<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน</title>
	<atom:link href="http://108thaijob.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://108thaijob.com</link>
	<description>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน และแนะนำอาชีพที่น่าสนใจ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Mar 2012 18:14:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>เพาะเห็ด เมืองหนาว ในห้องเย็น สร้างรายได้</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2010 04:30:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำพริกเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มเห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[หมูยอเห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดดองสามรส]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดนางฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดยานางิ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหลินจือ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหลินจืออบแห้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหัวลิง]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดออริจิ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดโคนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรือนเพาะเห็ด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3363</guid>
		<description><![CDATA[ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อเห็ดหอมของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำฟาร์มเห็ดหอม เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการเพาะเห็ด พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อมเพาะเห็ดยานางิ หรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับการเพาะเห็ด จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา</p>
<p>ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อ<strong>เห็ดหอม</strong>ของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ</p>
<p>เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำ<strong>ฟาร์มเห็ดหอม</strong> เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับ<strong>การเพาะเห็ด </strong>พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้าง<strong>โรงเรือนเพาะเห็ด</strong> 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อม<strong>เพาะเห็ดยานางิ</strong> หรือ<strong>เห็ดโคนญี่ปุ่น</strong> เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับ<strong>การเพาะเห็ด</strong> จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด ใช้เงินกว่า 40 ล้านบาทมา<strong>โรงเรือนเพาะเห็ด</strong>ทั้งหมด 50 โรงเรือน เป็นโรงเรือนระบบปิด 12 โรงเรือน <strong>เพาะเห็ด</strong>ได้โรงเรือนละ 1 หมื่นก้อน และระบบเปิดแบบประยุกต์อีก 38 โรงเรือน พร้อมตั้งชื่อฟาร์มว่า วังน้ำเขียว ฟาร์ม ผนิตนาฎ กล่าว</p>
<p>ผนิตนาฎ บอก อีกว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของ<strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น และเห็ดออริจิ </strong>ชอบอากาศหนาวกว่า 10 องศาเซลเซียส จึงทำโรงเรือนติดตั้งเครื่องทำความเย็น ปัจจุบันเพาะเห็ดทั้งหมด 6 ชนิด คือ <strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดออริจิ เห็ดหัวลิง เห็ดหลินจือ และนางฟ้า </strong>ผลผลิตทั้งหมดส่วนหนึ่งางขายที่หน้าฟาร์ม และอีกส่วนหนึ่งส่งตามร้านอาหาร รีสอร์ทในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ส่วนเห็ดที่ตกเกรดจะนำไปแปรรูป อาทิ<strong> เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น และเห็ดหัวลิง</strong> ดองซีอิ๊ว บรรจุกระปุกขนาด 240 กรัม ขาย 60 บาท <strong>เห็ดดองสามรส หมูยอเห็ดหอม น้ำพริกเห็ด เห็ดหลินจืออบแห้ง</strong> เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า<strong> มิสเตอร์ มัชรูม (Mister Mushroom)<span id="more-3363"></span></strong></p>
<div><img title="เพาะเห็ด" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/01/mushroom-cultivation1.jpg" alt="เพาะเห็ด " /></div>
<h3>การเพาะเห็ดระบบปิด</h3>
<p>ในห้องเย็น ผนิตนาฎบอกว่า สามารถป้องกันโรคได้ดี ที่สำคัญ<strong>เห็ด</strong>ที่เพาะในโรงเรือนห้องเย็นจะมีดอกที่สวยงาม ขนาดโตกว่า 1 เท่าตัว รสชาติดี อย่าง <strong>เห็ดหัวลิง ออริจิ </strong>จะใช้อุณหภูมิราว 10-15 องศาเซลเซียส <strong>เห็ดหอม </strong><strong>โคนญี่ปุ่น</strong>ราว 15-17 องศาเซลเซียส เป็นต้น</p>
<p>ลูกค้าหลักจะมาที่ฟาร์ม บางวันหากเป็นวันหยุดมีลูกค้ามาเป็นคณะถึง 20 คันรถบัส และมีรถยนต์ส่วนตัว และรถตู้อีก เห็ดวางขายหน้าฟาร์ม <strong>เห็ดหัวลิง</strong>ราคากิโลกรัมละ 300 บาท <strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น</strong> ราคากิโลกรัมละ 240 บาท<strong> เห็ดหัวลิงแห้ง เห็ดหลินจือ</strong> กิโลกรัมละ 2,000 บาท และ<strong>เห็นางฟ้า</strong>กิโลกรัมละ 70 บาท ในแต่ละวันจะขายได้นับแสนบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็สูงพอสมควร โดยเฉพาะค่าไฟ และค่าแรงงานหลายสิบคน ผนิตนาฎกล่าว</p>
<p>นับว่าเป็นฟาร์มที่ทันสมัยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่ง<strong>โครงการท่องโลกเกษตร</strong> กับโต๊ะข่าวเกษตร คม ชัด ลึก จะจัดไปที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี อ.ปากช่อง และ อ.วังน้ำเขียว ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธุ์ 2553 นี้ จะพาไปชมและฟังการบรรยายสรุปที่ฟาร์มแห่งนี้ด้วย สนใจสอบถาม 0-2338-3356-7</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำคั้นใบข้าว ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Nov 2010 04:27:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวพันธุ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวสาลี]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวดำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำคั้นจากใบข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3361</guid>
		<description><![CDATA[ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน และคณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหาคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำคั้นใบข้าว พบน้ำคั้นใบข้าว 4 ชนิด ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสามารถนำไปประกอบอาหารหลายอย่าง ดร.ลักขณา บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำคั้นจากใบข้าวไทยข้าวสาลี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์จากใบข้าวและน้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย รวมถึงการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากวัตถุดิบดังกล่าว เพื่อก่อเกิดมูลค่าเพิ่มแก่ข้าวไทย และเป็นการเพิ่มทางเลือกในด้านความหลากหลายของอาหารสุขภาพที่ผลิตขึ้นภายในประเทศให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย ผลจากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย เปรียบเทียบกับน้ำคั้นใบข้าวสาลีที่จำหน่ายในท้องตลาด พบว่า น้ำคั้นจากใบข้าวทุกพันธุ์ที่นำมาศึกษา คือ หอมมะลิ 105 สุพรรณบุรี 1 หางทับทิม ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว และข้าวสาลี พบว่ามีสภาวะเป็นกรดอย่างอ่อน มีค่าพีเอชอยู่ในช่วง 5.8-6.2 โดยน้ำคั้นใบข้าวสาลีมีปริมาณคลอโรฟิลสูงกว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าว เหนียวถึง 6 เท่า คือ มีปริมาณ 638 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีปริมาณแคลเซียม 67 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าข้าวเจ้าและข้าวเหนียวถึง 3 เท่า ส่วนปริมาณของธาตุแมกนีเซียมนั้น พบว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีปริมาณแมกนีเซียมสูงกว่าน้ำคั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดร.ลักขณา เบ็ญจวรรณ์ นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน และคณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหาคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำคั้นใบข้าว พบน้ำคั้นใบข้าว 4 ชนิด ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสามารถนำไปประกอบอาหารหลายอย่าง</p>
