ว่าเป็นคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย บอกถึงความอร่อยของรสชาติ มีกลิ่นหอม เวลาเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มละมุนปากแบบหนุบๆ กินแล้วหลงใหลในรสชาติจนลืมสามีนั่นเอง<span id="more-3352"></span></p>
<p><strong>ข้าวเหนียวดำ</strong>พันธุ์นี้ เป็น<strong>ข้าวนาปี</strong>พื้นเมือง ซึ่งเดิมทีจะนิยมปลูกเป็นข้าวไร่ ปลูกบนภูเขา ซึ่งตามข้อมูลที่ท่านรอง สำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า พบมากที่ อ.พบพระ จ.ตาก มีลักษณะของลำต้นสูงราว 137 เซนติเมตร ออกดอกราวกลางเดือนกันยายนของทุกปี</p>
<p>ตามสถิติผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และอากาศที่เหมาะสมจะได้ผลผลิต ไร่ละ 490 กิโลกรัม เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบได้ผลผลิตไร่ละ 200-350 กิโลกรัมเท่านั้น และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว</p>
<p>ล่าสุด ท่านสำลี บอกว่า ขณะนี้ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว ประสบความสำเร็จในการดำเนินการคัดเลือกพันธุ์<strong>ข้าวเหนียวดำลืมผัว </strong>ให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ ตอนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์ต่อกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>ผลการวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการโดยบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากครับ เหมาะเป็น<strong>อาหารเพื่อสุขภาพ</strong> อาทิ มี<strong>สารต้านอนุมูลอิสระ</strong>สูงถึง 833.77 มก. กรดแอสคอร์บิกต่อ 100 กรัม มีวิตามินอี ซึ่งเป็น<strong>สารต้านอนุมูลอิสระ</strong>และช่วยลดคอเลสเตอรอลปริมาณ 16.83 มก./กก. แกมมาโอไรซานอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 508.09 มก./กก.</p>
<p>ที่สำคัญมีกรดไขมันที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและช่วยความจำ ได้แก่ โอเมกา-3 ปริมาณ 33.94 มก./100 กรัม มีโอเมกา-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทอง และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสูงถึง 1,160.08 มก./100 กรัม และโอเมกา-9 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ และช่วยลดความอ้วนถึง 1,146.41 มก./100 กรัม แอนโทไซยานิน 46.56 มก./100 กรัม โปรตีน 10.63% และมีธาตุเหล็กสูงมากถึง 84.18 มก./กก. ส่วนแคลเซียม สังกะสี และแมงกานีส มีในปริมาณ 169.75 23.60 และ 35.38 มก./กก. ตามลำดับครับ</p>
<p>ก็นับเป็นที่น่ายินครับที่กรมข้าวประสบความสำเร็จในการดำเนินการคัดเลือก <strong>พันธุ์ข้าวเหนียวดำลืมผัว</strong> ให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ได้ เพื่อให้เกษตรกรนำไปต่อยอดต่อไป</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณประโยชน์ของหม่อน</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 09:44:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์จากหม่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าไหม]]></category>
		<category><![CDATA[มัลเบอร์รี่]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ไหมไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3349</guid>
		<description><![CDATA[คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่
ไหมไทย เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไหมไทยจึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพเส้นไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาไหมไทย รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลายผ้าไหม ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป
เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ หม่อน หม่อนเป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน ที่ใช้เลี้ยงไหม หม่อนเป็นพืชชนิดเดียวที่ตัวไหมกินเป็นอาหาร (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่</p>
<p><strong>ไหมไทย</strong> เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้<strong>ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม</strong> <strong>ไหมไทย</strong>จึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย<span id="more-3349"></span></p>
