<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน &#187; Tip&amp;Tools</title>
	<atom:link href="http://108thaijob.com/category/tiptools/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://108thaijob.com</link>
	<description>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน และแนะนำอาชีพที่น่าสนใจ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Mar 2012 18:14:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>&#8220;ใช่&#8221; และ &#8220;ชอบ&#8221; เป็นคำตอบที่ดี</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 Oct 2010 05:27:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[การสมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[คุณสมบัติครบถ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[ตำแหน่งที่ประกาศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3247</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; คือตำแหน่งที่คุณมีคุณสมบัติตรงกับตำแหน่งนั้น รู้ได้จากคุณสมบัติที่บริษัทกำหนดไว้ในประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่งแบบนี้ส่วนใหญ่ตรงกับสาขาที่คุณเรียนมา   คุณจบนิเทศศาสตร์ ก็จะเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ นักข่าว นักจัดรายการวิทยุ นักวางแผนโฆษณา จบนิติศาสตร์ก็หนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่กฎหมาย นิติกร ทนายความเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สิน จบบัญชีก็เป็นเจ้าหน้าที่บัญชี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน ซึ่งคุณรู้ว่าจะสมัคร &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; ได้ตั้งแต่คุณตัดสินใจเข้าเรียนระดับปริญญาตรีแล้ว ถ้าคุณชอบหรือติดใจเนื้อหาที่เรียนมาทั้ง 4 ปีในมหาวิทยาลัย คิดว่านี่แหล่ะคือสิงที่ต้องการ อยากอยู่ร่วมกับมันได้ตลอดชีวิต คุณตอบตัวเองได้แล้วล่ะว่าจะสมัครตำแหน่งอะไร&#8230;.แต่มีน้อยคนนักที่คิดได้อย่างนี้ ในขณะที่เรียนยังถามตัวเองแทบทุกวัน &#8230;.เรียนอะไรกัน จะเอาไปใช้หรือ ไม่เห็นชอบเลยนี่เราคิดผิดหรือเปล่าที่เลือกคณะนี้&#8230;ถ้าคำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวคุณมาตลอดละก็ &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; อาจจะไม่ใช่สำหรับคุณ สำหรับสาขาที่เป็นวิชาชีพเฉพาะ เช่น บัญชี วิศวกร แพทย์ เภสัชกร กฎหมาย คุณคงดิ้นได้ไม่มากนักในเมื่ออุตส่าห์ร่ำเรียนมาตั้งนาน จนตอนนี้ลงบัญชี ปิดบัญชีได้อย่างถูกต้อง คุมการก่อสร้างบ้านทั้งหลังได้สำเร็จ วินิจฉัยโรคและจ่ายยาไม่พลาดเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่ดีให้กับผู้เดือดร้อนได้ คุณคงต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนั่นแหล่ะ แต่ถ้าตื่นมาวันหนึ่งพบว่า มันไม่ใช่มันไม่เหมาะอีกแล้ว จะผันตัวเองไปเป็นนักร้อง นักแสดง ก็ไม่ว่ากัน คุณมีโอกาสได้รับเลือกเข้าสัมภาษณ์งานสูงมาก ถ้าสมัครใน &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; บริษัทจะใช้คุณสมบัติของตำแหน่งที่ประกาศไว้เป็นเกณฑ์สำคัญ ในการพิจารณาคัดเลือกใบสมัครเป็นร้อยเป็นพันใบที่ถูกส่งเข้ามาทุกช่องทาง ถ้ามั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบทุกข้อตามที่ระบุไว้ เป็นไปได้สูงที่ใบสมัครของคุณจะถูกเลือกออกมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; คือตำแหน่งที่คุณมีคุณสมบัติตรงกับตำแหน่งนั้น รู้ได้จากคุณสมบัติที่บริษัทกำหนดไว้ในประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่งแบบนี้ส่วนใหญ่ตรงกับสาขาที่คุณเรียนมา<br />
</strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>คุณจบนิเทศศาสตร์ ก็จะเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ นักข่าว นักจัดรายการวิทยุ นักวางแผนโฆษณา จบนิติศาสตร์ก็หนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่กฎหมาย นิติกร ทนายความเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สิน จบบัญชีก็เป็นเจ้าหน้าที่บัญชี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน ซึ่งคุณรู้ว่าจะสมัคร &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; ได้ตั้งแต่คุณตัดสินใจเข้าเรียนระดับปริญญาตรีแล้ว</p>
<p>ถ้าคุณชอบหรือติดใจเนื้อหาที่เรียนมาทั้ง 4 ปีในมหาวิทยาลัย คิดว่านี่แหล่ะคือสิงที่ต้องการ อยากอยู่ร่วมกับมันได้ตลอดชีวิต คุณตอบตัวเองได้แล้วล่ะว่าจะสมัครตำแหน่งอะไร&#8230;.แต่มีน้อยคนนักที่คิดได้อย่างนี้ ในขณะที่เรียนยังถามตัวเองแทบทุกวัน &#8230;.เรียนอะไรกัน จะเอาไปใช้หรือ ไม่เห็นชอบเลยนี่เราคิดผิดหรือเปล่าที่เลือกคณะนี้&#8230;ถ้าคำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวคุณมาตลอดละก็ &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; อาจจะไม่ใช่สำหรับคุณ</p>
<p>สำหรับสาขาที่เป็นวิชาชีพเฉพาะ เช่น บัญชี วิศวกร แพทย์ เภสัชกร กฎหมาย คุณคงดิ้นได้ไม่มากนักในเมื่ออุตส่าห์ร่ำเรียนมาตั้งนาน จนตอนนี้ลงบัญชี ปิดบัญชีได้อย่างถูกต้อง คุมการก่อสร้างบ้านทั้งหลังได้สำเร็จ วินิจฉัยโรคและจ่ายยาไม่พลาดเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่ดีให้กับผู้เดือดร้อนได้ คุณคงต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนั่นแหล่ะ แต่ถ้าตื่นมาวันหนึ่งพบว่า มันไม่ใช่มันไม่เหมาะอีกแล้ว จะผันตัวเองไปเป็นนักร้อง นักแสดง ก็ไม่ว่ากัน<span id="more-3247"></span></p>
<p>คุณมีโอกาสได้รับเลือกเข้าสัมภาษณ์งานสูงมาก ถ้าสมัครใน &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; บริษัทจะใช้คุณสมบัติของตำแหน่งที่ประกาศไว้เป็นเกณฑ์สำคัญ ในการพิจารณาคัดเลือกใบสมัครเป็นร้อยเป็นพันใบที่ถูกส่งเข้ามาทุกช่องทาง ถ้ามั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบทุกข้อตามที่ระบุไว้ เป็นไปได้สูงที่ใบสมัครของคุณจะถูกเลือกออกมา ใครที่มีไม่ครบอย่างเพิ่งถอดใจ มีผู้สมัครไม่มากนักหรอกที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ขนาดนั้น ขาดไปบ้างบางข้อก็ไม่ใช่ว่าทำงานในตำแหน่งนั้นไม่ได้ บริษัทไม่ยอมเสียโอกาสที่จะเรียกคุณเข้าไปคุยกันก่อนแน่นอน ถ้าคุณมีคุณสมบัติบางอย่างที่น่าสนใจ</p>
<p>เมื่อกฎเกณฑ์หลายๆ อย่างในโลกมักได้รับการยกเว้นหรือนุโลม กฎเกณฑ์ในการสมัครงานก็คงหนีไม่พ้น คุณสมบัติที่กำหนดไว้แต่แรกเป็นเพียงกรอบที่ช่วยให้คัดเลือกคนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ความรู้สึกและเหตุผลบางอย่างเข้ามามีอิทธิพลในการตัดสินใจ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนด้วยแล้ว ไม่สามารถหาอะไรมาวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมหรอกนอกเสียจาก&#8230;ลองเรียกมาคุยกันก่อนดีกว่า</p>
<p>นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่คุณจะได้รับเลือกเข้าสัมภาษณ์งานในกรณีที่ชอบอยากทำงานด้านที่เรียนมาหรืออาจกลับตัวไม่ทันแล้วเท่านั้น แต่สำหรับคุณที่ไม่ชอบไม่สนใจเอาเสียเลยกับสิ่งที่เพียรร่ำเรียนมากกว่า 4 ปี ถ้าอยู่กับมันทั้งชีวิตคงจะบ้าตายไม่ไหวหรอก&#8230; &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; คงไม่ใช่คำตอบถูกต้องสำหรับคุณ</p>
<p><strong>&#8220;ตำแหน่งที่ชอบ&#8221;</strong> อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณกำลังมองหาอยู่ แต่นั่นต้องต้องอยู่บนโอกาสของความเป็นไปได้น้อยที่จะได้รับเลือกเข้าสัมภาษณ์งานด้วยเช่นกัน คุณต้องรับความจริงข้อนี้ให้ได้ อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ปัญหาหรอกในเมื่อคุณถามตัวเองตั้งหลายต่อหลายครั้งก่อนตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าคุณไม่สามารถทำใจให้ชอบหรืออยู่กับ &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; ได้ตลอดชีวิต อยากลองเปลี่ยน ค้นหาตัวเองในอีกมุม ซึ่งน่าจะทำให้ชีวิตของคุณมีความสุขมากกว่า สำหรับคนที่เลือกเดินทางนี้ ฉันอยากบอกว่าคุณมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกับคุณเยอะ ดีไม่ดีอาจมากกว่าอีกทางก็ได้ เมื่อการเรียนในมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง แต่กลับมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเป็นตัวแปรแทรก ไม่ว่า กระแสสังคม เศรษฐกิจ เพื่อน หรือแม้แต่ความสามารถที่วัดจากคะแนนสอบเอนทรานซ์เพียง 2 ครั้ง ความไม่แน่ใจ ลังเล สับสนในความชอบ ความถนัดของคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนี้</p>
<p>มีหลายคนที่ค้นพบตัวเองได้จาก &#8220;ตำแหน่งที่ชอบ&#8221; เขาโชคดีมากที่บริษัทให้โอกาสในการพิสูจน์ความสามารถด้วยการเลือกใบสมัครออกมา ทั้งๆ ที่เขามีคุณสมบัติไม่ครบทุกข้อตามที่ระบุไว้ หรือบางทีอาจไม่มีเลยสักข้อด้วยซ้ำไป แต่ฉันเชื่อแน่ เขาต้องมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ที่ทำให้กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ล้มครืนลงมาได้</p>
<p>ถ้าคุณมั่นใจว่ามีสิ่งมหัศจรรย์บางอย่างอยู่ในตัว และเชื่ออีกว่ามันทำให้คุณไม่ต่างจากคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คุณคิดไม่ผิดที่เลือกทำในสิ่งที่คุณรักคุณชอบ แม้รู้อยู่ตลอดเวลาว่าโอกาสนั้นไม่เดินมาชนคุณบ่อยนัก แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้</p>
<p>บางคนเรียนจบด้านครุศาสตร์ (ประถมวัย) แต่ความใฝ่ฝันของเธอกลับเป็นงานด้านประชาสัมพันธ์ เธอไม่รีรอที่จะเดินตามฝัน มั่นใจว่านอกจากความฝันที่มีอยู่อย่างเตาเปี่ยมแล้ว เธอยังมีความจริงบางอย่างไปพิสูจน์ให้เห็นอีกด้วยว่าเธอสมควรที่จะเป็นเจ้าของความฝันนั้น ความจริงที่ว่าก็คือ มนุษยสัมพันธ์ที่ดี รอยยิ้มที่สร้างความประทับใจแต่แรกเห็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และประสบการณ์การฝึกงานด้านประชาสัมพันธ์กว่า 3 เดือน จากสถาบันสอนภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง</p>
<p>บางคนฝืนเรียนบัญชีมา 4 ปี เพื่อมาทำงานวางแผนการตลาด กับเหตุผล&#8230;มีบางส่วนของบัญชีเกื้อหนุนการตลาดอยู่เชื่อมั่นว่าบางส่วนนั้นจะทำให้งานการตลาดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วมันก็เป็นไปได้จริงๆ ความละเอียดรอบคอบทำให้รายงานสำรวจตลาดคู่แข่งของเขามีข้อมูลสนับสนุนมากพอ ตัวเลขที่วัดได้อย่างชัดเจน ข้อมูลการวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งทั้งของบริษัทและคู่แข่งจากหลากหลายมุมมอง ที่ยังไม่รวมถึงความสมบูรณ์ ความถูกต้องในทุกรายละเอียดของรายงาน ที่ทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในปัจจุบันอีกด้วย</p>
<p>เป็นสองตัวอย่างที่ยกมาให้เห็น ไม่ผิดที่คุณไม่ชอบสิ่งที่เรียนมา ไม่สายไปที่เพิ่งมารู้ว่าชอบอะไรจริงๆ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงทางเดินชีวิตได้ เพียงมั่นใจว่าน้ำมันในถังมีพอให้คุณขับต่อไปได้อีก 20 กิโลจากจุดหมายเดิมไปยังจุดหมายใหม่ที่คุณตั้งไว้ ถ้ามีไม่พอ อย่าเพิ่งถอดใจ ลองขับต่อปีอีกนิด คุณอาจจะพบปั๊มอยู่ข้างๆทางให้ได้เติมความรู้ และประสบการณ์ที่จะหล่อหลอมให้คุณแกร่งขึ้น สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขในจุดหมายใหม่ซึ่งคุณเป็นคนเลือก&#8230;.</p>
<p>ขึ้นอยู่ที่คุณแล้วล่ะ จะเลือกสมัครงานใน &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; หรือ &#8220;ตำแหน่งที่ชอบ&#8221; เลือกทางที่มีโอกาสมากหรือน้อย เลือกทำใจรับสิ่งที่เป็นหรือลองเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่รัก ใช้สมองและหัวใจตรองดู คุณพอใจยืนอยู่ตรงไหนมากกว่ากันระหว่างที่ที่คุณยืนอยู่ตอนนี้ กับอีกที่ที่หมายตาเอาไว้</p>
<p>แต่ถ้า &#8220;ตำแหน่งที่ใช่&#8221; และ &#8220;ตำแหน่งที่ชอบ&#8221; ของคุณคืออย่างเดียวกันละก็ จงภูมิใจเถิดที่คุณถูกกำหนดมาให้เป็น &#8220;คนที่โชคดีที่สุด&#8221;</p>
<p>ที่มา : คุณ ปนัฎดา สังข์แก้ว</p>