<p>ดร.ลักขณา บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของ<strong>น้ำคั้นจากใบข้าวไทย</strong><strong>ข้าวสาลี </strong>เพื่อนำไปใช้ประโยชน์จากใบข้าวและ<strong>น้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย</strong> รวมถึงการผลิตและพัฒนา<strong>ผลิตภัณฑ์สุขภาพ</strong>จากวัตถุดิบดังกล่าว เพื่อก่อเกิดมูลค่าเพิ่มแก่<strong>ข้าวไทย</strong> และเป็นการเพิ่มทางเลือกในด้านความหลากหลายของ<strong>อาหารสุขภาพ</strong>ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย<span id="more-3361"></span></p>
<p>ผลจากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของ<strong>น้ำคั้นใบข้าวพันธุ์ไทย</strong> เปรียบเทียบกับ<strong>น้ำคั้นใบข้าวสาลี</strong>ที่จำหน่ายในท้องตลาด พบว่า น้ำคั้นจากใบข้าวทุกพันธุ์ที่นำมาศึกษา คือ หอมมะลิ 105 สุพรรณบุรี 1 หางทับทิม ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว และข้าวสาลี พบว่ามีสภาวะเป็นกรดอย่างอ่อน มีค่าพีเอชอยู่ในช่วง 5.8-6.2 โดยน้ำคั้นใบข้าวสาลีมีปริมาณคลอโรฟิลสูงกว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าว เหนียวถึง 6 เท่า คือ มีปริมาณ 638 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีปริมาณแคลเซียม 67 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าข้าวเจ้าและข้าวเหนียวถึง 3 เท่า</p>
<p>ส่วนปริมาณของ<strong>ธาตุแมกนีเซียม</strong>นั้น พบว่าน้ำคั้นจากใบข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมีปริมาณแมกนีเซียมสูงกว่าน้ำคั้น จากใบข้าวสาลี โดยน้ำคั้นใบข้าวหอมมะลิมีปริมาณธาตุแมกนีเซียมและเหล็กสูงที่สุด คือ 677 มิฃลิกรัมต่อลิตร และ 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์อื่นๆ ขณะที่การตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่ามีปริมาณสูงที่สุดในน้ำคั้นจากต้นกล้าข้าวหางทับทิม รองลงมา คือ ข้าวสุพรรณบุรี 1 ข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียวดำ ตามลำดับ</p>
<div><img title="น้ำคั้นใบข้าว" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/02/water-squash-leaf-rice1.jpg" alt="น้ำคั้นใบข้าว" /></div>
<p>นักวิจัยจากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน บอกอีกว่า ผลการวิจัยฯ ในที่สุดได้คัดเลือกพันธุ์ข้าว 4 พันธุ์ ได้แก่ <strong>ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 ข้าวเจ้าสุพรรณบุรี 1 ข้าวเหนียวดำ และข้าวสาลี</strong> เพื่อใช้ในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ระยะแรกได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ชาใบข้าว วุ้นกะทิผสมน้ำคั้นใบข้าว น้ำคั้นใบข้าวพร้อมดื่ม ไอศกรีมและโยเกิร์ตผสมน้ำคั้นใบข้าว จากการทำการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ ในด้านสี กลิ่น รส ความหวาน เนื้อสัมผัส และการยอมรับผลิตภัณฑ์ในภาพรวม พบว่าผู้บริโภคให้คะแนนความพึงพอใจต่อทุกผลิตภัณฑ์ในระดับดี คือ ได้คะแนนเฉลี่ยมากกว่า 4 จาก 5 คะแนน</p>
<p>ข้าวนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญยิ่ง ไม่เพียงแต่จะนำเมล็ดข้าวมาบริโภคเพียงอย่างเดียว หากแต่ผลงานวิจัยในครั้ง เป็นข้อยืนยันได้ว่า ข้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น ทั้งการเมล็ดนำไปบริโภคได้ และสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขณะที่ส่วนเหลือ เช่น <strong>ฟางข้าว แกลบ </strong>ยังนำมาทำเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย หากใครสนใจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จะเปิดตัวและจัดนิทรรศการบนเส้นทางงานวิจัย ในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2553 ในระหว่างวันที่ 29 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2553 ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การเพาะเลี้ยงสาหร่ายไก</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Nov 2010 04:25:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเลี้ยงสาหร่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเลี้ยงไก]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาบึก]]></category>
		<category><![CDATA[สาหร่ายไก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3359</guid>
		<description><![CDATA[สาหร่ายน้ำจืดที่เป็นอาหารพื้นบ้านของคนแถบริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายใหญ่ทางเหนือของไทยที่รู้จักกันดี ก็คือ สาหร่ายที่เรียกกันว่า ไก ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวเป็นเส้นเหมือนเส้นผม และที่สำคัญคือสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารชั้นดีของปลาบึก ปกติแล้วไกจะพบได้มากใน ช่วงฤดูหนาวและร้อน ซึ่งจะเจริญได้ดีในสภาพน้ำสะอาดใสและตื้น พอมีฝนตกลงมามาก ไกก็จะหายไป ดังนั้นในแต่ละปีจะมีไกให้เราหามาปรุงอาหารได้เพียง 3-5 เดือนเท่านั้น แต่ความที่ไกเป็นที่ต้องการของตลาดได้ทั้งปี รวมทั้งตอนนี้ก็มีกิจการเลี้ยงปลาบึก ซึ่งต้องการใช้ไกเป็นอาหารจำนวนมาก จึงเกิดการเพาะเลี้ยงไกขึ้นมา กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งนำโดย รศ.ดร.ศิริเพ็ญ ตรัยไชยาพร เป็นหัวหน้าทีม ได้ร่วมกันศึกษาหาวิธีเพาะเลี้ยงไก โดยใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหาร ซึ่งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อยู่มาก มาเป็นเครื่องมือสำหรับเลี้ยงสาหร่าย โดยนำน้ำดังกล่าวมาผสมน้ำในอัตราส่วนต่างๆ กัน แล้วก็ไปเก็บสาหร่ายไก มาจากแม่น้ำน่าน ซึ่งปกติไกเหล่านี้จะเกาะอยู่บนก้อนหิน ก็เก็บมาทั้งก้อนหินแล้วมาลองเลี้ยงในอ่างแก้วเหมือนตู้ปลาขนาดใหญ่แล้วให้ อากาศเหมือนการเลี้ยงปลาทั่วไป เลี้ยงไว้อย่างนั้น 1 เดือน ก็พบว่าการใช้น้ำทิ้งที่ได้มาจากโรงอาหารโดยไม่ต้องนำมาผสมน้ำให้เจือจางเลย หรือผสมน้ำเพียง 20% ทำให้สาหร่ายไกเติบโตได้ดีที่สุด เพราะสาหร่ายได้อาหารจากน้ำทิ้งดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการเติบโต ผลผลิตที่ได้ก็มากเกือบครึ่งกิโลกรัมต่อตารางเมตร สรุปก็คือน้ำทิ้งที่ปกติจะต้องปล่อยลงท่อระบายน้ำ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน อย่างในกรณีนี้ เมื่อนำน้ำทิ้งมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสาหร่าย ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และสร้างแหล่งอาหารสำหรับการเลี้ยงปลาบึก เหตุที่ไม่ได้แนะนำให้นำมาใช้เป็นอาหารของคนก็คงเป็นเพราะว่าวัตถุดิบที่ใช้ ในการเพาะเลี้ยงนั้น ดูแล้วคงไม่เหมาะที่จะผลิตอาหารบริโภค แต่แนวคิดเรื่องการเพาะเลี้ยงไกจนได้ผลเช่นนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สาหร่ายน้ำจืดที่เป็นอาหารพื้นบ้านของคนแถบริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายใหญ่ทางเหนือของไทยที่รู้จักกันดี ก็คือ สาหร่ายที่เรียกกันว่า ไก ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวเป็นเส้นเหมือนเส้นผม และที่สำคัญคือสาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารชั้นดีของปลาบึก</p>