<p>กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพ<strong>เส้นไหม</strong>และ<strong>ผลิตภัณฑ์จากหม่อน</strong>และไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนา<strong>ไหมไทย</strong> รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลาย<strong>ผ้าไหม</strong> ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ<strong> หม่อน หม่อน</strong>เป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน ที่ใช้เลี้ยงไหม<strong> หม่อน</strong>เป็นพืชชนิดเดียวที่ตัวไหมกินเป็นอาหาร (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ บอกไว้ว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นได้พัฒนาพันธุ์ที่สามารถใช้<strong>ใบหม่อน</strong>และก้านอ่อนของหม่อนเป็น อาหารได้ ตลอดจนพันธุ์ไหมที่สามารถกินพืชตระกูลกะหล่ำ กินผลแอปเปิลโดยไม่แสดงอาการเป็นพิษ ตลอดจนปัจจุบันสามารถผลิตอาหารเทียมที่ไม่ใช้<strong>ใบหม่อน</strong>เป็นส่วนประกอบได้แล้ว แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตรังไหมก็ไม่สมบูรณ์เท่าเทียมกับการใช้หม่อนเป็น อาหาร เนื่องจากหนอนไหมมีความสามารถในการเปลี่ยนโปรตีนจากใบหม่อนเป็นเส้นใยไหมได้ ดีกว่าพืชชนิดอื่น) ขนาด ความหนาและลักษณะรูปร่างของใบหม่อนจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์ ใบหม่อนที่ดีมีคุณภาพจะต้องอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อไหม</p>
<p>ทุกวันนี้ คนไทยนำ<strong>หม่อน</strong>มาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา (แต่ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อนและรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า 60 ปี สืบต่อกันเป็นประเพณีมาช้านาน เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ) นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่ เวลาที่เขานำผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่าย เขาจะเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า <strong>มัลเบอร์รี่</strong>(mulberry) บางคนก็จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะรู้จักแต่สตรอเบอร์รี่ พึงจดจำไว้ว่า <strong>มัลเบอร์รี่</strong>มันคือ<strong> หม่อน</strong> นั่นเอง</p>
<p>ใน<strong>ใบหม่อน</strong>มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรตไขมัน ความชื้น เส้นใยและเถ้า ในตำราสมุนไพรจีน กล่าวถึงสรรพคุณของหม่อนไว้อย่างมากมาย เช่น <strong>ยอดหม่อน </strong>นำมาต้มใช้ดื่มและล้างตาเพื่อบำรุงสายตา<strong> ใบหม่อน </strong>นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่า สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระต่าย ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตและลดอัตราการตายของหนูที่มีสาเหตุจากมะเร็งในตับได้ <strong>กิ่งหม่อน</strong> ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก รักษาอาการปัสสาวะสีเหลือง กลิ่นฉุนเกิดจากความร้อนภายใน ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี ขจัดความร้อนในปอดและกระเพาะอาหาร ขจัดการหมักหมมในกระเพาะอาหารและเสลดในปอด นอกจากนั้นยังใช้รักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เหน็บชา โดยใช้กิ่งหม่อนและโคนต้นหม่อนเก่า ๆ มาตัดเป็นท่อน ผึ่งไว้ให้แห้ง นำมาต้มดื่มก็สามารถขจัดโรคดังกล่าวได้<strong> ผลหม่อน</strong> รักษาโรคไขข้อ บำรุงหัวใจ บำรุงผมให้ดกดำ <strong>รากหม่อน</strong> สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด</p>
<div><img title="หม่อน" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/05/pillow1.jpg" alt="หม่อน" /></div>
<p>วิโรจน์ แก้วเรือง เขียนบทความเรื่อง มีอะไรใหม่ในชาหม่อน ระบุไว้ว่า ในใบหม่อนมีสารเควอซิติน (Quercetin) และ เคมเฟอรอล (Kaempferol) ซึ่งเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่มีคุณสมบัติดังนี้</p>
<p>1. ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้น<br />
2. ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง<br />
3. ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่<br />
4. ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว<br />
5. สารทั้งสองชนิดนี้ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางลำไส้เล็กและไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ<br />
6. พืชใช้สารเหล่านี้เพื่อใช้ทนต่อลม ฝน แสงแดด ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่ สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องอาศัยพืช นอกจากนั้นยังพบสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารสำคัญ 2 ชนิด ที่กล่าวมาข้างต้น</p>