<p>หนังสือ กลยุทธ์เด็ด คว้างานดี ชีวิตนี้ไม่มีเตะฝุ่น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรกับการปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัส?</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Oct 2010 05:14:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[การจ่ายโบนัส]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับค่าจ้างประจำปี]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกันแก้ไขปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[รวบรวมข้อมูลผลงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมข้อมูล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3240</guid>
		<description><![CDATA[“สิ้นปีนี้บริษัทเราจะจ่ายโบนัสเท่าไหร่” “บริษัทคุณจะปรับค่าจ้างกี่เปอร์เซ็นต์” “ได้ข่าวว่าอุตสาหกรรมรถยนต์กำไรดี” คำถามยอดฮิตก่อนช่วงคริสต์มาสและปีใหม่สำหรับมนุษย์เงินเดือน   ไม่อยากคุดคุ้ยปัญหาในการประเมินผลการปฏิบัติงานให้มากกว่าเพราะทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เรามาคุยกันต่อเรื่องอนาคตกันดีกว่าว่าก่อนที่เทศกาลการปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัส กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานควรจะเตรียมตัวกันอย่างไรดี มามองในแง่ของผู้บริหารก่อนนะครับว่าผู้บริหารควรจะเตรียมตัวอย่างไร - เตรียมข้อมูล ผู้บริหารควรจะให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการสำรวจค่าจ้างภายนอก ผลการดำเนินงานขององค์กร อัตราเงินเฟ้อ แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พร้อมกับเหตุผลการประกอบการตัดสินใจในการปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัส ถ้าองค์กรไหนมีสหภาพแรงงานก็อย่าลืมดูข้อตกลงกันไว้ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะเสียเครดิตและเสียหน้า เพราะอย่าลืมนะครับว่าปัจจุบันองค์กรแรงงานเขาก้าวหน้ามาก ข้อมูลต่างๆเขาค้นหากันทางอินเตอร์เน็ตแล้ว อย่าให้ข้อมูลของฝ่ายบริษัทล่าหลังกว่าขององค์กรแรงงานก็แล้วกันนะครับ - เตรียมวิธีการเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหา เมื่อข้อมูลพร้อมแล้วก็ควรจะมีการกำหนดแผนงาน ขั้นตอนการดำเนินการให้รัดกุม อะไรที่เคยเกิดขึ้นมาในปีที่ผ่านมาก็ควรจะนำมาแก้ไขปรับปรุง เช่น ข่าวลือเรื่องโบนัส ข่าวรั่วจากผู้บริหารบางท่าน ควรจะมีการมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคนรับผิดชอบในการดำเนินการ ใครจะเป็นคนสื่อสารกับพนักงาน ควรจะประกาศเรื่องอัตราการปรับค่าจ้างเมื่อไหร่ จะประกาศอย่างไร ผมอยากจะแนะนำว่าผู้บริหารควรจะเตรียมกำหนดนโยบายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าในปีต่อไปบริษัทจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร เช่น บางบริษัทก็บอกว่าปีต่อไปปัญหานี้จะน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นอีกเพราะบริษัทเราเตรียมที่จะนำเอาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบใหม่เข้ามาใช้ที่จะสามารถวัดผลงานได้ชัดเจนและเป็นธรรม ซึ่งจุดนี้จะช่วยลดกระแสความไม่พึงพอใจของพนักงานลงได้บ้าง หรืออย่างน้อยก็พอมีความหวังสำหรับในปีต่อไปได้บ้าง มามองในแง่ของพนักงานกันบ้างนะครับว่าเราในฐานะคนที่เขาจ้างมาเป็นลูก (ลูกจ้าง) ควรจะเตรียมตัว(รวมถึงเตรียมใจ)อย่างไรดี จึงจะทำเกิดสนิมทางอารมณ์ก่อนจะฉลองเทศกาลปีใหม่หรือบางองค์กรก็ปรับค่าจ้างกันก่อนสงกรานต์(ก็ยังเป็นปีใหม่ไทยอยู่นะครับ) คนที่เป็นหัวหน้าห้ามอ่านตอนนี้ครับ - เตรียมเก็บรวบรวมข้อมูลผลงาน ทั้งชิ้นโบแดงและโบดำของตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมานั้นตัวเราได้ทำงานอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อจะได้อภิปราย(เรียกง่ายๆคือเถียง)กับหัวหน้าเราได้ตอนที่ถูกเรียกเข้าไปประเมินผลงาน ถ้าจะให้ดีผมว่าเราควรจะเตรียมตัวเชิงรุกคืออย่ารอให้หัวหน้าเรียกเข้าไปคุย เพราะถ้าถึงเวลานั้นอาจจะเปลี่ยนใจหัวหน้ายาก เพราะหัวหน้ามีลำดับไว้เรียบร้อยแล้ว เราอาจจะลองทำสรุปผลงานประจำปีให้หัวหน้าดูก่อน แต่อย่าเขียนเฉพาะผลงานที่ดีนะครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“สิ้นปีนี้บริษัทเราจะจ่ายโบนัสเท่าไหร่” “บริษัทคุณจะปรับค่าจ้างกี่เปอร์เซ็นต์” “ได้ข่าวว่าอุตสาหกรรมรถยนต์กำไรดี” คำถามยอดฮิตก่อนช่วงคริสต์มาสและปีใหม่สำหรับมนุษย์เงินเดือน<br />
</strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>ไม่อยากคุดคุ้ยปัญหาในการประเมินผลการปฏิบัติงานให้มากกว่าเพราะทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เรามาคุยกันต่อเรื่องอนาคตกันดีกว่าว่าก่อนที่เทศกาลการปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัส กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานควรจะเตรียมตัวกันอย่างไรดี</p>
<p>มามองในแง่ของผู้บริหารก่อนนะครับว่าผู้บริหารควรจะเตรียมตัวอย่างไร</p>
<p><strong>- เตรียมข้อมูล</strong> ผู้บริหารควรจะให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการสำรวจค่าจ้างภายนอก ผลการดำเนินงานขององค์กร อัตราเงินเฟ้อ แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พร้อมกับเหตุผลการประกอบการตัดสินใจในการปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัส ถ้าองค์กรไหนมีสหภาพแรงงานก็อย่าลืมดูข้อตกลงกันไว้ด้วยนะครับ เดี๋ยวจะเสียเครดิตและเสียหน้า เพราะอย่าลืมนะครับว่าปัจจุบันองค์กรแรงงานเขาก้าวหน้ามาก ข้อมูลต่างๆเขาค้นหากันทางอินเตอร์เน็ตแล้ว อย่าให้ข้อมูลของฝ่ายบริษัทล่าหลังกว่าขององค์กรแรงงานก็แล้วกันนะครับ<span id="more-3240"></span></p>
<p><strong>- เตรียมวิธีการเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหา</strong> เมื่อข้อมูลพร้อมแล้วก็ควรจะมีการกำหนดแผนงาน ขั้นตอนการดำเนินการให้รัดกุม อะไรที่เคยเกิดขึ้นมาในปีที่ผ่านมาก็ควรจะนำมาแก้ไขปรับปรุง เช่น ข่าวลือเรื่องโบนัส ข่าวรั่วจากผู้บริหารบางท่าน ควรจะมีการมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคนรับผิดชอบในการดำเนินการ ใครจะเป็นคนสื่อสารกับพนักงาน ควรจะประกาศเรื่องอัตราการปรับค่าจ้างเมื่อไหร่ จะประกาศอย่างไร ผมอยากจะแนะนำว่าผู้บริหารควรจะเตรียมกำหนดนโยบายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าในปีต่อไปบริษัทจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร เช่น บางบริษัทก็บอกว่าปีต่อไปปัญหานี้จะน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นอีกเพราะบริษัทเราเตรียมที่จะนำเอาระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานแบบใหม่เข้ามาใช้ที่จะสามารถวัดผลงานได้ชัดเจนและเป็นธรรม ซึ่งจุดนี้จะช่วยลดกระแสความไม่พึงพอใจของพนักงานลงได้บ้าง หรืออย่างน้อยก็พอมีความหวังสำหรับในปีต่อไปได้บ้าง</p>
<p>มามองในแง่ของพนักงานกันบ้างนะครับว่าเราในฐานะคนที่เขาจ้างมาเป็นลูก (ลูกจ้าง) ควรจะเตรียมตัว(รวมถึงเตรียมใจ)อย่างไรดี จึงจะทำเกิดสนิมทางอารมณ์ก่อนจะฉลองเทศกาลปีใหม่หรือบางองค์กรก็ปรับค่าจ้างกันก่อนสงกรานต์(ก็ยังเป็นปีใหม่ไทยอยู่นะครับ) คนที่เป็นหัวหน้าห้ามอ่านตอนนี้ครับ</p>
<p><strong>- เตรียมเก็บรวบรวมข้อมูลผลงาน</strong> ทั้งชิ้นโบแดงและโบดำของตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมานั้นตัวเราได้ทำงานอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อจะได้อภิปราย(เรียกง่ายๆคือเถียง)กับหัวหน้าเราได้ตอนที่ถูกเรียกเข้าไปประเมินผลงาน ถ้าจะให้ดีผมว่าเราควรจะเตรียมตัวเชิงรุกคืออย่ารอให้หัวหน้าเรียกเข้าไปคุย เพราะถ้าถึงเวลานั้นอาจจะเปลี่ยนใจหัวหน้ายาก เพราะหัวหน้ามีลำดับไว้เรียบร้อยแล้ว เราอาจจะลองทำสรุปผลงานประจำปีให้หัวหน้าดูก่อน แต่อย่าเขียนเฉพาะผลงานที่ดีนะครับ ให้ทำทีเป็นเขียนสรุปผลงานเทียบกับแผน เพราะเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจหัวหน้าว่าสิ้นปีนี้เวลาปรับค่าจ้างและจ่ายโบนัสกรุณาชำเลืองดูข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนนะจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง</p>
<p><strong>- เตรียมเสนอโครงการแนวคิดใหม่ๆ</strong> ถ้าผลงานในรอบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยเข้าตากรรมการ กรุณาเตรียมหาแนวคิด ไอเดียใหม่ๆและดีๆนำเสนอหัวหน้าในช่วงก่อนการประเมินผลงาน เพราะถ้าไอเดียถูกใจหัวหน้า เวลาจรดปากกาลงในใบประเมินผลก็อาจจะชำเลืองไปดูโครงการที่เรานำเสนอสำหรับปีหน้าแล้ว อาจจะพอช่วยได้บ้าง เพราะโครงการใหม่คืออนาคตของหัวหน้าเหมือนกัน</p>
<p><strong>- เตรียมใจ</strong> เป็นการเตรียมตัวครั้งสุดท้ายก่อนจะถูกตัดสิน ช่วงนี้ก็แอบไปสมัครงานที่อื่นไว้บ้าง เพื่อถ่วงดุลกับความเสียใจที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะบางครั้งพอไปสัมภาษณ์เขาไม่รับเราจะทำให้เราเกิดความทุกข์หนักกว่าเงินเดือนขึ้นน้อยหรือได้โบนัสน้อย (อยู่ที่นี่ต่อไปเหอะสงสัยไปไหนไม่ได้แน่ๆยังไงเสียที่นี่ก็ยังมีเงินเดือนสูงกว่าที่ใหม่ให้เรา) ในเมื่อเราไม่สามารถกำหนดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ผมคิดว่าแนวทางหนึ่งที่คนที่เป็นลูกจ้างควรจะทำคือเตรียมตัววางแผนพัฒนาตัวเองในปีต่อไป อย่ามัวแต่เสียใจกับผลที่เราไม่ได้กำหนด วันหนึ่งข้างหน้าถ้าเราเก่งจริงไม่ต้องรอถึงการปรับเงินเดือนและโบนัสตอนสิ้นปีหรอกครับ เราจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ก็ได้(ถ้าเก่งจริง)</p>
<p><strong>สรุป</strong> ก่อนถึงสิ้นปีนี้แต่ละฝ่ายคงจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับสถานการณ์การปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัส องค์กรไหนกำไรเยอะและแบ่งให้พนักงานเยอะก็เตรียมสบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่องค์กรไหนที่ได้กำไรเยอะหรือน้อย แต่&#8230;จ่ายน้อย ก็เตรียมตัวชี้แจงและพนักงานก็เตรียมทำใจไว้นะครับ สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนในองค์กรสื่อสารทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น องค์กรใดที่มีความโปร่งใส พนักงานเข้าใจ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปลายปีนี้ทุกคนคงจะมีความสุขกันถ้วนหน้ารับปีใหม่นะครับ</p>
<p>“ตลาดเขาปรับค่าจ้างกันกี่เปอร์เซ็นต์” “เราจะปรับค่าจ้างประจำปีอย่างไรดีจึงจะทำให้คนทำงานดีมีกำลังใจ” “ถ้าจ่ายโบนัสแบบนี้จะมีปัญหาอะไรมั๊ย” “บริษัทอื่นๆเขาปรับค่าจ้างและจ่ายโบนัสกันอย่างไรบ้าง” คำถามเหล่านี้ผู้บริหารมักจะฝากเป็นการบ้านให้ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์อยู่ทุกปีเช่นกัน</p>
<p>การปรับค่าจ้างประจำปีและการจ่ายโบนัสจริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะแค่เพียงกระจายเงินก้อนหนึ่งซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด(ทุกปี) ให้ฟิตกับผลงานของพนักงานในองค์กรเท่านั้นเอง แต่พอปรับค่าจ้างและจ่ายโบนัสทีไรเกือบทุกองค์กรมีปัญหาทุกครั้งไป บางบริษัทถึงกับมีการประท้วงกัน ในความเป็นจริงแล้วสาเหตุของปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบการปรับค่าจ้างที่จำกัด ไม่ได้อยู่ที่โบนัสมากหรือน้อย แต่อยู่ที่วิธีการในการประเมินผลงาน การประเมินผลที่จะนำไปใช้ในการจ่ายโบนัสมากกว่า เช่น ประเมินผลโดยใช้ดุลยพินิจมากกว่าข้อมูลและข้อเท็จจริง จ่ายโบนัสตามอายุงาน อะไรทำนองนี้</p>
<p>ที่มา : www. peoplevalue.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขียนประวัติย่ออย่างไรจึงจะถูกใจผู้รับ</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Oct 2010 05:13:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[ด้านดี]]></category>
		<category><![CDATA[ด้านลบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตัวเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนประวัติย่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3238</guid>