<p>ปกติแล้ว<strong>ไก</strong>จะพบได้มากใน ช่วงฤดูหนาวและร้อน ซึ่งจะเจริญได้ดีในสภาพน้ำสะอาดใสและตื้น พอมีฝนตกลงมามาก <strong>ไก</strong>ก็จะหายไป ดังนั้นในแต่ละปีจะมีไกให้เราหามาปรุงอาหารได้เพียง 3-5 เดือนเท่านั้น แต่ความที่ไกเป็นที่ต้องการของตลาดได้ทั้งปี รวมทั้งตอนนี้ก็มีกิจการเลี้ยง<strong>ปลาบึก</strong> ซึ่งต้องการใช้ไกเป็นอาหารจำนวนมาก จึงเกิด<strong>การเพาะเลี้ยงไก</strong>ขึ้นมา<span id="more-3359"></span></p>
<p>กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งนำโดย รศ.ดร.ศิริเพ็ญ ตรัยไชยาพร เป็นหัวหน้าทีม ได้ร่วมกันศึกษาหา<strong>วิธีเพาะเลี้ยงไก</strong> โดยใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหาร ซึ่งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ อยู่มาก มาเป็นเครื่องมือสำหรับเลี้ยง<strong>สาหร่าย</strong> โดยนำน้ำดังกล่าวมาผสมน้ำในอัตราส่วนต่างๆ กัน แล้วก็ไปเก็บ<strong>สาหร่ายไก</strong> มาจากแม่น้ำน่าน ซึ่งปกติไกเหล่านี้จะเกาะอยู่บนก้อนหิน ก็เก็บมาทั้งก้อนหินแล้วมาลองเลี้ยงในอ่างแก้วเหมือนตู้ปลาขนาดใหญ่แล้วให้ อากาศเหมือนการเลี้ยงปลาทั่วไป</p>
<p>เลี้ยงไว้อย่างนั้น 1 เดือน ก็พบว่าการใช้น้ำทิ้งที่ได้มาจากโรงอาหารโดยไม่ต้องนำมาผสมน้ำให้เจือจางเลย หรือผสมน้ำเพียง 20% ทำให้<strong>สาหร่ายไก</strong>เติบโตได้ดีที่สุด เพราะสาหร่ายได้อาหารจากน้ำทิ้งดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการเติบโต ผลผลิตที่ได้ก็มากเกือบครึ่งกิโลกรัมต่อตารางเมตร สรุปก็คือน้ำทิ้งที่ปกติจะต้องปล่อยลงท่อระบายน้ำ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน</p>
<div><img title="สาหร่ายไก" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/02/seaweed.jpg" alt="สาหร่ายไก" /></div>
<p>อย่างในกรณีนี้ เมื่อนำน้ำทิ้งมาใช้ใน<strong>การเพาะเลี้ยงสาหร่าย</strong> ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และสร้างแหล่งอาหารสำหรับ<strong>การเลี้ยงปลาบึก</strong> เหตุที่ไม่ได้แนะนำให้นำมาใช้เป็นอาหารของคนก็คงเป็นเพราะว่าวัตถุดิบที่ใช้ ในการเพาะเลี้ยงนั้น ดูแล้วคงไม่เหมาะที่จะผลิตอาหารบริโภค แต่แนวคิดเรื่อง<strong>การเพาะเลี้ยงไก</strong>จนได้ผลเช่นนี้ ก็หมายความว่าถ้ามีการจัดระบบการเลี้ยงที่ได้สุขลักษณะ รวมทั้งใช้สารอาหารที่เหมาะสมเหมือนกับการปลูกผักแบบใช้สารละลายหรือไฮโดรโปนิกส์ ก็น่าจะได้ไกที่มีคุณภาพสูงและถูกสุขลักษณะที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารคนได้ทั้งปี แทนที่จะต้องรอเก็บจากธรรมชาติในบางฤดูเท่านั้น</p>
<p>และที่สำคัญคือตอนนี้ความนิยมในการบริโภคไกก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ไม่เฉพาะในหมู่คนพื้นบ้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำเท่านั้น แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่ได้ไปเยือนเมืองน่านหรือเชียงราย เมื่อได้ลองชิมไกในรูปแบบต่างๆ แล้ว รู้สึกพอใจในรสชาติ และอีกอย่างหนึ่งคือคุณค่าทางอาหารของ<strong>ไก</strong>ก็สูงมากด้วยเช่นกัน กลายเป็น<strong>อาหารสุขภาพ</strong>อย่างดีอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นของพื้นเมืองไทยเรา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเรา<strong>เพาะเลี้ยงสาหร่ายไก</strong> โดยการใช้น้ำทิ้งจากโรงอาหารได้แล้ว เรื่องการพัฒนาต่อโดยใช้ความรู้ดังกล่าวต่อยอดต่อไปถึงการผสมสูตรอาหารที่ เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ก็หวังว่าคณะนักวิจัยกลุ่มนี้คงจะช่วยกันพัฒนาต่อไป เพราะมีโอกาสสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรหรือคนที่อยู่ใกล้แม่น้ำได้สร้างรายได้เสริม หรือยิ่งไปกว่านั้นคือกลายเป็นอาชีพหลักก็เป็นได้ โดยสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือความสะอาดและถูกสุขลักษณะ เพราะ<strong>ไก</strong>เมื่อเก็บจากธรรมชาตินั้น บางครั้งก็ยังมีทรายติดมาด้วย แต่หากเพาะเลี้ยงในสภาพที่เหมาะสมก็คงจะหมดปัญหาเรื่องนี้ไป และน่าจะเป็นการขยายตลาดไกให้กว้างขวางมากขึ้นได้</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มาภาพ :www.ist.cmu.ac.th</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อม</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Nov 2010 09:49:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[มันสำปะหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[เจลล้างมือ]]></category>
		<category><![CDATA[เอทานอล]]></category>
		<category><![CDATA[เอธิลแอลกอฮอล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3356</guid>
		<description><![CDATA[เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ยี่ห้อวังศิลากรีน เป็นเจลล้างมือที่ใช้เอธิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล ที่ผลิตได้ในชุมชนบ้านวังศิลา ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ลำยวน เผยว่าเจลล้างมือยี่ห้อวังศิลากรีนนั้นใช้วัตถุดิบหลักในการผลิตซึ่งประกอบ ด้วย เอธิลแอลกอฮอล์ คาร์โบโพล ไตรเอทาโนลามีน สารปรุงแต่งกลิ่นน้ำและสารให้สีจากธรรมชาติ อาทิ ดอกอัญชัน ฝาง มะนาว กุหลาบ กีวี โมกและคราม โดยเอธิลแอลกอฮอล์นั้นได้มาจากมันสำปะหลังที่ปลูกกันเองของคนในชุมชนบ้านวัง ศิลาที่ผ่านกระบวนการหมักโดยใช้ยีสต์ (Yeast) ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและแอลกอฮอล์เป็นลำดับ แอลกอฮอล์จากกระบวนการหมักนี้เป็นเอทานอลมีความเข้มข้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านชุมชนวังศิลาที่จัดพื้นที่ของชุมชนให้เป็น บริเวณรับแสงแดดของแผงรับรังสีแบบแผ่นราบจำนวน 69 แผง ทำให้สามารถกลั่นเอทานอลให้มีความเข้มข้นได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นของเอทานอลในระดับนี้เป็นที่ทราบกันดีในวงการสาธารณสุขว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านจึงนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเจลล้างมือ ผู้ใหญ้บ้านคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์นอกเหนือไปจากการใช้เอทานอลที่กลั่นด้วยพลังงาน จากแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการใช้สารไตรโคลซาน (triclosan) สารที่มีสมบัติการฆ่าเชื้อแต่ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่า สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ส่วนสีที่ใช้เป็นสีจากธรรมชาติทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เจลของเรามีอยู่ 6 กลิ่นให้เลือกคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เจลล้างมือ รักษ์สิ่งแวดล้อมนี้ ยี่ห้อวังศิลากรีน เป็นเจลล้างมือที่ใช้เอธิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล ที่ผลิตได้ในชุมชนบ้านวังศิลา ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต<span id="more-3356"></span></p>
<div><img title="เจลล้างมือ" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/03/gel-rinse.jpg" alt="เจลล้างมือ" /></div>
<p>ลำยวน เผยว่า<strong>เจลล้างมือ</strong>ยี่ห้อ<strong>วังศิลากรีน</strong>นั้นใช้วัตถุดิบหลักในการผลิตซึ่งประกอบ ด้วย เอธิลแอลกอฮอล์ คาร์โบโพล ไตรเอทาโนลามีน สารปรุงแต่งกลิ่นน้ำและสารให้สีจากธรรมชาติ อาทิ ดอกอัญชัน ฝาง มะนาว กุหลาบ กีวี โมกและคราม โดย<strong>เอธิลแอลกอฮอล์</strong>นั้นได้มาจาก<strong>มันสำปะหลัง</strong>ที่ปลูกกันเองของคนในชุมชนบ้านวัง ศิลาที่ผ่าน<strong>กระบวนการหมัก</strong>โดยใช้ยีสต์ (Yeast) ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลและแอลกอฮอล์เป็นลำดับ</p>