<p>แม้จะยังกล่าวถึงประโยชน์ของ<strong>หม่อน</strong>ยังไม่หมดแต่ก็คงเห็นคุณค่าของหม่อนขึ้นมาบ้าง รู้หรือยังว่าทำไมตัวไหมถึงเลือกกินแต่ใบหม่อนเพราะมันมีคุณประโยชน์ อย่างนี้นี่เอง</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">เดลินิวส์</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวฮางสมุนไพร</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 09:43:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหอมมะลิ 105]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวฮาง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวฮางสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดพันธุ์ข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[โอท็อป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3347</guid>
		<description><![CDATA[สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย
ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำข้าวฮาง ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็นข้าวฮางสมุนไพรตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท
ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น มาถ่ายทอดถึงวิธีการทำด้วย ในช่วงแรกเป็นการแปรรูปออกจำหน่ายเล็กๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย</p>
<p>ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิต<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิต<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>นั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำ<strong>ข้าวฮาง</strong> ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็น<strong>ข้าวฮางสมุนไพร</strong>ตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท<span id="more-3347"></span></p>
<p>ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น มาถ่ายทอดถึงวิธีการทำด้วย ในช่วงแรกเป็นการแปรรูปออกจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ ตามเทศกาลงานไหมของ จ.ขอนแก่น งานวันเกษตรภาคอีสาน จน 2 ปีถัดมาคือในปี 2549 เริ่มมีออเดอร์จากกรุงเทพฯ เข้ามา ครั้งละ 100-200 กิโลกรัม จนผลิตไม่ทัน</p>
<p>แรกเราไม่มีตราหรือยี่ห้อเป็นของตัวเอง จึงคิดว่าควรจะมียี่ห้อหรือแบรนด์เป็นของตัวเอง กระทั่งปี 2550 จึงติดยี่ห้อ ขวัญนา มีรูปร่วงข้าวเป็นโลโก้ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ร่วมกันออกแบบ พร้อมสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือ<strong>ข้าวฮางสมุนไพร</strong>กลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย โดยหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนสนับสนุนเครื่องกะเทาะเปลือก<strong>ข้าวฮาง </strong>รวมทั้งเครื่องอัดสุญญากาศในระยะแรก ซึ่งปัจจุบันก็มีโรงสีชุมชนเป็นของกลุ่ม และที่สำคัญเราได้<strong>โอท็อประดับ 4 ดาว</strong>ด้วย เขากล่าว</p>
<p>ปัจจุบันศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กมีกำลังการ ผลิต<strong>ข้าวฮาง</strong>ตรา ขวัญนา วันละ 200 กิโลกรัม ข้าวเปลือกเมื่อผ่านกระบวนการกะเทาะเปลือกแล้วจะได้ข้าวกว่า 100 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามในแต่ละเดือนจะมียอดขายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000 กิโลกรัม คิดราคาเพียง กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนราคาขายปลีกที่มีการบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้วคิดราคากิโลกรัมละ 70 บาท โดยกลุ่มตลาดมีทั้งลูกค้าจากกรุงเทพฯ สมุทปราการ นอกจากนี้ยังส่งขายตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ศูนย์โอท็อป และงานเทศกาลต่างๆ</p>
<div><img title="ข้าวฮางสมุนไพร" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/06/herb-rice-granary1.jpg" alt="ข้าวฮางสมุนไพร" /></div>
<p>เรามีรูปแบบการบริหารภาคการผลิต โดยมีสมาชิกในกลุ่มแวะเวียนมาทำวันละ 4 คน สมาชิกที่ทำ<strong>ข้าวฮาง</strong>จะได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท พอสิ้นปีจะมีรายได้จ่ายเงินปันผลให้แก่สมาชิกทุกๆ คน หากสมาชิกลงหุ้นละ 100 บาท จะได้เงินปันผล 30 บาท ในปีที่ผ่านมามีสมาชิกได้รับเงินปันผลคนละ 5,000 บาท เนื่องจากมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีรายได้และกำไรกลับคืนสู่สมาชิกมากตามด้วย ไพศาล กล่าว</p>
<p>สำหรับขั้นตอนการทำ<strong>ข้าวฮาง</strong> เริ่มจากการนำ<strong>ข้าวหอมมะลิ 105</strong> มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นก็เอาไปนึ่ง ซึ่งในขั้นตอนนึ่งนั้นหากต้องการใส่สมุนไพรก็นำตะไคร้หรือใบเตยมารองที่ก้น ซึ้งนึ่งทับด้วยข้าวเปลือก ก่อนจะนำไปตากแดดบนนั่งร้านประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วเข้าสู่กระบวนการกะเทาะเปลือกข้าวออก และมาคัดเมล็ดที่สมบูรณ์และกากข้าวที่ปะปนมาทิ้งไป จากนั้นนำไปบรรจุหีบห่อซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย<br />