		<description><![CDATA[สิ่งแรกที่องค์กรรู้จักเราคือประวัติย่อ ไม่ว่าจะเป็นการส่งทางจดหมาย การส่งทางอินเตอร์เน็ตหรือแม้กระทั่งผ่านบริษัทนายหน้าสรรหาคนก็ตาม ดังนั้น คงไม่ต้องสาธยายกันให้มากว่าทำไมการเขียนประวัติย่อจึงมีความสำคัญ แต่ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าในฐานะที่ผมเคยทำงานเป็นอดีตมนุษย์เงินเดือนที่ต้องคัดเลือกใบสมัครมาก่อนนั้น เราต้องยอมรับว่าแต่ละตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครงานไม่ได้มีคนส่งใบสมัครมาเพียงหนึ่งหรือสองคน แต่เป็นสิบๆหรือบางตำแหน่งส่งมาเป็นร้อยฉบับ และในขณะเดียวกันคนที่ทำหน้าที่คัดเลือกใบสมัครก็ไม่ได้มีเวลานั่งคัดใบสมัครเพียงตำแหน่งเดียวเป็นเดือนๆ เขามีเวลาในการคัดเลือกที่จำกัด เนื่องจากถูกเร่งรัดมาจากหน่วยงานต้นสังกัดที่ขอคนมา แน่นอนว่าถ้าใบสมัครหรือประวัติย่อของเราไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าผู้สมัครรายอื่นๆ ผมรับรองได้ว่าโอกาสที่จะหลุดไปเข้าไปในรอบสัมภาษณ์ก็มีน้อยลง บางครั้งที่เราไม่ถูกเชิญไปสัมภาษณ์ไม่ใช่ว่าคุณสมบัติเราไม่ดี แต่อาจจะเกิดจากการเขียนประวัติย่อไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น สิ่งที่อยากจะแนะนำให้ผู้ที่กำลังหางานหรือเปลี่ยนงานใหม่ได้พัฒนาเทคนิคการเขียนประวัติย่อเพื่อให้ตรงใจผู้คัดเลือกใบสมัครและผู้สัมภาษณ์มีดังนี้ • ต้องคิดว่าเสมอว่าเราเขียนประวัติย่อให้คนอื่นอ่าน ผู้สมัครงานส่วนใหญ่มักจะเขียนประวัติย่อให้ตัวเองอ่าน เขียนเสร็จแล้วอ่านแล้วเข้าใจถือว่าจบ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะที่เราเข้าใจเพราะเรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราเองมากกว่าที่สรุปลงในประวัติย่อ เวลาเขียนประวัติย่อขอให้นึกเสมอว่าเรากำลังเขียนให้คนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนอ่าน ถ้าเขียนเองอ่านเองแล้วกลัวว่าจะมีอคติเข้าข้างตัวเอง กรุณานำประวัติย่อไปให้คนอื่นอ่าน ยิ่งเป็นคนที่เราไม่รู้จักมาก่อนยิ่งดี(ถ้าหาได้) แต่อย่างน้อยที่สุดก็อาจจะเป็นเพื่อนๆเราก็ได้ให้เขาอ่านและช่วยวิจารณ์ว่าเป็นอย่างไร อ่านแล้วรู้จักเรามากน้อยเพียงใด อ่านแล้วจุดไหนที่น่าสนใจกว่าคนอื่นบ้าง • อย่ายึดติดกับคำว่า “ประวัติย่อ” เราควรจะย่อในสิ่งที่ควรย่อ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างต้องฉบับย่อทั้งหมด อะไรที่เป็นประวัติชีวิต เช่น ครอบครัว การศึกษา ก็พอจะย่อได้ เพราะจุดนี้ไม่ค่อยมีผลต่อการพิจารณามากนัก เนื่องจากคนทุกคนก็มีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้อง สำเร็จการศึกษามาเหมือนๆกัน แต่&#8230;เรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์การทำกิจกรรม ประสบการณ์การทำงาน และเรื่องของบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอ ความสามารถส่วนบุคคลของเราไม่ควรไปย่อจนขาดเอกลักษณ์ของตัวเองที่แท้จริงไป เขียนมากไม่มีใครว่าหรอกครับ (แต่ขอให้มีสาระ ไม่ใช่บ่นหรือเขียนเป็นนิยาย) คนพิจารณารับสมัครกลับยิ่งชอบเพราะอ่านแล้วไม่ต้องมานั่งเดาเอาเองว่าผู้สมัครคนนั้นเป็นอย่างไร • กรุณาเขียนวิเคราะห์ตัวเองทั้งในด้านดีและด้านลบ ถ้าเราอ่านประวัติย่อของผู้สมัครแต่ละคนมักจะพูดถึงแต่สิ่งที่เป็นข้อดีของตัวเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สิ่งแรกที่องค์กรรู้จักเราคือประวัติย่อ ไม่ว่าจะเป็นการส่งทางจดหมาย การส่งทางอินเตอร์เน็ตหรือแม้กระทั่งผ่านบริษัทนายหน้าสรรหาคนก็ตาม</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         -->ดังนั้น คงไม่ต้องสาธยายกันให้มากว่าทำไมการเขียนประวัติย่อจึงมีความสำคัญ แต่ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าในฐานะที่ผมเคยทำงานเป็นอดีตมนุษย์เงินเดือนที่ต้องคัดเลือกใบสมัครมาก่อนนั้น เราต้องยอมรับว่าแต่ละตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครงานไม่ได้มีคนส่งใบสมัครมาเพียงหนึ่งหรือสองคน แต่เป็นสิบๆหรือบางตำแหน่งส่งมาเป็นร้อยฉบับ และในขณะเดียวกันคนที่ทำหน้าที่คัดเลือกใบสมัครก็ไม่ได้มีเวลานั่งคัดใบสมัครเพียงตำแหน่งเดียวเป็นเดือนๆ เขามีเวลาในการคัดเลือกที่จำกัด เนื่องจากถูกเร่งรัดมาจากหน่วยงานต้นสังกัดที่ขอคนมา แน่นอนว่าถ้าใบสมัครหรือประวัติย่อของเราไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าผู้สมัครรายอื่นๆ ผมรับรองได้ว่าโอกาสที่จะหลุดไปเข้าไปในรอบสัมภาษณ์ก็มีน้อยลง</p>
<p>บางครั้งที่เราไม่ถูกเชิญไปสัมภาษณ์ไม่ใช่ว่าคุณสมบัติเราไม่ดี แต่อาจจะเกิดจากการเขียนประวัติย่อไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น สิ่งที่อยากจะแนะนำให้ผู้ที่กำลังหางานหรือเปลี่ยนงานใหม่ได้พัฒนาเทคนิคการเขียนประวัติย่อเพื่อให้ตรงใจผู้คัดเลือกใบสมัครและผู้สัมภาษณ์มีดังนี้<span id="more-3238"></span></p>
<p><strong>• ต้องคิดว่าเสมอว่าเราเขียนประวัติย่อให้คนอื่นอ่าน </strong></p>
<p>ผู้สมัครงานส่วนใหญ่มักจะเขียนประวัติย่อให้ตัวเองอ่าน เขียนเสร็จแล้วอ่านแล้วเข้าใจถือว่าจบ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะที่เราเข้าใจเพราะเรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราเองมากกว่าที่สรุปลงในประวัติย่อ เวลาเขียนประวัติย่อขอให้นึกเสมอว่าเรากำลังเขียนให้คนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนอ่าน ถ้าเขียนเองอ่านเองแล้วกลัวว่าจะมีอคติเข้าข้างตัวเอง กรุณานำประวัติย่อไปให้คนอื่นอ่าน ยิ่งเป็นคนที่เราไม่รู้จักมาก่อนยิ่งดี(ถ้าหาได้) แต่อย่างน้อยที่สุดก็อาจจะเป็นเพื่อนๆเราก็ได้ให้เขาอ่านและช่วยวิจารณ์ว่าเป็นอย่างไร อ่านแล้วรู้จักเรามากน้อยเพียงใด อ่านแล้วจุดไหนที่น่าสนใจกว่าคนอื่นบ้าง</p>
<p><strong>• อย่ายึดติดกับคำว่า “ประวัติย่อ” </strong></p>
<p>เราควรจะย่อในสิ่งที่ควรย่อ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างต้องฉบับย่อทั้งหมด อะไรที่เป็นประวัติชีวิต เช่น ครอบครัว การศึกษา ก็พอจะย่อได้ เพราะจุดนี้ไม่ค่อยมีผลต่อการพิจารณามากนัก เนื่องจากคนทุกคนก็มีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้อง สำเร็จการศึกษามาเหมือนๆกัน แต่&#8230;เรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์การทำกิจกรรม ประสบการณ์การทำงาน และเรื่องของบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอ ความสามารถส่วนบุคคลของเราไม่ควรไปย่อจนขาดเอกลักษณ์ของตัวเองที่แท้จริงไป เขียนมากไม่มีใครว่าหรอกครับ (แต่ขอให้มีสาระ ไม่ใช่บ่นหรือเขียนเป็นนิยาย) คนพิจารณารับสมัครกลับยิ่งชอบเพราะอ่านแล้วไม่ต้องมานั่งเดาเอาเองว่าผู้สมัครคนนั้นเป็นอย่างไร</p>
<p><strong>• กรุณาเขียนวิเคราะห์ตัวเองทั้งในด้านดีและด้านลบ </strong></p>
<p>ถ้าเราอ่านประวัติย่อของผู้สมัครแต่ละคนมักจะพูดถึงแต่สิ่งที่เป็นข้อดีของตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว องค์กรเขาต้องการรู้นิสัยใจคอของเราตั้งแต่ประวัติย่อหรือใบสมัคร เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสัมภาษณ์ถ้าใช่ก็เรียกสัมภาษณ์ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องเสียเวลา และอีกอย่างหนึ่งนิสัยใจคอของเราถ้ามันเป็นอย่างไรมันก็ยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ และมันค่อนข้างจะคงอยู่อีกต่อไป ดังนั้น ถึงแม้เราจะพยายามปิดบังมัน สุดท้ายมันก็คือนิสัยที่ติดอยู่กับตัวเองตลอดเวลานั่นเอง ดังนั้น มีอะไรที่เป็นตัวเราจริงๆก็เขียนลงไปเถอะไม่ต้องกลัว เพียงแต่อาจจะต้องระมัดระวังไม่เขียนโอเวอร์ไปด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไปเท่านั้น เราจะต้องรู้ว่าสมัยนี้องค์กรเขามีเครื่องไม้เครื่องมือในการทดสอบความสามารถของเราที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสที่เราจะปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเรานั้นมีน้อยลง ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ผู้สมัครสามารถหลอกผู้สัมภาษณ์ได้</p>
<p><strong>• อะไรคือความแตกต่างจงเขียนให้มากและทำให้เด่น </strong></p>
<p>การเขียนประวัติย่อหรือใบสมัครอย่าพยายามลอกเลียนแบบการเขียนมาจากหนังสือหรือประวัติย่อคนอื่น เพราะไม่เกิดความแตกต่าง ใบสมัครหรือประวัติย่อสามารถบ่งบอกนิสัยของเราได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นระบบ ความละเอียดรอบคอบ ฯลฯ สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ กรุณาเขียนรายละเอียดของผลงาน ผลงานการเรียน หรือกิจกรรมที่โดดเด่นของเราให้มากว่าเราได้ทำอะไร ทำอย่างไร และผลลัพธ์ของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะเขียนด้วยตัวอักษรที่เป็นสี ตัวหนา หรือตัวเอียงก็ได้ เพื่อให้ข้อความที่เราต้องการจะสื่อสะดุดตาผู้อ่าน หรือเราอาจจะแยกประวัติย่อออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่งเป็นข้อมูลข้อเท็จจริง เช่น ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ฯลฯ และส่วนที่สองคือส่วนของการวิเคราะห์ศักยภาพของตัวเอง (Self-Assessment) โดยแยกหัวข้อออกมาให้ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้สะดุดตาและจูงสายตาผู้อ่านไปสู่สิ่งที่เราต้องการจะบอกและสิ่งที่เขาต้องการจะรู้ได้ง่ายและเร็วขึ้น</p>
<p><strong>• เริ่มต้นเขียนประวัติย่อด้วยการตั้งคำถาม </strong></p>
<p>การที่เราจะเขียนประวัติย่อให้ได้ดีและน่าสนใจ ไม่ควรเริ่มจากการลอกแบบคนอื่น แต่ควรจะเริ่มจากการตั้งคำถามแทนผู้คัดเลือกว่าเขาน่าจะอยากรู้อะไรจากประวัติย่อของเราบ้าง เช่น เขาน่าจะอยากรู้ว่าทำไมเราจึงเหมาะกับตำแหน่งงานที่เขากำลังรับสมัคร เขาน่าจะอยากจะรู้ว่าเรามีอะไรโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ โดยเฉพาะความสามารถส่วนบุคคล ฯลฯ</p>
<p>การตั้งคำถามจะช่วยจัดระเบียบความคิดของเราให้ตรงกับลำดับความสำคัญของผู้คัดเลือกใบสมัคร การเขียนประวัติย่อแบบนี้เป็นการเขียนโดยนำเอาความต้องการของผู้พิจารณาใบสมัครเป็นหลัก วัตถุประสงค์หลักของการเขียนประวัติย่อแบบนี้คือการใช้ประวัติย่อเป็นเครื่องมือกำกับหรือชี้นำผู้อ่านให้เป็นไปตามที่เรากำหนด ซึ่งตรงกันข้ามกับประวัติย่อแบบเดิมที่ประวัติย่อของเรามักจะถูกตรวจสอบ(จับผิด)จากผู้อ่านว่าจุดไหนด้อยกว่าประวัติย่อของคนอื่น นอกจากนี้ยังจะช่วยให้ผู้คัดเลือกใบสมัครให้ความสนใจและตั้งใจอ่านประวัติย่อของเรามากเป็นพิเศษกว่าของคนอื่นอีกด้วย</p>
<p>การเขียนประวัติย่อในความคิดเห็นของผม คิดว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่นะครับเป็น “Applicant Profile” หรือ “ใบอธิบายคุณสมบัติผู้สมัคร” หรือชื่ออื่นๆที่น่าจะฟังแล้วดูดีกว่าประวัติย่อ และสิ่งที่อยากจะขอให้ผู้สมัครคำนึงถึงในการเขียนใบอธิบายคุณสมบัติผู้สมัครอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความถูกต้องของข้อมูล ความสะอาดเรียบร้อย (กรณีส่งเป็นจดหมาย) แม้จะเป็นจุดเล็กๆน้อยๆก็ตาม เพราะคนคัดใบสมัครก็มีหลายประเภทบางคนก็ตัดสินที่จะเลือกหรือไม่เลือกใบสมัครเพียงจุดเล็กๆเพียงจุดเดียว เช่น พิมพ์ข้อความผิด เขาก็คิดว่าแค่เรื่องเล็กๆยังผิดเลยแล้วจะรับเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่สำคัญๆได้อย่างไร</p>
<p>ที่มา : www. peoplevalue.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อไหร่ควรจะเปลี่ยนงาน?</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Oct 2010 05:11:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นเดียวกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ควรจะเปลี่ยนงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อายุงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เมื่อไหร่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3236</guid>