<p><strong>แอลกอฮอล์</strong>จากกระบวนการหมักนี้เป็น<strong>เอทานอล</strong>มีความเข้มข้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ด้วยความร่วมมือของชาวบ้านชุมชนวังศิลาที่จัดพื้นที่ของชุมชนให้เป็น บริเวณรับแสงแดดของแผงรับรังสีแบบแผ่นราบจำนวน 69 แผง ทำให้สามารถกลั่น<strong>เอทานอล</strong>ให้มีความเข้มข้นได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นของ<strong>เอทานอล</strong>ในระดับนี้เป็นที่ทราบกันดีในวงการสาธารณสุขว่าสามารถ ฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านจึงนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิต<strong>เจลล้างมือ</strong></p>
<p>ผู้ใหญ้บ้านคนเดิมระบุอีกว่า สำหรับ<strong>จุดเด่นของผลิตภัณฑ์</strong>นอกเหนือไปจากการใช้เอทานอลที่กลั่นด้วยพลังงาน จากแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการใช้สารไตรโคลซาน (triclosan) สารที่มีสมบัติการฆ่าเชื้อแต่ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่า สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ส่วนสีที่ใช้เป็นสีจากธรรมชาติทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด</p>
<p>เจลของเรามีอยู่ 6 กลิ่นให้เลือกคือ กลิ่นวังศิลา สีฟ้าคราม กลิ่นโมก สีใสไม่มีสี กลิ่นกีวี สีเขียว กลิ่นมะนาวสีเหลือง กลิ่นลาเวนเดอร์ มีม่วง และกลิ่นกุหลาบ สีชมพูอมส้ม ทุกสีทุกกลิ่นไม่ใช้สีสังเคราะจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมด จึงมั่นใจในความปลอดภัย ส่วนราคาจำหน่ายอยู่ที่หลอดละ 25 บาท ลำยวนเผย</p>
<p>กฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวเสริมว่า วช.เป็นหน่วยงานกลางด้านการวิจัย มีหน้าที่จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยของประเทศ ในแต่ละปี วช.ได้นำผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและ สังคมให้ดีขึ้น ชุมชนบ้านวังศิลาก็เป็นอีกชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างชุมชน เข้มแข็ง มีความรักความสามัคดีร่วมมือร่วมใจการทำประโยชน์ต่อชุมชนเป็นอย่างดี</p>
<p><strong>เจลล้างมือ วังศิลากรีน</strong> ผลิตภัณฑ์ ฝีมือชาวบ้านวังศิลา ที่เป็นผลงานมาจากการทำวิจัยร่วมระหว่างชาวบ้านกับคณะอาจารย์เทคโนฯ พระจอมเกล้าธนบุรี ในโครงการ <strong>ชุมชนต้นแบบผลิตเอทานอลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์</strong> แล้วเราจะใช้ชุมชนบ้านวังศิลาเป็นต้นแบบในการขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นต่อไป รองเลขาธิการ วช.กล่าวในที่สุด<br />
<strong><br />
เจลล้างมือ</strong> ภายใต้สัญลักษณ์วังศิลากรีน เป็นการสะท้อนถึงความเป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีจิตสำนึก<strong>รักษ์สิ่งแวดล้อม</strong>ได้ อย่างชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อตามกระแสนิยมเท่านั้น</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a href="http://www.komchadluek.net/" rel="nofollow" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 09:48:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางจากใยมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางใยมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[รายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างรายได้]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[แป้งมันสำปะหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ใยมะพร้าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3354</guid>
		<description><![CDATA[การสร้างอาชีพด้วยการทำผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าวเพื่อนำมาซึ่งรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัวของชมรมสตรีสายสัมพันธ์ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มฟ้าใส ผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้ จากใยมะพร้าว ฝีมือของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใส ภายใต้การนำของ ไรตง สะมาแอ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก หลังต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีของสมาชิกในเครือข่ายด้วยการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันนำมาซึ่งความเข้มแข็งของตนเองและชุมชน ไรตง บอกว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสนั้นเริ่มต้นมาจากชมรมสตรีสายสัมพันธ์ มีสำนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลหนองจิก เป็นการรวบรวมสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ สงบ ก่อนจะนำความรู้ด้านอาชีพไปส่งเสริมสมาชิกในหมู่บ้าน ในตำบลต่างๆ ของ อ.หนองจิก อาทิ กลุ่มทำลูกประคบสมุนไพร ต.บ่อทอง กลุ่มผลิตผ้ากระเป๋า ต.ท่าด่าน กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ ต.ยาบี ฯลฯ “อำเภอหนองจิก ถือเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของจังหวัด จะเห็นว่าชาวบ้านที่นี่ปลูกมะพร้าวเกือบทุกหลังคาเรือน การใช้ประโยชน์ก็เอาเฉพาะลูก แต่เปลือกของมันกลับต้องทิ้งเป็นขยะ ก็เลยมาคิดกันว่าเราน่าจะนำเปลือกมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมาตกผลึกกันที่การทำกระถางต้นไม้ เพราะทำง่าย ใช้วัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด แต่กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ก็ฝึกหัดทำลองผิดลองถูกอยู่นานเหมือนกัน เธอเผยต่อว่าเป้าหมายสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์กระถางจากใยมะพร้าวนอกจากจะ สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกแล้วยังเปรียบเทียบเส้นใยมะพร้าวเสมือนสายใยจากครอบครัวสู่ชุมชน ชุมชนจะเข้มแข็งได้นั้นต้องมาจากความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน กระถางใยมะพร้าวจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของทุกชุมชนมาถักร้อยสายใยเป็นหนึ่ง เดียวกัน ส่วนประกอบ ที่สำคัญในการทำผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยใยมะพร้าวที่บดแล้ว 1 กระสอบ แป้งมันสำปะหลัง 5 กิโลกรัม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การสร้างอาชีพด้วยการทำผลิตภัณฑ์กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าวเพื่อนำมาซึ่งรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัวของชมรมสตรีสายสัมพันธ์ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มฟ้าใส</p>
<p>ผลิตภัณฑ์<strong>กระถางต้นไม้</strong> จาก<strong>ใยมะพร้าว</strong> ฝีมือของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใส ภายใต้การนำของ <strong>ไรตง สะมาแอ</strong> หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อสร้าง<strong>รายได้เสริม</strong>ให้แก่สมาชิก หลังต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีของสมาชิกในเครือข่ายด้วยการพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันนำมาซึ่งความเข้มแข็งของตนเองและชุมชน</p>
<p>ไรตง บอกว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสนั้นเริ่มต้นมาจากชมรมสตรีสายสัมพันธ์ มีสำนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลหนองจิก เป็นการรวบรวมสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ สงบ ก่อนจะนำความรู้ด้านอาชีพไปส่งเสริมสมาชิกในหมู่บ้าน ในตำบลต่างๆ ของ อ.หนองจิก อาทิ กลุ่มทำลูกประคบสมุนไพร ต.บ่อทอง กลุ่มผลิตผ้ากระเป๋า ต.ท่าด่าน กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ ต.ยาบี ฯลฯ<span id="more-3354"></span></p>
<p>“อำเภอหนองจิก ถือเป็นแหล่งปลูก<strong>มะพร้าว</strong>ที่สำคัญของจังหวัด จะเห็นว่าชาวบ้านที่นี่ปลูก<strong>มะพร้าว</strong>เกือบทุกหลังคาเรือน การใช้ประโยชน์ก็เอาเฉพาะลูก แต่เปลือกของมันกลับต้องทิ้งเป็นขยะ ก็เลยมาคิดกันว่าเราน่าจะนำ<strong>เปลือกมะพร้าว</strong>มาใช้ประโยชน์ได้ จึงมาตกผลึกกันที่การทำ<strong>กระถางต้นไม้</strong> เพราะทำง่าย ใช้วัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด แต่กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ก็ฝึกหัดทำลองผิดลองถูกอยู่นานเหมือนกัน</p>