สำหรับผู้ที่สนใจข้าวฮางสมุนไพรสามารถสอบถามได้ที่โทร.08-1369-1552</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตราผีเสื้อ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Nov 2010 09:43:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตเยื่อกระดาษ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมักชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยอินทรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยเคมี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3345</guid>
		<description><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ

เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส
จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน
บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี
ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงสามารถลดปริมาณกากของเสียที่ต้องฝังกลบประมาณ 6,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ</p>
<p>การผลิต<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมัก</strong>จากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสใน<strong>กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ</strong>ของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของ<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong> ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า<strong> ปุ๋ยตราผีเสื้อ<span id="more-3345"></span><br />
</strong><br />
เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำ<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong>เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส</p>
<p>จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน</p>
<p>บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิต<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>จากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิต<strong>เยื่อกระดาษ </strong>ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำ<strong>ปุ๋ยหมักชีวภาพ </strong>โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี</p>
<p>ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิต<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong> มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงสามารถลดปริมาณกากของเสียที่ต้องฝังกลบประมาณ 6,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 5 แสนบาท แต่เราได้ผลิตภัณฑ์<strong>ปุ๋ยอินทรี</strong>ย์ประมาณ 2,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3 ล้านบาท ส่วนผลตอบแทนทางอ้อมจะช่วยลดการใช้<strong>ปุ๋ยเคมี</strong>ของเกษตรลงได้ประมาณ 2,000 ตันหรือคิดเป็นมูลค่า 3 ล้านบาท</p>
<p>จุมพฎ ระบุอีกว่า <strong>ปุ๋ยอินทรีย์</strong>ที่ผลิตได้นี้ส่วนใหญ่จะแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4,000 รายในพื้นที่ภาคอีสาน นอกจากนี้ยังจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไปเพื่อนำไปใส่พืชผัก ไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว ข้าวฟ่างหวาน อ้อย พืชผักสมุนไพรและหญ้าเลี้ยงสัตว์ ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยตราผีเสื้อของบริษัทกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เรื่อยๆ</p>
<p>ตอนนี้เราทำปุ๋ยบรรจุกระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 300 บาท แต่ถ้าเป็นเกษตรกรในเครือข่ายราคาจะอยู่ที่ 110 บาท ส่วนถุงเล็กเราจะแจกฟรีให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งขณะนี้เรามีเป้าหมายอยู่ที่ 4,000 ไร่รอบๆ โรงงาน โดยจะมี 2 สูตรให้เลือกคือ สูตรเติมสารอาหารในดินและสูตรเพิ่มผลผลิต ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนำไปใช้ประโยชน์กับพืชชนิดใด จุมพฎกล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong>ตรา ผีเสื้อ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคุณภาพมาตรฐานของสยามฟอเรสทรี ที่ผลิตจากวัตถุดิบกากวัสดุเหลือใช้ของไม้ยูคาลิปตัสที่นำมาผลิต<strong>เยื่อกระดาษ</strong> โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายค่า<strong>ปุ๋ยเคมี</strong>ให้แก่เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกไม้ ยูคาลิปตัส</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