		<description><![CDATA[คนหลายคนอยากจะเปลี่ยนงาน แต่ไม่แน่ใจว่าช่วงไหนจึงจะจังหวะการเปลี่ยนงานที่เหมาะสม เพราะการเปลี่ยนงานแต่ละครั้งจะมีทั้งสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมและสิ่งที่จะต้องไปเริ่มต้นใหม่ ดังนั้น การเปลี่ยนงานใหม่ควรคิดให้รอบคอบ เพราะการเปลี่ยนงานใหม่ ถ้าคิดผิดคิดจะขอกลับมาทำงานที่เดิมแทบจะเป็นไปไม่ได้ มีเฉพาะคนบางคนในบางองค์กรเท่านั้นที่โชคดี บริษัทเก่ายังอ้าแขนรับกลับมาทำงาน   สำหรับข้อคิดสำหรับคนที่คิดจะเปลี่ยนงานให้เหมาะสมกับช่วงจังหวะมีดังนี้ • เชี่ยวชาญในงานที่ทำ ถ้าเราทำงานในระดับหรือตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่งจนมั่นใจว่าเรารู้งานนั้นทะลุปรุโปร่งแล้ว ผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทำงาน ผ่านการพัฒนางานมาเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีวี่แววว่าเราจะได้เลื่อนตำแหน่ง คงพอจะบอกเราได้ว่าเวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่น่าจะคิดเปลี่ยนงานได้แล้ว เพราะการทำงานในจุดสูงสุดนั้น อัตราเร่งของความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น อาจจะช้ากว่าอายุงานและอายุตัวที่เพิ่มขึ้นทุกปี พูดง่ายๆก็คือถ้าเราอยู่ในช่วงการเรียนรู้งาน ช่วงของการทำงาน หรือช่วงของการพัฒนาปรับปรุงงาน เวลาผ่านไปแต่ละปี เรายังได้อะไรเยอะอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่เราทำงานเพื่อรักษาสถานะ ทำงานในจุดที่เรารู้หมดแล้ว อายุงานและอายุตัวผ่านไปแต่ละปี เราจะได้อะไรเพิ่มขึ้นน้อยมาก ถ้าเป็นบริษัทเราจะเรียกกันว่าขาดทุนกำไร หมายถึง ยังมีกำไรชีวิตอยู่ แต่เปอร์เซ็นต์กำไรชีวิตน้อยกว่าในปีก่อนๆ • อายุงานและอายุตัว อายุงานก็เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่พอจะบอกเราว่าเราควรจะเปลี่ยนงานได้แล้วหรือยัง เช่น เราทำงานมาประมาณ 5 ปี อายุงาน 10 อายุงาน 15 ปี แต่ยังไม่มีความก้าวหน้า ก็น่าจะบอกได้แล้วว่าเราควรจะเล็งๆงานใหม่ไว้บ้าง องค์กรส่วนใหญ่จะรับผู้จัดการอายุระหว่าง 30 -40 ปี ถ้าเราอายุใกล้ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คนหลายคนอยากจะเปลี่ยนงาน แต่ไม่แน่ใจว่าช่วงไหนจึงจะจังหวะการเปลี่ยนงานที่เหมาะสม เพราะการเปลี่ยนงานแต่ละครั้งจะมีทั้งสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมและสิ่งที่จะต้องไปเริ่มต้นใหม่ ดังนั้น การเปลี่ยนงานใหม่ควรคิดให้รอบคอบ เพราะการเปลี่ยนงานใหม่ ถ้าคิดผิดคิดจะขอกลับมาทำงานที่เดิมแทบจะเป็นไปไม่ได้ มีเฉพาะคนบางคนในบางองค์กรเท่านั้นที่โชคดี บริษัทเก่ายังอ้าแขนรับกลับมาทำงาน</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>สำหรับข้อคิดสำหรับคนที่คิดจะเปลี่ยนงานให้เหมาะสมกับช่วงจังหวะมีดังนี้</p>
<p><strong>• เชี่ยวชาญในงานที่ทำ </strong></p>
<p>ถ้าเราทำงานในระดับหรือตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่งจนมั่นใจว่าเรารู้งานนั้นทะลุปรุโปร่งแล้ว ผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทำงาน ผ่านการพัฒนางานมาเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีวี่แววว่าเราจะได้เลื่อนตำแหน่ง คงพอจะบอกเราได้ว่าเวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่น่าจะคิดเปลี่ยนงานได้แล้ว เพราะการทำงานในจุดสูงสุดนั้น อัตราเร่งของความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น อาจจะช้ากว่าอายุงานและอายุตัวที่เพิ่มขึ้นทุกปี พูดง่ายๆก็คือถ้าเราอยู่ในช่วงการเรียนรู้งาน ช่วงของการทำงาน หรือช่วงของการพัฒนาปรับปรุงงาน เวลาผ่านไปแต่ละปี เรายังได้อะไรเยอะอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่เราทำงานเพื่อรักษาสถานะ ทำงานในจุดที่เรารู้หมดแล้ว อายุงานและอายุตัวผ่านไปแต่ละปี เราจะได้อะไรเพิ่มขึ้นน้อยมาก ถ้าเป็นบริษัทเราจะเรียกกันว่าขาดทุนกำไร หมายถึง ยังมีกำไรชีวิตอยู่ แต่เปอร์เซ็นต์กำไรชีวิตน้อยกว่าในปีก่อนๆ<span id="more-3236"></span></p>
<p><strong>• อายุงานและอายุตัว </strong></p>
<p>อายุงานก็เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่พอจะบอกเราว่าเราควรจะเปลี่ยนงานได้แล้วหรือยัง เช่น เราทำงานมาประมาณ 5 ปี อายุงาน 10 อายุงาน 15 ปี แต่ยังไม่มีความก้าวหน้า ก็น่าจะบอกได้แล้วว่าเราควรจะเล็งๆงานใหม่ไว้บ้าง องค์กรส่วนใหญ่จะรับผู้จัดการอายุระหว่าง 30 -40 ปี ถ้าเราอายุใกล้ๆ 40 ปีแล้ว แต่เรายังเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์อยู่ก็คงพอจะบอกได้ว่าถ้าหลังอายุ 40 ปีแล้ว โอกาสที่เราจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการคงจะยากแล้ว เพราะคู่แข่งของเราคือคนอายุ 30 &#8211; 40 ปี</p>
<p><strong>• ดูจากคนรุ่นเดียวกัน </strong></p>
<p>ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่จะบอกเราว่าเมื่อไหร่เราควรจะคิดเปลี่ยนงานคือ ความก้าวหน้าของคนรุ่นเดียวกันกับเรา อาจจะดูว่าเพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน เพื่อนที่จบมาด้วยกัน เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เขาไปถึงไหนกันแล้ว ถ้าปรากฎว่าเราอยู่ในกลุ่มค่อนข้างล้าหลัง ก็น่าจะบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนงานเราได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราจัดอยู่ในกลุ่มก้าวหน้าอยู่แล้ว ก็อาจจะยังไม่ต้องคิดถึงการเปลียนงานก็ได้ เพราะถ้าขืนอยู่ในกลุ่มที่ก้าวหน้าเร็วอยู่แล้ว แต่เพิ่มอัตราเร่งในการเปลี่ยนงานและตำแหน่งงานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นหัดบินที่นกปีกหักเพราะดันรีบบินขึ้นไปสูงเกินไป เจอลมแรงมากกว่าความแข็งแรงของปีกที่เพิ่งหัดบิน</p>
<p><strong>• อยู่ในช่วงรอยต่อของเพดานบิน </strong></p>
<p>คนทำงานควรจะมีการประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าในแต่ละช่วงเวลาตอนเองอยู่ระดับไหนของในแต่ละเพดานบิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเทียบกับเพื่อนๆในระดับเดียวกันในที่ทำงานเดียวกัน เรารู้สึกว่าเราน่าจะอยู่ในกลุ่มที่ทำงานมานาน ประสบการณ์เยอะ และถ้าเทียบกับคนในระดับที่สูงกว่าเราอีกหนึ่งระดับก็พบว่าเราก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถห่างชั้นกับเขามากนัก จะต่างกันก็ตรงที่ระดับและตำแหน่งเท่านั้น จุดนี้ก็พอที่จะบอกเราว่าเราอยู่ในช่วงรอยต่อของเพดานบินแล้ว อีกก้าวเดียวหรืออีกสเตปเดียว เราก็น่าจะสามารถก้าวขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่งแล้ว เพราะถ้าเราเปลี่ยนงานช่วงรอยต่อของเพดานบิน ชีวิตจะไม่เสี่ยงมากนัก และทำให้อายุงานของเราไม่ถูกดองไว้ในระดับใดระดับหนึ่งนานจนเกินไป</p>
<p><strong>• เปลี่ยนงานในช่วงขาขึ้น </strong></p>
<p>ถ้าพูดถึงวัฏจักรของคนทำงานโดยทั่วๆไป ในช่วงแรกไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อย เพราะอยู่ในช่วงของการเก็บเกี่ยวอายุงานและประสบการณ์(กระดูกยังอ่อนอยู่) และช่วงบั้นปลายของชีวิตการทำงานก็ไม่ค่อยเปลียนงานบ่อย เพราะความเสี่ยงในชีวิตสูงขึ้น (อายุมากขึ้น เงินเดือนมากขึ้น ใครจะจ้างก็คิดมากหน่อย ความกระตือรือร้นน้อยลงเพราะผกผันกับอายุตัวและอายุงานที่ทำงานมานาน) แต่ช่วงกลางๆของชีวิตการทำงาน(ม้างาน) จะเปลี่ยนงานบ่อยก็ไม่เป็นไร เพราะภาระในชีวิตยังไม่มาก มีแรงจูงใจในชี่วิตมาก(อยากแต่งงาน อยากเรียนต่อ อยากเก็บเงิน) และช่วงกลางของชีวิตการทำงานนี้ เป็นช่วงที่องค์กรกำลังแย่งตัวกันอยู่มาก</p>
<p><strong>• ดูปัจจัยดึงและปัจจัยดัน </strong></p>
<p>ปัจจัยสุดท้ายที่พอจะบอกเราได้ว่าเราควรจะเปลี่ยนงานหรือไม่คือปัจจัยผลักจากที่ทำงานในปัจจุบัน เช่น ไม่มีวี่แววของความก้าวหน้า หรือมีปัญหาบางอย่างที่เราแก้ไม่ได้แน่ๆ และปัจจัยดึงคือความต้องการของตลาด เช่น ความถี่ที่บริษัทหางานนำข้อเสนอดีๆมาให้เรา ดูจากโอกาสความก้าวหน้าจากองค์กรอื่น</p>
<p><strong>• เราเป็นต้นไม้ประเภทไหน? </strong></p>
<p>ไม้บางประเภทต้องมีการเพาะต้นกล้าในแปลงอนุบาลต้นกล้าก่อน เมื่อต้นกล้าเติบโตและแข็งแรงดี ผ่านพ้นเวลาอันตรายของต้นอ่อนจากศัตรูพืชต่างๆแล้วจึงค่อยนำไปปลูกในแปลงปลูกจริง ในขณะที่ไม้บางประเภทมีความแข็งแรงสามารถนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกลงในแปลงจริงได้เลย นอกจากนี้ ก็ยังมีไม้ประเภทไม้ประด้บ หายาก เป็นที่ต้องการของตลาด(คนรวย) ต้นไม้ประเภทนี้ไม่ว่าจะอยู่ไกล หายากแค่ไหน ราคาแพงขนาดไหน ต้นยิ่งโตยิ่งดี คนที่ต้องยอมลงทุนไปขุดถอนต้นไม้ประเภทนี้มา ประคบประหงมตั้งแต่ขุด ขนส่งและนำมาปลูกในที่ใหม่ คนทำงานก็เช่นเดียวกัน ขอให้ประเมินตัวเองดูว่าเราเป็นคนทำงานประเภทไหน เป็นที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์จะออกไปบินในยุทธจักรได้เลยหรือไม่ หรือต้องอาศัยที่ทำงานใดที่ทำงานหนึ่งเพาะตัวเองไปก่อน หรือเราเป็นคนทำงานที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์อยู่แล้ว มีโอกาสที่ไหนไปเลย หรือเราเป็นพวกอาชีพเฉพาะ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ต้องการขององค์กรต่างๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ต้องกลัวไม่ต้องมานั่งเสียเวลาคิดว่าควรจะเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ เพราะแค่เอ่ยปากว่าอยากจะเปลี่ยนงานก็คงจะมีคนนำเทียบเชิญพร้อมราชรถมาเกยให้ถึงที่</p>
<p><strong>สรุป </strong></p>
<p>ใครคิดจะเปลี่ยนงานลองพิจารณาดูปัจจัยต่างๆดังที่กล่าวมาก่อนนะครับว่าตอนนี้เรามีเหตุผลข้อไหนที่พอจะสนับสนุนความคิดในการเปลี่ยนงาน ถ้าเป็นไปได้ควรจะดูจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราเปลี่ยนงานในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม จะได้ไม่เสียใจและเสียดายในภายหลัง</p>
<p>ที่มา : www.peoplevalue.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์อย่างไรให้คว้าชัย</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Oct 2010 05:07:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[ตรงต่อเวลา]]></category>
		<category><![CDATA[มืออาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารสมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งตัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3230</guid>
		<description><![CDATA[เคยไหมที่&#8230;คุณค่อนข้างมั่นใจ ว่างานที่คุณเพิ่งไปสัมภาษณ์นั้นต้องได้ชัวร์ๆ หรือต้องเป็นตัวเก็งติดโผเข้ารอบแรกแหงๆ เคยไหมที่เพื่อนที่เกรดเฉลี่ยน้อยกว่าคุณตั้งเยอะ แต่กลับคว้างานที่คุณอยากทำไปครอง   ถ้าคุณเริ่มเป็นอย่างที่ว่ามา นั่นอาจเป็นสาเหตุมาจากการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานของคุณบกพร่อง แม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็มีผลต่อการพิจารณาว่าคุณจะเข้ารอบ หรือตกรอบกันแน่&#8230;ลองสำรวจดูว่า คุณได้เตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์งานดีหรือยัง ตามข้อปฏิบัติดังนี้ แต่งตัวให้เป็นมืออาชีพ การทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจ ต้องเริ่มจากการมีบุคลิกภาพที่ดีเสียก่อน ควรแต่งกายให้สุภาพ เป็นทางการ ใส่รองเท้าหุ้มข้อ จัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย รวมทั้งดูแลเรื่องความสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วย นอกจากจะเป็นการให้เกียรติผู้สัมภาษณ์แล้ว ยังทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพอีกด้วย และอีกข้อควรระวังคือ ควรปิดโทรศัพท์มือถือระหว่างการสัมภาษณ์ ตรงต่อเวลา คุณควรกะเวลาเดินทางให้ดี เผื่อเวลารถติดไว้ด้วย ควรศึกษาเส้นทางเสียก่อนถ้าคุณยังไม่ชำนาญ แนะนำว่าควรไปก่อนเวลานัดสัมภาษณ์อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป เพื่อที่จะได้เตรียมตัว และทำความคุ้นเคยกับสถานที่ เพื่อไม่ให้ประหม่าจนเกินไป เตรียมเอกสารสมัครงานให้พร้อม เช่น รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ถ่ายสำเนาประวัติส่วนตัว (Resume) หลักฐานการศึกษาต่างๆ รวมทั้งผลงานที่ผ่านมาของคุณ ในกรณีคุณที่จำเป็นต้องแสดงผลงานให้ผู้สัมภาษณ์พิจารณาด้วย ตอบคำถามด้วยท่าทางที่ดูกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา และอย่าพูดเร็วเกินไป ไม่ควรพูดสอดขึ้นมากลางคัน หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสั้นๆ ด้วยคำว่า “ค่ะ/ครับ” แต่ควรแสดงความสนใจในคำถาม ด้วยการตอบให้เต็มประโยค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เคยไหมที่&#8230;คุณค่อนข้างมั่นใจ ว่างานที่คุณเพิ่งไปสัมภาษณ์นั้นต้องได้ชัวร์ๆ หรือต้องเป็นตัวเก็งติดโผเข้ารอบแรกแหงๆ เคยไหมที่เพื่อนที่เกรดเฉลี่ยน้อยกว่าคุณตั้งเยอะ แต่กลับคว้างานที่คุณอยากทำไปครอง</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>ถ้าคุณเริ่มเป็นอย่างที่ว่ามา นั่นอาจเป็นสาเหตุมาจากการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานของคุณบกพร่อง แม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็มีผลต่อการพิจารณาว่าคุณจะเข้ารอบ หรือตกรอบกันแน่&#8230;ลองสำรวจดูว่า คุณได้เตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์งานดีหรือยัง ตามข้อปฏิบัติดังนี้</p>