<p>เธอเผยต่อว่าเป้าหมายสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์<strong>กระถางจากใยมะพร้าว</strong>นอกจากจะ <strong>สร้างรายได้</strong>ให้แก่สมาชิกแล้วยังเปรียบเทียบเส้น<strong>ใยมะพร้าว</strong>เสมือนสายใยจากครอบครัวสู่ชุมชน ชุมชนจะเข้มแข็งได้นั้นต้องมาจากความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน <strong>กระถางใยมะพร้าว</strong>จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของทุกชุมชนมาถักร้อยสายใยเป็นหนึ่ง เดียวกัน</p>
<div><img title="กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/04/coconut-fiber-pots1.jpg" alt="กระถางต้นไม้จากใยมะพร้าว" /></div>
<h3>ส่วนประกอบ</h3>
<p>ที่สำคัญในการทำผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย<strong>ใยมะพร้าว</strong>ที่บดแล้ว 1 กระสอบ แป้งมันสำปะหลัง 5 กิโลกรัม น้ำร้อน 10 ลิตร จะสามารถทำกระถางต้นไม้ได้ประมาณ 10 ใบ</p>
<h3>วิธีการทำ</h3>
<p>เริ่มจากนำกะละมังใส่น้ำร้อนแล้วเท<strong>แป้งมันสำปะหลัง</strong>ลงไปในน้ำร้อน ละลายให้เข้ากันแล้วตั้งพักให้เย็น จากนั้นให้นำ<strong>ใยมะพร้าว</strong>มาคลุกกับ<strong>แป้งมันสำปะหลัง</strong>ที่ละลายไว้แล้ว</p>
<p>นำกระถางพลาสติกจำนวน 2 ใบ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่างกันมาวางซ้อนกัน แล้วเอา<strong>ใยมะพร้าว</strong>ที่คลุกแล้วเทลงไปในกระถางที่เป็นแบบ แล้วแต่งให้เป็นรูปร่างของ<strong>กระถาง</strong> ก่อนที่จะนำไปตากแดดประมาณ 2 ชั่วโมงจึงนำมาแกะพิมพ์ออก จะได้เป็นกระถางต้นไม้ที่สวยงาม ปัจจุบันทางกลุ่มสามารถผลิต<strong>กระถาง</strong>เพื่อจำหน่ายเฉลี่ยวันละ 30-50 ใบ สนนราคาจำหน่ายใบละ 20 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและแบบของแต่ละใบ</p>
<p>ผลิตภัณฑ์ของเราจะมีอยู่ 2 แบบคือ แบบที่ทำจาก<strong>ใยมะพร้าว </strong>100% และแบบที่มีส่วนผสมของแกลบ ทุกแบบจะใช้วัสดุจากธรรมชาติ 100% ส่วนตลาดนอกจากจะว่างขายประจำอยู่ ณ ที่ทำการกลุ่ม(สำนักงานเกษตรอำเภอหนองจิก) มีที่โรงพยาบาลหนองจิก ออกขายตามงานเทศกาลต่างๆ สำหรับลูกค้าหลักเป็นประชาชนในพื้นที่ และพ่อค้าจากต่างถิ่นมาสั่งทำเพื่อนำไปขายต่อ ไรตงกล่าว</p>
<p><strong>ผลิตภัณฑ์กระถางใยมะพร้าว</strong> ฝีมือสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟ้าใสในต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จึงเป็นทางออกด้านอาชีพที่<strong>สร้างรายได้</strong>ให้แก่สมาชิกผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ไม่สงบได้เป็นอย่างดี สนับสนุนผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้านโทร.08-6749-9707 หรือ 0-7334-9315 ในวันและเวลาราชการ</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวเหนียวดำลืมผัว</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 09:47:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวนาปี]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียว]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวดำ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวดำลืมผัว]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวเหนียวลืมผัว]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ข้าวเหนียวดำลืมผัว]]></category>
		<category><![CDATA[สารต้านอนุมูลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3352</guid>
		<description><![CDATA[ข้าวเหนียวดำลืมผัว สามารถแปรรูปได้เป็นขนม หวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม คนภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างจะรู้จัก ข้าวเหนียวลืมผัว เป็นอย่างดี เพราะคนภาคเหนือสมัยก่อนนำไปเป็นอาหารหลายอย่าง คือนอกจากจะนำไปนึ่งเพื่อรับประทานแบบข้าวเหนียวทั่วไป หรือนำไปผสมข้าวขาวทำข้าวต้มสีม่วงอ่อนก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถแปร รูปได้เป็นขนมหวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม คนที่โบราณตั้งชื่อว่าข้าวเหนียวดำลืมผัว นั้น มีการบอกเล่าจากคนเก่าคนแก่ว่าเป็นคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย บอกถึงความอร่อยของรสชาติ มีกลิ่นหอม เวลาเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มละมุนปากแบบหนุบๆ กินแล้วหลงใหลในรสชาติจนลืมสามีนั่นเอง ข้าวเหนียวดำพันธุ์นี้ เป็นข้าวนาปีพื้นเมือง ซึ่งเดิมทีจะนิยมปลูกเป็นข้าวไร่ ปลูกบนภูเขา ซึ่งตามข้อมูลที่ท่านรอง สำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า พบมากที่ อ.พบพระ จ.ตาก มีลักษณะของลำต้นสูงราว 137 เซนติเมตร ออกดอกราวกลางเดือนกันยายนของทุกปี ตามสถิติผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และอากาศที่เหมาะสมจะได้ผลผลิต ไร่ละ 490 กิโลกรัม เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบได้ผลผลิตไร่ละ 200-350 กิโลกรัมเท่านั้น และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้าวเหนียวดำลืมผัว สามารถแปรรูปได้เป็นขนม หวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม</p>
<p>คนภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่างจะรู้จัก<strong> ข้าวเหนียวลืมผัว</strong> เป็นอย่างดี เพราะคนภาคเหนือสมัยก่อนนำไปเป็นอาหารหลายอย่าง คือนอกจากจะนำไปนึ่งเพื่อรับประทานแบบ<strong>ข้าวเหนียว</strong>ทั่วไป หรือนำไปผสมข้าวขาวทำข้าวต้มสีม่วงอ่อนก็ได้</p>
<p>นอกจากนี้ยังสามารถแปร รูปได้เป็นขนมหวานหลายอย่าง อาทิ ทำเป็นข้าวเหนียวเปียก ชาข้าวคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และปราศจากแอลกอฮอล์ คือนำไปหมักจะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม</p>
<p>คนที่โบราณตั้งชื่อว่า<strong>ข้าวเหนียวดำลืมผัว </strong>นั้น มีการบอกเล่าจากคนเก่าคนแก่ว่าเป็นคำเปรียบเทียบหรืออุปมาอุปไมย บอกถึงความอร่อยของรสชาติ มีกลิ่นหอม เวลาเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มละมุนปากแบบหนุบๆ กินแล้วหลงใหลในรสชาติจนลืมสามีนั่นเอง<span id="more-3352"></span></p>
<p><strong>ข้าวเหนียวดำ</strong>พันธุ์นี้ เป็น<strong>ข้าวนาปี</strong>พื้นเมือง ซึ่งเดิมทีจะนิยมปลูกเป็นข้าวไร่ ปลูกบนภูเขา ซึ่งตามข้อมูลที่ท่านรอง สำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว บอกว่า พบมากที่ อ.พบพระ จ.ตาก มีลักษณะของลำต้นสูงราว 137 เซนติเมตร ออกดอกราวกลางเดือนกันยายนของทุกปี</p>
<p>ตามสถิติผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และอากาศที่เหมาะสมจะได้ผลผลิต ไร่ละ 490 กิโลกรัม เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบได้ผลผลิตไร่ละ 200-350 กิโลกรัมเท่านั้น และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว</p>
<p>ล่าสุด ท่านสำลี บอกว่า ขณะนี้ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว ประสบความสำเร็จในการดำเนินการคัดเลือกพันธุ์<strong>ข้าวเหนียวดำลืมผัว </strong>ให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ ตอนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์ต่อกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>ผลการวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการโดยบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากครับ เหมาะเป็น<strong>อาหารเพื่อสุขภาพ</strong> อาทิ มี<strong>สารต้านอนุมูลอิสระ</strong>สูงถึง 833.77 มก. กรดแอสคอร์บิกต่อ 100 กรัม มีวิตามินอี ซึ่งเป็น<strong>สารต้านอนุมูลอิสระ</strong>และช่วยลดคอเลสเตอรอลปริมาณ 16.83 มก./กก. แกมมาโอไรซานอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 508.09 มก./กก.</p>