<p><strong>แต่งตัวให้เป็นมืออาชีพ</strong> การทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความประทับใจ ต้องเริ่มจากการมีบุคลิกภาพที่ดีเสียก่อน ควรแต่งกายให้สุภาพ เป็นทางการ ใส่รองเท้าหุ้มข้อ จัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อย รวมทั้งดูแลเรื่องความสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วย นอกจากจะเป็นการให้เกียรติผู้สัมภาษณ์แล้ว ยังทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพอีกด้วย และอีกข้อควรระวังคือ ควรปิดโทรศัพท์มือถือระหว่างการสัมภาษณ์<span id="more-3230"></span></p>
<p><strong>ตรงต่อเวลา</strong> คุณควรกะเวลาเดินทางให้ดี เผื่อเวลารถติดไว้ด้วย ควรศึกษาเส้นทางเสียก่อนถ้าคุณยังไม่ชำนาญ แนะนำว่าควรไปก่อนเวลานัดสัมภาษณ์อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป เพื่อที่จะได้เตรียมตัว และทำความคุ้นเคยกับสถานที่ เพื่อไม่ให้ประหม่าจนเกินไป</p>
<p><strong>เตรียมเอกสารสมัครงานให้พร้อม</strong> เช่น รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ถ่ายสำเนาประวัติส่วนตัว (Resume) หลักฐานการศึกษาต่างๆ รวมทั้งผลงานที่ผ่านมาของคุณ ในกรณีคุณที่จำเป็นต้องแสดงผลงานให้ผู้สัมภาษณ์พิจารณาด้วย</p>
<p><strong>ตอบคำถามด้วยท่าทางที่ดูกระตือรือร้น</strong> มีชีวิตชีวา และอย่าพูดเร็วเกินไป ไม่ควรพูดสอดขึ้นมากลางคัน หลีกเลี่ยงการตอบคำถามสั้นๆ ด้วยคำว่า “ค่ะ/ครับ” แต่ควรแสดงความสนใจในคำถาม ด้วยการตอบให้เต็มประโยค และแสดงความคิดเห็นเท่าที่จำเป็น</p>
<p><strong>เตรียมคำถาม</strong> ส่วนใหญ่ผู้สัมภาษณ์มักเปิดโอกาสให้ถามในช่วงท้ายๆ ของการสัมภาษณ์ คุณควรเตรียมคำถามไปด้วย ซึ่งคำถามนี้อาจจะเกี่ยวกับลักษณะงานที่คุณสมัคร เพื่อช่วยคุณตัดสินใจ และเข้าใจงานที่คุณกำลังสัมภาษณ์นี้มากขึ้น</p>
<p><strong>ห้ามพาดพิง</strong> หรือพูดแสดงความคิดเห็นถึงเจ้านายเก่าในแง่ลบ เพราะจะเป็นการแสดงทัศนคติที่ไม่ดีของคุณต่อบุคคลอื่น เหมือนว่าเอาผู้อื่นมาวิจารณ์ในทางที่เสียหาย ถ้าคุณไม่ชอบใจเจ้านายเก่า ควรหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเลยจะดีกว่า ไม่ควรแสดงความคิดเห็นในเรื่องต้องห้าม 3 อย่าง ได้แก่ ความเชื่อ การเมือง และศาสนา เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อ ความชื่นชอบส่วนบุคคล ซึ่งผู้สัมภาษณ์อาจจะมีความเชื่อต่างจากคุณก็ได้</p>
<p><strong>ควบคุมอารมณ์ให้ด</strong>ี ไม่ควรแสดงความรู้สึกในด้านลบของคุณออกมา เช่น อารมณ์โกรธ ประหม่า เสียใจ ฯลฯ ผู้สัมภาษณ์บางคนอาจจะอยากรู้ว่าคุณเป็นควบคุมอารมณ์ได้ดีหรือไม่ ด้วยการลองถามคำถาม หรือพูดเพื่อยั่วยุให้คุณโกรธ ซึ่งคุณก็ไม่ควรโต้ตอบด้วยอารมณ์</p>
<p><strong>อย่าลืมคำว่า “สวัสดี” และ “ขอบคุณ”</strong> เมื่อก้าวผ่านประตูห้องสัมภาษณ์ควรยกมือไหว้ และกล่าว “สวัสดีค่ะ/ครับ” ต่อผู้สัมภาษณ์ เพื่อแสดงความนอบน้อม และมารยาทที่ดี ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะดูอ่อนวัย หรือตำแหน่งด้อยกว่าคุณก็ตาม และเมื่อสัมภาษณ์เสร็จก็ควรยกมือไหว้ และกล่าวคำว่า “ขอบคุณค่ะ/ครับ” ด้วย</p>
<p>ที่มา : bloggang.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการเปลี่ยนวิกฤติ การเลิกจ้าง ให้เป็นโอกาส</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Oct 2010 05:03:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[Opportunity]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนวิกฤติ]]></category>
		<category><![CDATA[การเลิกจ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[สมัครงานเป็นระยะๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3228</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึง “การเลิกจ้าง” คนทั่วไปจะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี โดยเฉพาะลูกจ้างจะไม่อยากได้ยินคำนี้เลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับชีวิตการทำงานเป็นลูกจ้าง ตลอดชีวิตการทำงานถ้าไม่เจอเหตุการณ์นี้เลยเป็นดีที่สุด ไม่อยากแม้แต่จะได้ยินว่าคนที่เรารู้จักถูกเลิกจ้าง หลายคนพยายามหลีกหนีที่จะมีประสบการณ์กับคำๆนี้ เพราะคิดว่าเป็นมลทินในชีวิต   เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายๆองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการให้มากที่สุด ข้อดีก็คือองค์กรจะได้คนที่ต้องการเข้ามาทำงาน ข้อเสียก็คือ เพิ่มความยากลำบากให้กับคนหางานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตกงาน คนที่จบมาใหม่ๆ ส่วนคนที่มีงานทำอยู่แล้วคงไม่มีปัญหามากนัก เพราะถ้ายังไม่ได้งานก็ยังสามารถทำงานกับที่ทำงานปัจจุบันต่อไปได้ โดยส่วนตัวแล้ว อยากจะให้มีการบัญญัติศัพท์คนว่างงานหรือตกงานอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ลูกจ้างไม่มีความผิดแยกออกมาจากการคำว่าเลิกจ้างที่ใช้อยู่กันในปัจจุบัน เช่น อาจจะใช้คำว่า “ผู้ที่พร้อมจะทำงาน” หรือ “ลูกจ้างรองาน” หรือ “คนว่างงานชั่วคราว” หรือ “คนตกงานแบบไม่สมัครใจ” หรือคำอื่นที่น่าจะมีความหมายในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการใช้คำรวมๆ ปะปนกับคนตกงานหรือคนว่างงานโดยทั่วๆไป ถ้าเรากลับมามองการเลิกจ้างในสายตาของผู้บริหารหรือผู้บริหารงานทรัพยากรมนุษย์แล้ว ส่วนมากมักจะมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ต้องวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ ต้องเก็บเป็นความลับ เป็นเรื่องที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเสียหายของบริษัท ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของบริษัทมากกว่าที่จะมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างภาพพจน์ให้กับบริษัทโดยอาศัยเหตุการณ์เลิกจ้าง และผู้บริหารกลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยอยากเจอสถานการณ์แบบนี้พอๆกับลูกจ้างเหมือนกัน เพราะคิดว่ามันอาจจะมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเรื่องที่ทำใจลำบากในการปิดประตูพูดกับพนักงานเพื่อแจ้งว่า “คุณถูกเลิกจ้าง” คนแล้วคนเล่าในเวลาที่จำกัด ทุกคนคิดว่าเป็นวันแห่งความชั่วร้ายที่ทำร้ายจิตใจทั้งของลูกจ้างและตัวเอง ถ้าพิจารณากันจริงๆแล้วจะเห็นว่าการเลิกจ้างเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในวงการการจ้างแรงงาน การเลิกจ้างไม่แตกต่างอะไรกับเหตุการณ์การว่าจ้าง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง เพียงแต่คนทั่วไปไปให้ความสำคัญและความสนใจกับมันมากเกินไปเท่านั้นเอง และที่สำคัญทุกคนกลับไปมองการเลิกจ้างเป็นลบอยู่เสมอ จึงทำให้บดบังสิ่งที่เป็นบวกหรือโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของการจ้างงาน เราลองมาพิจารณาดูว่า “โอกาส (Opportunity)” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อพูดถึง “การเลิกจ้าง” คนทั่วไปจะมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี โดยเฉพาะลูกจ้างจะไม่อยากได้ยินคำนี้เลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับชีวิตการทำงานเป็นลูกจ้าง ตลอดชีวิตการทำงานถ้าไม่เจอเหตุการณ์นี้เลยเป็นดีที่สุด ไม่อยากแม้แต่จะได้ยินว่าคนที่เรารู้จักถูกเลิกจ้าง หลายคนพยายามหลีกหนีที่จะมีประสบการณ์กับคำๆนี้ เพราะคิดว่าเป็นมลทินในชีวิต</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายๆองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการให้มากที่สุด ข้อดีก็คือองค์กรจะได้คนที่ต้องการเข้ามาทำงาน ข้อเสียก็คือ เพิ่มความยากลำบากให้กับคนหางานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตกงาน คนที่จบมาใหม่ๆ ส่วนคนที่มีงานทำอยู่แล้วคงไม่มีปัญหามากนัก เพราะถ้ายังไม่ได้งานก็ยังสามารถทำงานกับที่ทำงานปัจจุบันต่อไปได้</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว อยากจะให้มีการบัญญัติศัพท์คนว่างงานหรือตกงานอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ลูกจ้างไม่มีความผิดแยกออกมาจากการคำว่าเลิกจ้างที่ใช้อยู่กันในปัจจุบัน เช่น อาจจะใช้คำว่า “ผู้ที่พร้อมจะทำงาน” หรือ “ลูกจ้างรองาน” หรือ “คนว่างงานชั่วคราว” หรือ “คนตกงานแบบไม่สมัครใจ” หรือคำอื่นที่น่าจะมีความหมายในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการใช้คำรวมๆ ปะปนกับคนตกงานหรือคนว่างงานโดยทั่วๆไป<span id="more-3228"></span></p>
<p>ถ้าเรากลับมามองการเลิกจ้างในสายตาของผู้บริหารหรือผู้บริหารงานทรัพยากรมนุษย์แล้ว ส่วนมากมักจะมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ต้องวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ ต้องเก็บเป็นความลับ เป็นเรื่องที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเสียหายของบริษัท ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของบริษัทมากกว่าที่จะมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างภาพพจน์ให้กับบริษัทโดยอาศัยเหตุการณ์เลิกจ้าง และผู้บริหารกลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยอยากเจอสถานการณ์แบบนี้พอๆกับลูกจ้างเหมือนกัน เพราะคิดว่ามันอาจจะมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเรื่องที่ทำใจลำบากในการปิดประตูพูดกับพนักงานเพื่อแจ้งว่า “คุณถูกเลิกจ้าง” คนแล้วคนเล่าในเวลาที่จำกัด ทุกคนคิดว่าเป็นวันแห่งความชั่วร้ายที่ทำร้ายจิตใจทั้งของลูกจ้างและตัวเอง</p>
<p>ถ้าพิจารณากันจริงๆแล้วจะเห็นว่าการเลิกจ้างเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในวงการการจ้างแรงงาน การเลิกจ้างไม่แตกต่างอะไรกับเหตุการณ์การว่าจ้าง การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง เพียงแต่คนทั่วไปไปให้ความสำคัญและความสนใจกับมันมากเกินไปเท่านั้นเอง และที่สำคัญทุกคนกลับไปมองการเลิกจ้างเป็นลบอยู่เสมอ จึงทำให้บดบังสิ่งที่เป็นบวกหรือโอกาสที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของการจ้างงาน</p>
<p>เราลองมาพิจารณาดูว่า “โอกาส (Opportunity)” ของนายจ้าง ลูกจ้าง และสังคมที่เกิดจากการเลิกจ้างมีอะไรบ้าง</p>
<p><strong>• เขย่าขวดยา </strong></p>
<p>หมายถึง โอกาสที่นายจ้างสามารถใช้จุดเปลี่ยนในการเลิกจ้างเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนการบริหารในด้านต่างๆขององค์กรได้ง่ายขึ้น เพราะช่วงนี้ถือเป็นช่วงตกต่ำของแรงต้าน จากพนักงานเพราะจิตใจของพนักงานหมกมุ่นอยู่กับการเลิกจ้าง เหมือนกับการที่หลาย องค์กรอาศัยวิกฤติทางเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายผลตอบแทนและสวัสดิการให้เป็นไปตามที่ต้องการ เช่น เปลี่ยนโบนัสตามอายุงานไปสู่โบนัสตามผลงาน ลดเปอร์เซ็นต์การปรับค่าจ้างประจำปี ไปเพิ่มเปอร์เซ็นต์เงินรางวัลจูงใจประเภทอื่น</p>
<p>ในช่วงเหตุการณ์ปกติองค์กรเปรียบเสมือนยาน้ำที่ส่วนที่เป็นน้ำแยกออกจากตัวยาที่ ตกตะกอนอยู่ที่ก้นขวด โอกาสที่จะผสมผสานกันค่อนข้างยาก แต่ช่วงวิกฤติหรือช่วงการ เลิกจ้างเปรียบเสมือนการเขย่าขวดยาให้ส่วนที่เป็นน้ำกับส่วนที่เป็นตัวยาผสมกัน องค์กรใด ไม่มีการเขย่าขวดยาไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆก็ตาม วัฒนธรรมองค์กรอย่างไม่เป็นทางการจะสั่ง สมและเกาะตัวกันแน่นขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจจะกลายเป็นสนิมทางวัฒนธรรมที่เป็นปัญหา อุปสรรคในการบริหารงานขององค์กรได้</p>
<p>สำหรับเทคนิคในการนำโอกาสจากการเลิกจ้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ามีการเลิกจ้าง เกิดขึ้น เราจะสอดแทรกการเปลี่ยนแปลงอะไรเข้าไปบ้าง</p>
<p><strong>• เรียกศรัทธาจากสังคม </strong></p>
<p>เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างได้ ควรเอาเหตุการณ์ในการเลิกจ้างมาเป็นแผน ประชาสัมพันธ์ภาพพจน์องค์กร เช่น การประสานงานกับองค์กรเข้ามาคัดเลือกพนักงานที่เราจะเลิกจ้าง การประชาสัมพันธ์ออกไปสู่สังคมในเชิงบวก เช่น เรามีการเลิกจ้างทั้งแบบบังคับกับแบบสมัครใจ เวลาประชาสัมพันธ์ออกไปให้เน้นที่การเลิกจ้างแบบ “ร่วมใจจาก” หรือ “อำลาอาลัย” หรืออะไรก็ได้ที่ส่งสัญญานให้สังคมทราบว่าเราบริหารการเลิกจ้างดู ดีกว่าองค์กรทั่วไป อาจจะสัมภาษณ์ความในใจของพนักงานที่ร่วมใจจากและมีทัศนคติที่ดี เพื่อนำไปเผยแพร่ในสื่อทั้งภายในและภายนอกองค์กร</p>
<p><strong>• ระดมสมอง </strong></p>
<p>การเลิกจ้างในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาพบว่าทุกหน่วยงานหันหน้าเข้าหากันเพื่อ ระดมสมองในการรับมือและแก้ปัญหาคนที่ถูกเลิกจ้าง มีทั้งโครงการฝึกอาชีพ การจ้างงาน ชั่วคราวของหน่วยงานภาครัฐ การประสานงานกันระหว่างองค์กรที่เลิกจ้างพนักงานกับ องค์กรที่ต้องการรับพนักงาน นายจ้างหลายรายได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสังคมมากขึ้น นายจ้างหลายคนหาวิธีการในการชะลอการเลิกจ้าง เพราะไม่ต้องการสร้างภาระให้กับ สังคม บางคนสร้างงานใหม่เพื่อรองรับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง นายจ้างบางคนใจดีให้ลูกจ้างใช้เครื่องไม้เครื่องมือและสถานที่ของบริษัทประกอบอาชีพอิสระ</p>
<p><strong>• สร้างนักประกอบการใหม่ </strong></p>
<p>การเลิกจ้างได้สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมามากมายและสุดท้ายผู้ที่ถูกเลิกจ้างเหล่านั้นส่วนหนึ่งได้กลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กและขนาดย่อมและประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าของกิจการจนเป็นที่ยอมรับของสังคม โอกาสอย่างหนึ่งที่น่าจะสร้างได้ก่อนการเลิกจ้างคือ การพัฒนาฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้วิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งที่สามารถติดตัวไปใช้ในการทำมาหากินได้ ไม่ต้องรอให้เขาถูกเลิกจ้างไปก่อนแล้วพบช่องทางการทำมาหากินโดยบังเอิญ ผมเชื่อว่าถ้าองค์กรใดสอนคนให้เป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่เขายังอยู่กับองค์กร นอกจากจะทำให้เขามีความรู้ติดตัวไปใช้ในกรณีถูกเลิกจ้างแล้ว ยังจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทำงานให้คิดเหมือนเจ้าของกิจการตัวจริงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ลูกจ้างจะไม่คิดเพียงการเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เพียงอย่างเดียว</p>
<p>องค์กรต้องเปิดใจกว้างในการพัฒนาพนักงานให้รู้จักการประกอบธุรกิจส่วนตัว ไม่ต้องกลัวว่าพัฒนาไปแล้วพนักงานจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวกันหมด เพราะในความเป็นจริงแล้วจะมีลูกจ้างเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่กล้าจะตัดสินใจออกไปทำธุรกิจส่วนตัวในขณะที่ยังมีงานทำอยู่ ลูกจ้างส่วนมากถึงแม้อยากจะมีธุรกิจส่วนตัว แต่เขายังจัดลำดับความสำคัญของมันเป็นรองจากงานประจำอยู่ เพราะบางคนยังไม่กล้ากลัวความเสี่ยง บางคนยังไม่พร้อมทั้งด้านการเงิน ประสบการณ์ ฯลฯ</p>
<p><strong>• ซักซ้อมเพื่อพร้อมที่จะตกงาน </strong></p>
<p>ความเลวร้ายจากการถูกเลิกจ้างส่วนหนึ่งเกิดการที่พนักงานไม่เคยคิด ไม่เคยเตรียมพร้อมในเรื่องของการตกงาน พูดง่ายๆคือไม่มีประสบการณ์ในการถูกเลิกจ้างแม้กระทั่งประสบการณ์ทางความคิด จึงอยากแนะนำให้คนที่เป็นลูกจ้างลองคิดว่าถ้าวันนี้เราถูกเลิกจ้าง เราจะไปทำอะไร เราจะมีวิธีการในการจัดการกับชีวิตของตัวเองและครอบครัวอย่างไรบ้าง เพราะการฝึกคิดแบบนี้ทุกวันจะช่วยให้สมองเราทำการบ้านมากขึ้น ทุกวันเราจะคิดถึงเรื่องการออมเงิน เราจะมีพฤติกรรมการแสวงหาความรู้เพื่อนำไปใช้ในกรณีที่เราต้องตกงานจริงๆ ไม่ใช่ทำงานไปวันๆ เงินเดือนใช้แบบเดือนชนเดือน</p>
<p>ผมจึงอยากให้คนทำงานปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่าการตกงานเป็นเรื่องที่ท้าทายใครตกงานแล้วผ่านจุดนั้นไปได้จนประสบความสำเร็จคนๆนั้นถือเป็นลูกจ้างมืออาชีพที่แท้จริง แต่การที่จะทำเช่นนี้ได้เราจะต้องฝึกซ้อมการตกงานอยู่ตลอดเวลา เช่น วันไหนที่ลาพักร้อนให้คิดเสียว่าถ้าวันนั้นเราตกงาน เราจะคิดทำอะไรต่อไป หรือการที่เราเห็นข่าวการเลิกจ้างของผู้อื่นองค์กร ให้ลองนึกว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา เราจะจัดการกับมันอย่างไร ถ้าวันไหนที่เราถามตัวเองเรื่องการตกงานแล้วเราได้คำตอบที่ว่า “เรากล้าและพร้อมที่จะถูกเลิกจ้างหรือตกงาน” แล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเราคือลูกจ้างมืออาชีพ ถ้ายังให้ลองคิดต่อไปว่าอะไรที่ยังไม่พร้อมแล้วจะจัดการอย่างไรต่อไป</p>
<p>เทคนิคหนึ่งที่จะช่วยประกันการถูกเลิกจ้างได้คือ การที่สมัครงานเป็นระยะๆ เพื่อให้เรามีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ นอกจากนี้ในบางกรณีบางคนโชคดีเพราะก่อนที่จะถูกเลิกจ้างได้สมัครงานไว้หลายที่ และสามารถตกลงกับนายจ้างใหม่ก่อนที่จะถูกเลิกจ้างเสียอีก ดังนั้น การสมัครงานถือเป็นการประกันการว่างงานของตัวเองอีกทางหนึ่ง คนบางคนไม่เคยแม้กระทั่งเขียนใบสมัครเพราะตั้งแต่จบมาทำงานที่นี่เพียงที่เดียว พอต้องถูกเลิกจ้าง ทำอะไรไม่ถูก ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ก็ไม่มี ไม่กล้าสมัครงานใหม่ เลยทำให้จบชีวิตการเป็นลูกจ้าง ณ วันที่ถูกเลิกจ้าง และกลายเป็นคนตกงานถาวรในวันเดียวกัน</p>
<p>จากตัวอย่างการสร้างโอกาสจากการเลิกจ้างที่กล่าวมานี้คงพอจะเป็นแนวทางให้ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และสังคมได้บ้าง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวปัญหาของการเลิกจ้าง แต่อยู่ที่ว่าคนรอบข้างที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างมองการเลิกจ้างในมุมไหน “มุมบวก” หรือ “มุมลบ” ถ้ามองในมุมลบสมองของคนก็จะทำงานในเชิงลบ พฤติกรรมการดำรงชีพจะห่อเหี่ยว โศกเศร้า ไม่กระตือรือร้น แต่ถ้ามองในมุมบวก สมองของทุกคนก็จะทำงานในเชิงบวก คิดหาทางออกและทางเลือกอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา ยิ่งคิดมาก พยายามมาก โอกาสแห่งความล้มเหลวจะลดลง แต่โอกาสแห่งความสำเร็จจะมีมากขึ้น</p>
<p>สุดท้ายนี้อยากจะขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของลูกจ้าง จงช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อ “การเลิกจ้าง” ให้เป็นบวก ช่วยกันเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมการเลิกจ้างตั้งแต่เนิ่นๆ ให้เป็นปกติวิสัยเหมือนกับการซ้อมอพยพหนีไฟ เพราะเมื่อเจอเหตุการณ์จริงจะได้ไม่ต้องตกใจกันมากจนเกินไป หันหน้ามาช่วยกันคิดดีกว่าต่างคนต่างคิด (ไม่ดีต่อกัน) จงคิดเสมอว่าปัญหาการเลิกจ้างไม่มีทางป้องกันได้ ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องการกำไรอยู่ แต่เราจะแก้ไปปัญหาและป้องกันปัญหาอันเกิดเนื่องจากการเลิกจ้างได้อย่างไรนั้นเป็นประเด็นสำคัญกว่า</p>
<p><strong>&#8220;วันนี้ท่านพร้อมสำหรับการเลิกจ้างหรือถูกเลิกจ้างแล้วหรือยัง?&#8221; </strong></p>
<p>* บทความจาก http://www.peoplevalue.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการพัฒนาตนสำหรับคนหางาน</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Oct 2010 05:02:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[คนหางาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตกงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการพัฒนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3226</guid>
		<description><![CDATA[การคัดเลือกคนเข้าทำงานในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการคัดเลือกคนเข้าทำงานถือเป็นด่านแรกและด่านสำคัญที่จะบ่งชี้การคัดเลือกคนในครั้งนั้น องค์กรจะได้กำไรหรือขาดทุน ถ้าได้คนเก่งคนดีและอยู่ได้นาน แสดงว่าได้กำไร แต่ถ้าได้คนไม่เก่ง ไม่ดีและอยู่กับองค์กรนานไม่ยอมไปไหน แสดงว่ามีแต่ขาดทุนกับขาดทุน การที่ได้คนไม่เก่งไม่ดีเข้ามาทำงาน นอกจากจะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แล้ว ยังจะสร้างภาระให้กับองค์กรเพิ่มมากขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน ศักยภาพของการแข่งขัน การเป็นตัวถ่วงความเจริญ และปัญหาสารพัดที่จะติดตามมา   เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายๆองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการให้มากที่สุด ข้อดีก็คือองค์กรจะได้คนที่ต้องการเข้ามาทำงาน ข้อเสียก็คือ เพิ่มความยากลำบากให้กับคนหางานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตกงาน คนที่จบมาใหม่ๆ ส่วนคนที่มีงานทำอยู่แล้วคงไม่มีปัญหามากนัก เพราะถ้ายังไม่ได้งานก็ยังสามารถทำงานกับที่ทำงานปัจจุบันต่อไปได้ ตลาดแรงงานในปัจจุบัน หลายองค์กรต้องการบุคลากรเข้าร่วมงานมาก แต่ทำไมหลายคนในตลาดยังไม่มีงานทำ ทั้งๆที่คุณสมบัติก็ตรงตามที่องค์กรต้องการ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คนหางานประสบอยู่ก็คือ ไม่ทราบว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง จึงจะเข้าตากรรมการ(สัมภาษณ์) เพื่อให้ผู้ที่กำลังหางานมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าการหางานไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่เรื่องที่ยากคือเราจะพัฒนาศักยภาพของตัวเราเองให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างไร ผมจึงขอแนะนำเทคนิคบางอย่างที่น่าจะนำไปใช้ได้ เช่น • ติดตามข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารในด้านธุรกิจหรือข่าวสารในด้านอื่นๆ เพื่อให้เรามีความรู้ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ความรู้เหล่านี้นอกจากจะใช้เป็นความรู้ทั่วไปแล้ว เราสามารถทราบความเคลื่อนไหวในเชิงการบริหารจัดการขององค์กรต่างๆ ได้ ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับทิศทางการบริหารสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น เช่น ถ้าเราทราบว่าแนวโน้มขององค์กรส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็น Internet หรือ e-commerce ก็ตาม เราก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาตัวเองไปก่อนก่อนที่จะเข้าไปทำงานในองค์กรจริง • [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การคัดเลือกคนเข้าทำงานในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการคัดเลือกคนเข้าทำงานถือเป็นด่านแรกและด่านสำคัญที่จะบ่งชี้การคัดเลือกคนในครั้งนั้น องค์กรจะได้กำไรหรือขาดทุน ถ้าได้คนเก่งคนดีและอยู่ได้นาน แสดงว่าได้กำไร แต่ถ้าได้คนไม่เก่ง ไม่ดีและอยู่กับองค์กรนานไม่ยอมไปไหน แสดงว่ามีแต่ขาดทุนกับขาดทุน การที่ได้คนไม่เก่งไม่ดีเข้ามาทำงาน นอกจากจะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แล้ว ยังจะสร้างภาระให้กับองค์กรเพิ่มมากขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน ศักยภาพของการแข่งขัน การเป็นตัวถ่วงความเจริญ และปัญหาสารพัดที่จะติดตามมา</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายๆองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการให้มากที่สุด ข้อดีก็คือองค์กรจะได้คนที่ต้องการเข้ามาทำงาน ข้อเสียก็คือ เพิ่มความยากลำบากให้กับคนหางานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตกงาน คนที่จบมาใหม่ๆ ส่วนคนที่มีงานทำอยู่แล้วคงไม่มีปัญหามากนัก เพราะถ้ายังไม่ได้งานก็ยังสามารถทำงานกับที่ทำงานปัจจุบันต่อไปได้<span id="more-3226"></span></p>