<p>ที่สำคัญมีกรดไขมันที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและช่วยความจำ ได้แก่ โอเมกา-3 ปริมาณ 33.94 มก./100 กรัม มีโอเมกา-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทอง และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสูงถึง 1,160.08 มก./100 กรัม และโอเมกา-9 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ และช่วยลดความอ้วนถึง 1,146.41 มก./100 กรัม แอนโทไซยานิน 46.56 มก./100 กรัม โปรตีน 10.63% และมีธาตุเหล็กสูงมากถึง 84.18 มก./กก. ส่วนแคลเซียม สังกะสี และแมงกานีส มีในปริมาณ 169.75 23.60 และ 35.38 มก./กก. ตามลำดับครับ</p>
<p>ก็นับเป็นที่น่ายินครับที่กรมข้าวประสบความสำเร็จในการดำเนินการคัดเลือก <strong>พันธุ์ข้าวเหนียวดำลืมผัว</strong> ให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ได้ เพื่อให้เกษตรกรนำไปต่อยอดต่อไป</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณประโยชน์ของหม่อน</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 09:44:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์จากหม่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าไหม]]></category>
		<category><![CDATA[มัลเบอร์รี่]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ไหมไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3349</guid>
		<description><![CDATA[คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่ ไหมไทย เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไหมไทยจึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพเส้นไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาไหมไทย รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลายผ้าไหม ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ หม่อน หม่อนเป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่</p>
<p><strong>ไหมไทย</strong> เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้<strong>ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม</strong> <strong>ไหมไทย</strong>จึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย<span id="more-3349"></span></p>
<p>กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพ<strong>เส้นไหม</strong>และ<strong>ผลิตภัณฑ์จากหม่อน</strong>และไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนา<strong>ไหมไทย</strong> รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลาย<strong>ผ้าไหม</strong> ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ<strong> หม่อน หม่อน</strong>เป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน ที่ใช้เลี้ยงไหม<strong> หม่อน</strong>เป็นพืชชนิดเดียวที่ตัวไหมกินเป็นอาหาร (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ บอกไว้ว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นได้พัฒนาพันธุ์ที่สามารถใช้<strong>ใบหม่อน</strong>และก้านอ่อนของหม่อนเป็น อาหารได้ ตลอดจนพันธุ์ไหมที่สามารถกินพืชตระกูลกะหล่ำ กินผลแอปเปิลโดยไม่แสดงอาการเป็นพิษ ตลอดจนปัจจุบันสามารถผลิตอาหารเทียมที่ไม่ใช้<strong>ใบหม่อน</strong>เป็นส่วนประกอบได้แล้ว แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตรังไหมก็ไม่สมบูรณ์เท่าเทียมกับการใช้หม่อนเป็น อาหาร เนื่องจากหนอนไหมมีความสามารถในการเปลี่ยนโปรตีนจากใบหม่อนเป็นเส้นใยไหมได้ ดีกว่าพืชชนิดอื่น) ขนาด ความหนาและลักษณะรูปร่างของใบหม่อนจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์ ใบหม่อนที่ดีมีคุณภาพจะต้องอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อไหม</p>
<p>ทุกวันนี้ คนไทยนำ<strong>หม่อน</strong>มาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา (แต่ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อนและรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า 60 ปี สืบต่อกันเป็นประเพณีมาช้านาน เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ) นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่ เวลาที่เขานำผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่าย เขาจะเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า <strong>มัลเบอร์รี่</strong>(mulberry) บางคนก็จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะรู้จักแต่สตรอเบอร์รี่ พึงจดจำไว้ว่า <strong>มัลเบอร์รี่</strong>มันคือ<strong> หม่อน</strong> นั่นเอง</p>
<p>ใน<strong>ใบหม่อน</strong>มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรตไขมัน ความชื้น เส้นใยและเถ้า ในตำราสมุนไพรจีน กล่าวถึงสรรพคุณของหม่อนไว้อย่างมากมาย เช่น <strong>ยอดหม่อน </strong>นำมาต้มใช้ดื่มและล้างตาเพื่อบำรุงสายตา<strong> ใบหม่อน </strong>นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่า สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระต่าย ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตและลดอัตราการตายของหนูที่มีสาเหตุจากมะเร็งในตับได้ <strong>กิ่งหม่อน</strong> ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก รักษาอาการปัสสาวะสีเหลือง กลิ่นฉุนเกิดจากความร้อนภายใน ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี ขจัดความร้อนในปอดและกระเพาะอาหาร ขจัดการหมักหมมในกระเพาะอาหารและเสลดในปอด นอกจากนั้นยังใช้รักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เหน็บชา โดยใช้กิ่งหม่อนและโคนต้นหม่อนเก่า ๆ มาตัดเป็นท่อน ผึ่งไว้ให้แห้ง นำมาต้มดื่มก็สามารถขจัดโรคดังกล่าวได้<strong> ผลหม่อน</strong> รักษาโรคไขข้อ บำรุงหัวใจ บำรุงผมให้ดกดำ <strong>รากหม่อน</strong> สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด</p>
<div><img title="หม่อน" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/05/pillow1.jpg" alt="หม่อน" /></div>
<p>วิโรจน์ แก้วเรือง เขียนบทความเรื่อง มีอะไรใหม่ในชาหม่อน ระบุไว้ว่า ในใบหม่อนมีสารเควอซิติน (Quercetin) และ เคมเฟอรอล (Kaempferol) ซึ่งเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่มีคุณสมบัติดังนี้</p>
<p>1. ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้น<br />
2. ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง<br />
3. ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่<br />
4. ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว<br />
5. สารทั้งสองชนิดนี้ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางลำไส้เล็กและไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ<br />
6. พืชใช้สารเหล่านี้เพื่อใช้ทนต่อลม ฝน แสงแดด ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่ สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องอาศัยพืช นอกจากนั้นยังพบสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารสำคัญ 2 ชนิด ที่กล่าวมาข้างต้น</p>
<p>แม้จะยังกล่าวถึงประโยชน์ของ<strong>หม่อน</strong>ยังไม่หมดแต่ก็คงเห็นคุณค่าของหม่อนขึ้นมาบ้าง รู้หรือยังว่าทำไมตัวไหมถึงเลือกกินแต่ใบหม่อนเพราะมันมีคุณประโยชน์ อย่างนี้นี่เอง</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">เดลินิวส์</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวฮางสมุนไพร</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 09:43:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหอมมะลิ 105]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวฮาง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวฮางสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดพันธุ์ข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[โอท็อป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3347</guid>