<p>ตลาดแรงงานในปัจจุบัน หลายองค์กรต้องการบุคลากรเข้าร่วมงานมาก แต่ทำไมหลายคนในตลาดยังไม่มีงานทำ ทั้งๆที่คุณสมบัติก็ตรงตามที่องค์กรต้องการ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คนหางานประสบอยู่ก็คือ ไม่ทราบว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง จึงจะเข้าตากรรมการ(สัมภาษณ์)</p>
<p>เพื่อให้ผู้ที่กำลังหางานมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าการหางานไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่เรื่องที่ยากคือเราจะพัฒนาศักยภาพของตัวเราเองให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างไร ผมจึงขอแนะนำเทคนิคบางอย่างที่น่าจะนำไปใช้ได้ เช่น</p>
<p><strong>• ติดตามข่าวสาร</strong> ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารในด้านธุรกิจหรือข่าวสารในด้านอื่นๆ เพื่อให้เรามีความรู้ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ความรู้เหล่านี้นอกจากจะใช้เป็นความรู้ทั่วไปแล้ว เราสามารถทราบความเคลื่อนไหวในเชิงการบริหารจัดการขององค์กรต่างๆ ได้ ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับทิศทางการบริหารสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น เช่น ถ้าเราทราบว่าแนวโน้มขององค์กรส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็น Internet หรือ e-commerce ก็ตาม เราก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาตัวเองไปก่อนก่อนที่จะเข้าไปทำงานในองค์กรจริง</p>
<p>• <strong>อ่านคู่มือการสัมภาษณ์</strong> ผมอยากแนะนำให้ผู้หางานอ่านหนังสือคู่มือสำหรับผู้สัมภาษณ์ ไม่ใช่คู่มือสำหรับผู้ถูกสัมภาษณ์ เพราะจะได้เข้าใจว่าคำถามแต่ละคำถาม ผู้สัมภาษณ์ถามเพื่ออะไร ไม่ใช่รู้เพียงแต่จะตอบอย่างไร หรือถ้าให้ดีควรอ่านทั้งคู่มือสำหรับผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ การอ่านคู่มือนี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการสอบสัมภาษณ์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตรงกับคำพังเพยที่ว่า “รู้เขา รู้เรา สัมภาษณ์หลายครั้งน่าจะได้บ้างสักครั้ง” นะครับ</p>
<p><strong>• ประกาศตัวเอง</strong> การหางานสมัยนี้จะต้องหางานในเชิงรุกมากขึ้น เรามัวแต่รีๆรอๆให้บริษัทเขาถือเทียบเชิญมารับถึงบ้านคงจะยากแล้วนะครับ ให้คิดเสมอว่าการหางานคือการทำงานอย่างหนึ่ง ถ้าเราทำงานนี้ไม่สำเร็จ อย่าหวังเลยว่าเราจะทำงานอย่างอื่นที่ยากกว่านี้ได้ ตัวเราก็เปรียบเสมือนสินค้าอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะมีคุณภาพดี แต่ถ้าผู้ซื้อไม่รู้จัก เขาก็ไม่ซื้อ ดังนั้น เราจะต้องเปิดตัวเองให้มากขึ้น ส่งประวัติไปทุกที่ที่มีช่องทาง ทำความรู้จักกับคนทุกคนที่มีโอกาส พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมต่างๆ เพราะยิ่งเรามีสังคมมากเท่าไหร่โอกาสในการได้งานทำก็มีมากขึ้นเท่านั้น กิจกรรมไหนที่ไม่ต้องเสียกะตังก็รีบเข้าไปร่วม กิจกรรมไหนที่เสียตังก็ดูว่าเรามีกำลังหรือไม่ ถ้าเป็นคนที่จบใหม่ๆ ควรจะหาโอกาสอันดีที่จะเข้าไปพบปะและร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีผู้หลักผู้ใหญ่และผู้บริหารในวงการธุรกิจ ผู้บริหารในหลายองค์กรใช้วิธีหาดาวรุ่งจากกิจกรรมทางสังคม เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปสัมภาษณ์ให้เมื่อย เขาสามารถดูความสามารถของเราจากการเข้าร่วมกิจกรรมจริงๆได้ การเข้าสังคมในลักษณะนี้เราไม่ควรหวังว่าเราจะต้องได้งานเสมอ แต่สิ่งที่เราได้แน่ๆคือประสบการณ์ชีวิต การเรียนรู้ภาษาในแวดวงธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาตัวเอง</p>
<p><strong>• ทำงาน Part -Time ไปก่อน</strong> คนที่จบมาใหม่ๆ ที่เริ่มท้อแท้กับการหางาน ขอให้ลดระดับความคาดหวังของตัวเองลงจากที่ต้องการทำงานประจำกับบริษัทชั้นนำลงมาสู่การเป็นลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างของบริษัทรับเหมาที่รับเหมาแรงงานให้กับบริษัทชั้นนำ เพราะสิ่งสำคัญที่เราหางานไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง แต่เราไม่มีประสบการณ์ต่างหาก การเข้าไปทำงาน Part – Time ถือเป็นวิธีแก้ที่ถูกจุด เพราะเป็นช่องทางที่เราสามารถปิดจุดอ่อนเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานได้ และในสมัยนี้ค่าตอบแทนของงาน Part – Time ไม่ได้ต่ำนะครับ เผลอบางครั้งค่าจ้างอาจจะสูงกว่างานประจำก็ได้ เพราะเขาถือว่าเป็นเพียงงานชั่วคราวหาคนยาก จึงต้องจ้างสูงกว่าปกติ หลายคนพอทำงานลักษณะนี้ไปนานๆ กลับไม่อยากไปทำงานประจำ เพราะรับงานชั่วคราวเป็นอาชีพ มีบริษัทต่างๆติดต่อเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยว่างงาน แถมรายได้ดีและงานไม่น่าเบื่อเพราะเปลี่ยนที่ทำงานอยู่เรื่อยๆ</p>
<p><strong>• เปลี่ยนเวลาว่างให้เป็นโอกาสเพื่อพัฒนาตัวเอง</strong> ใครที่ว่างงานอยู่ขอให้คิดเสียว่าเรามีโอกาสเรื่องเวลาดีกว่าคนที่ทำงานอยู่ อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ใช้เวลาว่างพบปะผู้คน ท่องอินเตอร์เน็ต อ่านหนังสือเพิ่มเติม บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า “ความคิดเราไม่ว่างงาน” เราจะต้องหางานให้กับความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา การได้งานทำถือเป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมที่ใช้ในการพัฒนาความคิด ถ้าเราพัฒนาศักยภาพทางความคิดถึงระดับหนึ่งแล้ว เราอาจจะไม่จำเป็นต้องหางาน แต่เราสามารถสร้างงานด้วยตัวของเราเองได้ มีหลายคนที่นั่งอยู่เฉยๆ แต่เกิดความคิดบางอย่างที่จะสร้างงานให้กับตัวเอง จนร่ำรวยกันมามากแล้ว</p>
<p>ดังนั้น ผมอยากให้กำลังใจกับคนที่กำลังหางานอยู่ว่า ไม่เคยมีใครตกงานตลอดชีวิต ถ้าเราตั้งใจ มุ่งมั่น สร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่โอกาสของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้างเท่านั้นเอง บางคนได้งานเร็ว บางคนได้งานช้า บางคนได้งานดี บางคนได้งานไม่ดี บางคนได้งานแล้วตกงาน บางคนได้งานแล้วได้ตลอด ชีวิตเอาแน่ไม่ได้ แต่สิ่งที่เอาแน่ได้แน่ๆคือคนเราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะความสำเร็จในชีวิตขึ้นอยู่กับสองปัจจัยคือ “โอกาส” และ “ความสามารถ” คนที่มีความสามารถแต่ขาดโอกาส ยังไม่น่าเสียใจเท่าคนที่มีโอกาสแต่ขาดความสามารถนะครับ แล้วท่านละจะเลือกเป็นคนประเภทไหน?</p>
<p>* บทความจาก http://www.peoplevalue.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการหางานทำ – ต้องวางเป้าหมายและบรรลุให้ได้วันต่อวัน</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e2%80%93-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e2%80%93-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Oct 2010 05:01:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับปรุงวิธีการสมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[วางเป้าหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคการหางานทำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3224</guid>
		<description><![CDATA[การจูงใจให้ตัวเองบรรลุในสิ่งที่วางเป้าหมายไว้ให้ได้ทุกวัน ช่วยกระตุ้นให้ผู้สมัครงานเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเห็นความคืบหน้าของการสมัครงาน   ผู้สมัครงานที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งาน ย่อมอยากจะวัดผลตัวเองว่า ความคืบหน้าเป็นอย่างไร และการสมัครงานในแต่ละครั้ง มีโอกาสประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผู้สมัครงานหลายคน สมัครงานโดยผ่านอีเมล์โดยที่ต้องการส่งประวัติย่อของตัวเองให้กับบริษัทกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การกำหนดเป้าหมายและทำให้บรรลุวันต่อวัน จะช่วยให้การสมัครงานมีโอการประสบความสำเร็จได้ ผู้สมัครงานอาจจะกำหนดกับตนเองว่า ต้องการส่งอีเมล์กับกลุ่มเป้าหมายบริษัทประมาณ 200 ฉบับ วันถัดมา ผู้สมัครคนนั้นก็ต้องวัดผลว่า มีผลการตอบรับสัมภาษณ์งานมากหรือน้อย ถ้าผู้สมัครลองส่งอีเมล์แล้ว ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วยังไม่มีการตอบรับเรียกสัมภาษณ์งานแสดงว่า ตำแหน่งงานที่ผู้สมัครส่งอีเมล์ไป และตำแหน่งงานดังกล่าวไม่ใกล้เคียงกับสาขาวิชาที่ตัวเองสำเร็จการศึกษานั่นเอง ดั่งสุภาษิตของฝรั่งที่กล่าวว่า “ที่ใดมีความล้มเหลว ที่นั่นย่อมมีความพยายาม” เมื่อคนเราพยายามจนไม่รู้ว่าจะล้มเหลวอย่างไรแล้ว ในที่สุดความสำเร็จก็เริ่มบังเกิดขึ้นมา ผู้สมัครงานที่มีความพยายามในการสมัครสัมภาษณ์งาน และพยายามปรับปรุงวิธีการสมัครงาน และวิธีเลือกตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด โอกาสที่ผู้สมัครงานจะประสบความสำเร็จจะมีมากขึ้นได้อย่างแน่นอน * บทความจาก http://www.pantown.com]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจูงใจให้ตัวเองบรรลุในสิ่งที่วางเป้าหมายไว้ให้ได้ทุกวัน ช่วยกระตุ้นให้ผู้สมัครงานเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเห็นความคืบหน้าของการสมัครงาน</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>ผู้สมัครงานที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งาน ย่อมอยากจะวัดผลตัวเองว่า ความคืบหน้าเป็นอย่างไร และการสมัครงานในแต่ละครั้ง มีโอกาสประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดด้วย</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น ผู้สมัครงานหลายคน สมัครงานโดยผ่านอีเมล์โดยที่ต้องการส่งประวัติย่อของตัวเองให้กับบริษัทกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การกำหนดเป้าหมายและทำให้บรรลุวันต่อวัน จะช่วยให้การสมัครงานมีโอการประสบความสำเร็จได้ ผู้สมัครงานอาจจะกำหนดกับตนเองว่า ต้องการส่งอีเมล์กับกลุ่มเป้าหมายบริษัทประมาณ 200 ฉบับ<span id="more-3224"></span></p>
<p>วันถัดมา ผู้สมัครคนนั้นก็ต้องวัดผลว่า มีผลการตอบรับสัมภาษณ์งานมากหรือน้อย ถ้าผู้สมัครลองส่งอีเมล์แล้ว ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วยังไม่มีการตอบรับเรียกสัมภาษณ์งานแสดงว่า ตำแหน่งงานที่ผู้สมัครส่งอีเมล์ไป และตำแหน่งงานดังกล่าวไม่ใกล้เคียงกับสาขาวิชาที่ตัวเองสำเร็จการศึกษานั่นเอง ดั่งสุภาษิตของฝรั่งที่กล่าวว่า</p>
<p>“ที่ใดมีความล้มเหลว ที่นั่นย่อมมีความพยายาม”</p>
<p>เมื่อคนเราพยายามจนไม่รู้ว่าจะล้มเหลวอย่างไรแล้ว ในที่สุดความสำเร็จก็เริ่มบังเกิดขึ้นมา ผู้สมัครงานที่มีความพยายามในการสมัครสัมภาษณ์งาน และพยายามปรับปรุงวิธีการสมัครงาน และวิธีเลือกตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด โอกาสที่ผู้สมัครงานจะประสบความสำเร็จจะมีมากขึ้นได้อย่างแน่นอน</p>
<p>* บทความจาก http://www.pantown.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e2%80%93-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับช่วยในการหางาน</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 05:00:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[กลัวเสียฟอร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[เขิน อาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3222</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนที่ยังหางานทำไม่ได้ อาจเป็นเพราะว่า มองข้ามสิ่งสำคัญบางอย่างไปก็เป็นได้ ลองใช้แนวทางเบื้องต้นที่ควรปฏิบัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตนเองดังนี้   1. ใช้วิธีถามจากญาติพี่น้อง เพื่อนๆ หรือคนที่อยู่ในวงการ เช่น เจ้าหน้าที่ของศูนย์จัดหางาน โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ตนเองจบมา เช่น จบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็หมั่นไปดูบอร์ดประกาศรับคนที่คณะบ่อยๆ ก็แล้วกัน แต่ที่จะได้ผลจริงๆ ก็จากคนใกล้ชิดนี่แหละ นี่เป็นเรื่องจริง คนที่ได้งานทำทุกวันนี้เป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาเจอะเพื่อนฝูงหรือโทรศัพท์กัน ก็อย่าเอาแต่พูดเรื่องเล่นๆ ให้หมั่นถามในทำนองว่า &#8220;ที่ทำงานของเธอรับคนหรือเปล่า ถ้ารับอย่าลืมบอกเรานะ&#8221; โอกาสก็จะมาถึงเราได้ 2. อย่าเขิน อายหรือกลัวเสียฟอร์มเด็ดขาด เพราะการตกงานนานๆ นั้น ก็เหมือนกับนักมวยเรื้อเวทีนั้นแหละ ทักษะและความชำนาญจะหายไปหมด ทำเป็นเล่นไป ได้งานจริงๆ อาจจะทำไม่เป็นก็ได้ โอกาสโดน lay off อีกรอบใช่ว่าจะไม่มี จากการวิจัยวิธีนี้โอกาสประสบความสำเร็จถึง 33% เลยทีเดียว 3. บุกไปบริษัทที่คุณสนใจ ไม่ว่าคุณจะรู้ว่าบริษัทนั้นจะมีตำแหน่งว่างหรือไม่ก็ตาม วิธีนี้อาจจะเรียกว่า KNOCK DOOR ซึ่งเป็นวิธีพนักงานขายตรงใช้นั่นเอง การบุกไปแบบนี้ถือว่าเป็นการหางานเชิงรุก หากเข้าไปในช่วงที่บริษัทกำลังต้องการคนอยู่พอดี ก็ถือว่าโชคดีไป แม้ว่าบางครั้งจะไม่มีตำแหน่ง หากคุณสมบัติน่าสนใจก็อาจจะได้งานโดยไม่รู้ตัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลายคนที่ยังหางานทำไม่ได้ อาจเป็นเพราะว่า มองข้ามสิ่งสำคัญบางอย่างไปก็เป็นได้ ลองใช้แนวทางเบื้องต้นที่ควรปฏิบัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตนเองดังนี้</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>1. ใช้วิธีถามจากญาติพี่น้อง เพื่อนๆ หรือคนที่อยู่ในวงการ</p>
<p>เช่น เจ้าหน้าที่ของศูนย์จัดหางาน โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ตนเองจบมา เช่น จบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็หมั่นไปดูบอร์ดประกาศรับคนที่คณะบ่อยๆ ก็แล้วกัน แต่ที่จะได้ผลจริงๆ ก็จากคนใกล้ชิดนี่แหละ นี่เป็นเรื่องจริง คนที่ได้งานทำทุกวันนี้เป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลาเจอะเพื่อนฝูงหรือโทรศัพท์กัน ก็อย่าเอาแต่พูดเรื่องเล่นๆ ให้หมั่นถามในทำนองว่า &#8220;ที่ทำงานของเธอรับคนหรือเปล่า ถ้ารับอย่าลืมบอกเรานะ&#8221; โอกาสก็จะมาถึงเราได้</p>
<p>2. อย่าเขิน อายหรือกลัวเสียฟอร์มเด็ดขาด</p>
<p>เพราะการตกงานนานๆ นั้น ก็เหมือนกับนักมวยเรื้อเวทีนั้นแหละ ทักษะและความชำนาญจะหายไปหมด ทำเป็นเล่นไป ได้งานจริงๆ อาจจะทำไม่เป็นก็ได้ โอกาสโดน lay off อีกรอบใช่ว่าจะไม่มี จากการวิจัยวิธีนี้โอกาสประสบความสำเร็จถึง 33% เลยทีเดียว<span id="more-3222"></span></p>
<p>3. บุกไปบริษัทที่คุณสนใจ</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะรู้ว่าบริษัทนั้นจะมีตำแหน่งว่างหรือไม่ก็ตาม วิธีนี้อาจจะเรียกว่า KNOCK DOOR ซึ่งเป็นวิธีพนักงานขายตรงใช้นั่นเอง การบุกไปแบบนี้ถือว่าเป็นการหางานเชิงรุก หากเข้าไปในช่วงที่บริษัทกำลังต้องการคนอยู่พอดี ก็ถือว่าโชคดีไป แม้ว่าบางครั้งจะไม่มีตำแหน่ง หากคุณสมบัติน่าสนใจก็อาจจะได้งานโดยไม่รู้ตัว วิธีนี้ถือว่ามีประสิทธิผลมากทีเดียว ใน 100 คนที่หางานแบบนี้ มีโอกาสได้งานทำถึง 47% ทีเดียว</p>
<p>4. หางานด้วยตนเอง</p>
<p>โดยหางานจากสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง หาประเภทงานและบริษัทที่คุณสนใจ แล้วก็โทรหานายจ้างในอนาคตของคุณเลยว่าต้องการจ้างงานคนแบบคุณหรือเปล่า วิธีนี้ถือว่าเป็นรุกหนักมากกว่าวิธีที่สองเสียอีก ถ้าไม่มั่นใจในตนเองถึงขนาดแล้วละก้อ อย่าได้ทำ แต่ขอโทษทีนะ วิธีการแบบนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จถึง 69% น่าลองเอามากๆ ทีเดียว</p>
<p>5. เหมือนวิธีการที่ 3 แต่ทำเป็นกลุ่มคือหางานร่วมกับนักล่างานคนอื่นๆ</p>
<p>ด้วยการใช้สมุดโทรศัพท์นี่แหละ คือแทนที่จะหาเฉพาะตัวเอง ก็ทำเป็นกลุ่มๆ ซะวิธีนี้ได้ผลสูงถึง 84%</p>
<p>* บทความจาก http://www.TumCivil.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทักษะ 10 อย่างที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ</title>
		<link>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-10-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-10-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 04:59:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tip&Tools]]></category>
		<category><![CDATA[ทัศนะคติ]]></category>
		<category><![CDATA[นายจ้างยุคใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3220</guid>
		<description><![CDATA[สมัยนี้ งานหายากจริง ๆ ในแต่ละปีมีคนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท กันจนเต็มไปหมด เวลาไปสมัครงาน สิ่งที่ต้องใช้ก็คือ รูปถ่าย และหลักฐานการศึกษา แน่หละว่านายจ้างเข้าต้องดูสถาบันและเกรดที่ออกมา ประกอบกับหน้าตาในรูปถ่าย เข้าท่าเข้าทีแล้วจึงเรียกตัวมาสัมภาษณ์ ดูบุคลิก ลักษณะ ทัศนะคติ ว่าเหมาะกับงานไหม แต่ก็อย่างที่บอก คนจบใหม่ก็มาก วัดกันที่เกรดอย่างเดียว คงจะไม่น่าดึงดูด สู้เรามีทักษะหลาย ๆ ที่เอื้อต่อการทำงานติดตัวไปด้วยจะดีกว่า แล้วทักษะที่ว่า จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกัน   1. ทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า งานหลาย ๆ อย่าง ที่เราต้องทำกันอยู่ทุกวัน แม้บางงานจะเรียกว่าเป็นงานรูทีน แต่ในรายละเอียดนั้น เรามักจะต้องเจอกับปัญหานานาชนิดไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะปัญหากับเพื่อร่วมงาน ปัญหากับลูกค้า ดังนั้น เราควรจะฝึกฝนทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเจอเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ฟ้องผู้จัดการ หรือปัดปัญหาไปให้คนอื่นเสียหมด 2. ทักษะการดูแลแก้ไขอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานที่เราใช้อยู่เป็นประจำ คงปฏิเสธไม่ได้ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศแบบนี้ อุปกรณ์ไฮเทค เข้ามาอยู่ในสำนักงานกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ดังนั้น เราควรจะมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาง่าย ที่อาจเกิดขึ้นบ่อย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมัยนี้ งานหายากจริง ๆ ในแต่ละปีมีคนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท กันจนเต็มไปหมด เวลาไปสมัครงาน สิ่งที่ต้องใช้ก็คือ รูปถ่าย และหลักฐานการศึกษา แน่หละว่านายจ้างเข้าต้องดูสถาบันและเกรดที่ออกมา ประกอบกับหน้าตาในรูปถ่าย เข้าท่าเข้าทีแล้วจึงเรียกตัวมาสัมภาษณ์ ดูบุคลิก ลักษณะ ทัศนะคติ ว่าเหมาะกับงานไหม แต่ก็อย่างที่บอก คนจบใหม่ก็มาก วัดกันที่เกรดอย่างเดียว คงจะไม่น่าดึงดูด สู้เรามีทักษะหลาย ๆ ที่เอื้อต่อการทำงานติดตัวไปด้วยจะดีกว่า แล้วทักษะที่ว่า จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกัน</p>
<p></strong></p>
<p><!--       เนื้อเรื่อง         --> </p>
<p>1. ทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า</p>
<p>งานหลาย ๆ อย่าง ที่เราต้องทำกันอยู่ทุกวัน แม้บางงานจะเรียกว่าเป็นงานรูทีน แต่ในรายละเอียดนั้น เรามักจะต้องเจอกับปัญหานานาชนิดไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะปัญหากับเพื่อร่วมงาน ปัญหากับลูกค้า ดังนั้น เราควรจะฝึกฝนทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเจอเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ฟ้องผู้จัดการ หรือปัดปัญหาไปให้คนอื่นเสียหมด<span id="more-3220"></span></p>
<p>2. ทักษะการดูแลแก้ไขอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานที่เราใช้อยู่เป็นประจำ</p>
<p>คงปฏิเสธไม่ได้ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศแบบนี้ อุปกรณ์ไฮเทค เข้ามาอยู่ในสำนักงานกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ดังนั้น เราควรจะมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาง่าย ที่อาจเกิดขึ้นบ่อย ๆ ระหว่างที่เราใช้อุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์ การลงโปรแกรม หรือแม้กระทั่งเครื่องถ่ายเอกสาร ที่ใช้เป็นประจำ กระดาษหมด กระดาษติด สามารถจัดการได้ โทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เกิดปัญหาเครือข่าย หรือฟังก์ชั่นการทำงานบางอย่างรวนไป ควรจะดูแลในเบื้อต้นได้</p>
<p>3. ทักษะทางด้านทรัพยากรมนุษย์</p>
<p>สำนักงานใหญ่ ๆ หลายแห่ง มีปัญหาในเรื่องของพนักงานไม่ถูกกัน ทำงานร่วมกันไม่ได้ ติดต่อกันไม่เข้าใจเป็นต้น ดังนั้นหากเราเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ รู้จักการบริการทรัพยากรมนุษย์ ในเบื้องต้น จะมีประโยชน์ต่อการทำงานมาก รู้วิธีการติดต่อ หรือจัดการเมื่อต้องทำงานร่วมกับบุคคลในประเภทต่าง ๆ</p>
<p>4. ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์</p>
<p>นอกจากว่าคุณจะต้องมีความสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างง่าย ๆ เช่น โปรแกรม word, excel , photoshop และโปรแกรมพื้นฐานอื่น ๆ แล้ว ควรจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก WWW การส่งอีเมล์ หรือการดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ เป็นต้น ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ควรจะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมง่าย ๆ บางอย่าง เช่น HTML</p>
<p>5. ทักษะที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ</p>
<p>ซึ่งทักษะดังกล่าวนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนมาทางไหน และจะประกอบอาชีพอะไร เช่น ต้องการเป็นพนักงานขาย ก็ควรจะได้รับการฝึกอบรมในเรื่องการขาย การดูแลลูกค้า นักประชาสัมพันธ์ อาจจะได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมในเรื่องของภาษา เป็นต้น</p>
<p>6. ทักษะทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์</p>
<p>จะเป็นการดียิ่งถ้าหากเราเป็นคนที่เก่งคณะศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะประกอบอาชีพเกี่ยวกับวิศวกรรม การแพทย์ หรือในสาขาที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ</p>
<p>7. ทักษะการจัดการด้านการเงิน</p>
<p>ผู้ที่มีการวางแผนทางด้านการเงินที่ดี จะได้เปรียบ ปัจจุบันนี้ คนในวัยทำงานจำนวนมาก คำนึกถึงเรื่องของการเก็บออมเพื่อใช้ในช่วงเกษียณกันแล้ว ถ้าหากว่า เราไม่รู้จักบริการการเงินให้ดี จนถึงขั้นต้องกู้หนี้ ยืมสินแล้ว จะกลายเป็นจุดด่างในการงานไปเลยก็ว่าได้</p>
<p>8. ทักษะในเรื่องของการจัดการข้อมูล</p>
<p>เนื่องจากว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร การจัดการข้อมูลของตนเองที่มีอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในยุคนี้ ข้อมูลที่รวดเร็ว สามารถช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง ดังนั้น เราควรจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ให้สามารถเข้าถึง เป็นหมวดหมู่ และค้นหาได้ง่าย</p>
<p>9. ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ</p>
<p>ถ้าเราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว มักจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าหากเราสามารถพูดภาษาอื่น ๆ ได้อีกด้วย ก็ยิ่งจะเป็นที่น่าสนใจ ปัจจุบันนี้ มีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยเยอะ ภาษาอังกฤษ แน่นอนว่ามีความสำคัญ แต่ถ้ายิ่งสามารถพูดภาษาของเจ้าของบริษัทได้อีกด้วยแล้วยิ่งดีใหญ่ อย่างเช่นภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ภาษาเยอรมัน เป็นต้น</p>
<p>10. ทักษะในการบริหารธุรกิจ</p>
<p>เราอาจจะไม่ต้องถึงขนาดไปเรียน MBA เอาแค่ว่า เข้าอบรมระยะสั้น หรือหาตำราในการบริหารมาอ่านสักหน่อย ก็น่าจะไหว เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจใหญ่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมีระบบการจัดการและการบริหารที่ดีด้วย ถ้าหากเรามีความรู้ในเรื่องการบริการ เราก็จะสามารถเข้าใจในนโยบายการจัดการต่าง ๆ ของทางบริษัทได้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารเท่านั้น แต่ระดับปฏิบัติการก็สามารถจะมีความรู้ด้านนี้ เพื่อที่จะแสดงความสามารถในโอกาสที่เปิดให้ ไม่แน่ คุณอาจจะได้รับการโปรโมท ก็เพราะทักษะในการบริหารจัดการนี่แหละ</p>
<p>* บทความจาก http://www.TumCivil.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/tiptools/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-10-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