		<description><![CDATA[สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำข้าวฮาง ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็นข้าวฮางสมุนไพรตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย</p>
<p>ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิต<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิต<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>นั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำ<strong>ข้าวฮาง</strong> ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็น<strong>ข้าวฮางสมุนไพร</strong>ตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท<span id="more-3347"></span></p>
<p>ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น มาถ่ายทอดถึงวิธีการทำด้วย ในช่วงแรกเป็นการแปรรูปออกจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ ตามเทศกาลงานไหมของ จ.ขอนแก่น งานวันเกษตรภาคอีสาน จน 2 ปีถัดมาคือในปี 2549 เริ่มมีออเดอร์จากกรุงเทพฯ เข้ามา ครั้งละ 100-200 กิโลกรัม จนผลิตไม่ทัน</p>
<p>แรกเราไม่มีตราหรือยี่ห้อเป็นของตัวเอง จึงคิดว่าควรจะมียี่ห้อหรือแบรนด์เป็นของตัวเอง กระทั่งปี 2550 จึงติดยี่ห้อ ขวัญนา มีรูปร่วงข้าวเป็นโลโก้ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ร่วมกันออกแบบ พร้อมสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือ<strong>ข้าวฮางสมุนไพร</strong>กลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย โดยหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนสนับสนุนเครื่องกะเทาะเปลือก<strong>ข้าวฮาง </strong>รวมทั้งเครื่องอัดสุญญากาศในระยะแรก ซึ่งปัจจุบันก็มีโรงสีชุมชนเป็นของกลุ่ม และที่สำคัญเราได้<strong>โอท็อประดับ 4 ดาว</strong>ด้วย เขากล่าว</p>
<p>ปัจจุบันศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กมีกำลังการ ผลิต<strong>ข้าวฮาง</strong>ตรา ขวัญนา วันละ 200 กิโลกรัม ข้าวเปลือกเมื่อผ่านกระบวนการกะเทาะเปลือกแล้วจะได้ข้าวกว่า 100 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามในแต่ละเดือนจะมียอดขายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000 กิโลกรัม คิดราคาเพียง กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนราคาขายปลีกที่มีการบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้วคิดราคากิโลกรัมละ 70 บาท โดยกลุ่มตลาดมีทั้งลูกค้าจากกรุงเทพฯ สมุทปราการ นอกจากนี้ยังส่งขายตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ศูนย์โอท็อป และงานเทศกาลต่างๆ</p>
<div><img title="ข้าวฮางสมุนไพร" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/06/herb-rice-granary1.jpg" alt="ข้าวฮางสมุนไพร" /></div>
<p>เรามีรูปแบบการบริหารภาคการผลิต โดยมีสมาชิกในกลุ่มแวะเวียนมาทำวันละ 4 คน สมาชิกที่ทำ<strong>ข้าวฮาง</strong>จะได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท พอสิ้นปีจะมีรายได้จ่ายเงินปันผลให้แก่สมาชิกทุกๆ คน หากสมาชิกลงหุ้นละ 100 บาท จะได้เงินปันผล 30 บาท ในปีที่ผ่านมามีสมาชิกได้รับเงินปันผลคนละ 5,000 บาท เนื่องจากมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีรายได้และกำไรกลับคืนสู่สมาชิกมากตามด้วย ไพศาล กล่าว</p>
<p>สำหรับขั้นตอนการทำ<strong>ข้าวฮาง</strong> เริ่มจากการนำ<strong>ข้าวหอมมะลิ 105</strong> มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นก็เอาไปนึ่ง ซึ่งในขั้นตอนนึ่งนั้นหากต้องการใส่สมุนไพรก็นำตะไคร้หรือใบเตยมารองที่ก้น ซึ้งนึ่งทับด้วยข้าวเปลือก ก่อนจะนำไปตากแดดบนนั่งร้านประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วเข้าสู่กระบวนการกะเทาะเปลือกข้าวออก และมาคัดเมล็ดที่สมบูรณ์และกากข้าวที่ปะปนมาทิ้งไป จากนั้นนำไปบรรจุหีบห่อซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย<br />
สำหรับผู้ที่สนใจข้าวฮางสมุนไพรสามารถสอบถามได้ที่โทร.08-1369-1552</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตราผีเสื้อ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Nov 2010 09:43:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตเยื่อกระดาษ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมักชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยอินทรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยเคมี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3345</guid>
		<description><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ</p>
<p>การผลิต<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมัก</strong>จากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสใน<strong>กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ</strong>ของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของ<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong> ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า<strong> ปุ๋ยตราผีเสื้อ<span id="more-3345"></span><br />
</strong><br />
เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำ<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong>เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส</p>
<p>จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน</p>
<p>บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิต<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>จากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิต<strong>เยื่อกระดาษ </strong>ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำ<strong>ปุ๋ยหมักชีวภาพ </strong>โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี</p>
<p>ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิต<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong> มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงสามารถลดปริมาณกากของเสียที่ต้องฝังกลบประมาณ 6,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 5 แสนบาท แต่เราได้ผลิตภัณฑ์<strong>ปุ๋ยอินทรี</strong>ย์ประมาณ 2,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3 ล้านบาท ส่วนผลตอบแทนทางอ้อมจะช่วยลดการใช้<strong>ปุ๋ยเคมี</strong>ของเกษตรลงได้ประมาณ 2,000 ตันหรือคิดเป็นมูลค่า 3 ล้านบาท</p>
<p>จุมพฎ ระบุอีกว่า <strong>ปุ๋ยอินทรีย์</strong>ที่ผลิตได้นี้ส่วนใหญ่จะแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4,000 รายในพื้นที่ภาคอีสาน นอกจากนี้ยังจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไปเพื่อนำไปใส่พืชผัก ไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว ข้าวฟ่างหวาน อ้อย พืชผักสมุนไพรและหญ้าเลี้ยงสัตว์ ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยตราผีเสื้อของบริษัทกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เรื่อยๆ</p>
<p>ตอนนี้เราทำปุ๋ยบรรจุกระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 300 บาท แต่ถ้าเป็นเกษตรกรในเครือข่ายราคาจะอยู่ที่ 110 บาท ส่วนถุงเล็กเราจะแจกฟรีให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งขณะนี้เรามีเป้าหมายอยู่ที่ 4,000 ไร่รอบๆ โรงงาน โดยจะมี 2 สูตรให้เลือกคือ สูตรเติมสารอาหารในดินและสูตรเพิ่มผลผลิต ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนำไปใช้ประโยชน์กับพืชชนิดใด จุมพฎกล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong>ตรา ผีเสื้อ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคุณภาพมาตรฐานของสยามฟอเรสทรี ที่ผลิตจากวัตถุดิบกากวัสดุเหลือใช้ของไม้ยูคาลิปตัสที่นำมาผลิต<strong>เยื่อกระดาษ</strong> โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายค่า<strong>ปุ๋ยเคมี</strong>ให้แก่เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกไม้ ยูคาลิปตัส</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Nov 2010 09:16:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพเบ็ดเตล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันบริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3342</guid>
		<description><![CDATA[ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่บนเกาะ ภายใต้สัญลักษณ์ สปาโก้ (Spaco) นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ แม้ปัจจุบันความเจริญย่างกลายเข้ามา จนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อติดอันดับโลก แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ที่ยึดอาชีพทำสวนมะพร้าวก็ยังคงดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความต้องการผลมะพร้าวสุกกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หลัง พงษ์ทิพย์ ศรลัมน์ เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่บนเกาะ ภายใต้สัญลักษณ์ สปาโก้ (Spaco) นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ผมเป็นคนนครสวรรค์ ไปทำธุรกิจอสังหาอยู่ที่เชียงใหม่อยู่พักใหญ่ แล้วย้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่เกาะสมุย เพราะภรรยาเป็นคนที่นี่ มีอาชีพดั้งเดิมคือทำสวนมะพร้าว ตอนนั้นมะพร้าวลูกละ 1 บาท ถ้าหักค่าจ้างสอยออก คงเหลือลูกละ 50 สตางค์ มะพร้าว 100 ลูกชาวสวนจะขายได้เพียง 50 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งน้อยมาก เทียบกับค่าครองชีพบนเกาะที่สูง แต่ถ้าส่งมะพร้าวจากเกาะสมุยไปขายยังฝั่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและเสียเวลาค่อนข้างมาก พงษ์ทิพย์ย้อนอดีตราคาผลผลิตมะพร้าวเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่หลังจากมีการจัดตั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว โดยได้รับการแนะนำจากดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมะพร้าว ในฐานะที่ปรึกษาและเพื่อนซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ม.พายัพจบทางด้านนี้โดยตรงคอยให้คำปรึกษา จากนั้นจึงทดลองทำผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น จนในที่สุด จึงสำเร็จเป็นชิ้นแรก ก่อนจะขยายต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมากกว่า 10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่บนเกาะ ภายใต้สัญลักษณ์ สปาโก้ (Spaco) นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ</p>
<p>แม้ปัจจุบันความเจริญย่างกลายเข้ามา จนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อติดอันดับโลก แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ที่ยึด<strong>อาชีพทำสวนมะพร้าว</strong>ก็ยังคงดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความต้องการผลมะพร้าวสุกกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หลัง พงษ์ทิพย์ ศรลัมน์ เจ้าของ<strong>ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว</strong>บริสุทธิ์สกัดเย็นและ<strong>ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว</strong>รายใหญ่บนเกาะ ภายใต้สัญลักษณ์ สปาโก้ (Spaco) นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ<span id="more-3342"></span></p>
<p>ผมเป็นคนนครสวรรค์ ไปทำธุรกิจอสังหาอยู่ที่เชียงใหม่อยู่พักใหญ่ แล้วย้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่เกาะสมุย เพราะภรรยาเป็นคนที่นี่ มีอาชีพดั้งเดิมคือทำสวนมะพร้าว ตอนนั้นมะพร้าวลูกละ 1 บาท ถ้าหักค่าจ้างสอยออก คงเหลือลูกละ 50 สตางค์ มะพร้าว 100 ลูกชาวสวนจะขายได้เพียง 50 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งน้อยมาก เทียบกับค่าครองชีพบนเกาะที่สูง แต่ถ้าส่งมะพร้าวจากเกาะสมุยไปขายยังฝั่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและเสียเวลาค่อนข้างมาก</p>
<p>พงษ์ทิพย์ย้อนอดีตราคาผลผลิตมะพร้าวเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่หลังจากมีการจัดตั้งกลุ่ม<strong>ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์</strong>สกัดเย็นและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว โดยได้รับการแนะนำจากดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องมะพร้าว ในฐานะที่ปรึกษาและเพื่อนซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ม.พายัพจบทางด้านนี้โดยตรงคอยให้คำปรึกษา จากนั้นจึงทดลองทำ<strong>ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น</strong> จนในที่สุด จึงสำเร็จเป็นชิ้นแรก ก่อนจะขยายต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดมากกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ และสามารถผลิต<strong>น้ำมันบริสุทธิ์</strong>ได้วันละ 30 ลิตร จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ สปาโก้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและฮ่องกงถือเป็นตลาดส่งออกหลักในขณะนี้</p>
<p>เขาเผยต่อว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะใช้มะพร้าวบนเกาะสมุย 100% ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต โดยจะมีเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 30 รายนำผลมะพร้าวสุกมาจำหน่ายให้กลุ่มทุกวัน โดยจะรับซื้อในราคาลูกละ 5 บาท ขณะเดียวกันก็มีผลผลิตจากสวนมะพร้าวตัวเองและญาติๆ ของภรรยาอีกกว่า 300 ไร่ ซึ่งทุกวันนี้มีความต้องการผลมะพร้าวสุกสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฉลี่ย 150-500 ลูกต่อวัน</p>
<p>ในส่วนขั้นตอนการแปรรูปเริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบนั่นก็คือผลมะพร้าวสุกต้องใหม่และสะอาดปลอดจากสารเคมีตามมาตรฐานออแกนิก จากนั้นนำเนื้อมะพร้าวไปขูดเป็นฝอยและคั้นเป็นน้ำกะทิ ทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงเพื่อให้น้ำมันแยกตัวออกจากน้ำ ก่อนที่นำน้ำมันที่ได้ไปกรองและเข้ากระบวนการลดความชื้นแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จึงได้น้ำมันพร้อมจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์<strong>น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น</strong> จากนั้นก็นำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและอื่นๆ ต่อไป</p>
<p>เมื่อปี 2548 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10 ได้จัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์มูลค่ากว่า 8 แสนแล้วก็มีสวทช.ส่งวิทยากรมาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งตอนนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ อย่างเช่นที่เพิ่งออกมาก็คือครีมบำรุงผิวหน้า ราคาขายปลีกหลอดละ 859 บาท หรือที่กำลังจะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ก็คือกากมะพร้าวบรรจุแคปซูนรับประทาน มีคุณสมบัติเป็นไฟเบอร์อย่างดี แทนที่จะทิ้ง เราก็นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ทุกวันนี้มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยเดือนละ 8 หมื่น-1 แสนบาท เจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวคนเดิมระบุทิ้งท้าย<img title="น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/08/coconut-oil.jpg" alt="น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์" /></p>
<p>กลุ่ม<strong>ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว</strong> ตราสปาโก้ (SPACO) เลขที่ 56/5 หมู่ 2 ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นับเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้มาตรฐาน โดยใช้วัตถุดิบหลักจากมะพร้าวของเกษตรกรบนเกาะสมุย 100% สนใจผลิตภัณฑ์โทร.0-7742-1211, 08-1603-2965 ได้ตลอดเวลา</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

