Category: เทคนิคการสัมภาษณ์งาน

ต.ค. 07 2008

เตือนใจก่อนไปสัมภาษณ์งาน!!

ดี๋ยวนี้งานประเภทขายตรง ประกันชีวิต ขายบัตรเครดิต มีวิธีในการหลอกล่อให้คนไปสัมภาษณ์งานต่างๆนาๆ ทั้งการเชิญสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ไปจนถึงการเปิดรับสมัครตามเว็บไซด์หางานอย่างที่เราๆท่านๆ คุ้นเคยกันดี แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหนสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เอาตำแหน่งดีๆมาล่อ เช่น ผู้ช่วยผู้จัดการศูนย์ ผู้บริหารการลงทุน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ธุรกิจ การตลาด เจ้าหน้าที่แนะนำสินเชื่อ ฯลฯ
อาให้เห็นภาพชัดๆมีเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนเองมาฝาก
วันหนึ่งในเดือนมีนาคม 2551 ผู้เขียนเข้าไปหางานในเว็บไซด์แห่งหนึ่ง จนไปสะดุดตากับตำแหน่ง ฝ่ายขายธุรกิจ บริษัทแมสซีฟ แอคชั่น/ บริษัท ไลอ้อนเนส แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
ซึ่งทางบริษัทได้ระบุคุณสมบัติไว้ดังนี้
อัตรา??-
เงินเดือน??-
สวัสดิการ?มีโบนัส/ที่พัก
คุณสมบัติ?* วุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป
?????????????? * ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่

ไม่กี่วันหลังจากสมัครทางบริษัทก็เรียกสัมภาษณ์ เมื่อเดินทางถึงบริษัทก็พบว่าเป็นอาคารสำนักงานขนาดหนึ่งคูหา พอเปิดประตูเข้าไปก็พบเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อยู่แค่สองคนหลังเคาร์เตอร์ มีโซฟาหนึ่งตัว โทรทัศน์หนึ่งเครื่อง บนผนังมีโลโก้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, วอล์ดส์ดีสนี่, ดีแทค ฯลฯ ติดอยู่ นั่งกรอกใบสมัครเสร็จเจ้าหน้าที่ก็เชิญขึ้นไปสัมภาษณ์กับผู้ชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการ ลักษณะการแต่งกายดี ใส่สูท (แต่ขัดกับหน้าตามากๆ ดูๆแล้วเหมือนเซลเดินขายเครื่องกรองน้ำตามบ้าน) โดยขึ้นไปสัมภาษณ์ชั้นบนทางขึ้นเป็นบันได้แคบๆชันๆอยู่ติดกับห้องที่มีประชาสัมพันธ์

คำถามการสัมภาษณ์ก็ทั่วๆไปที่แปลกคือคำถามที่ว่า ‘มีแฟนหรือยัง’ ย้ำชัดว่า ‘แฟน’ ไม่ได้หมายถึงคู่ชีวิตแต่อย่างใด เมื่อให้คำตอบก็ถามต่อไปอีกว่าแฟนมีผลต่อการตัดสินใจทำงานของเราหรือไม่ พอซักถามกันจนเป็นที่พอใจแล้วก็แนะนำเล่ารายละเอียดของบริษัทให้ฟัง โดยบอกว่าทางบริษัทฯ ทำประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทใหญ่ๆ อย่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, วอล์ดส์ดีสนี่, ดีแทค ฯลฯ เช่นโปรโมทซีดี คาราโอเกะ หรือโปรโมชั่นต่างๆ เจ้าหน้าที่ชี้แจงถึงการรับสมัครว่าปัจจุบันบริษัทฯกำลังหาคนเพิ่มเพื่อรับรองการขยายสาขาที่กำลังจะเปิดใหม่หลังจากที่เปิดมาแล้วกว่าร้อยสาขาทั่วกรุงเทพฯ สัมภาษณ์เสร็จก็บอกว่านี่เป็นแค่การคัดเลือกเบื้องต้น ทางบริษัทฯจะแจ้งผลการสัมภาษณ์อีกครั้งไม่เกิน 7 วัน
?
หลังจากนั้นผู้เขียนก็กลับไปรอผลการสัมภาษณ์ หลังจากนั้นประมาณ 5 วันประมาณทุ่มกว่าๆ ก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาแสดงความยินดีบอกว่าสัมภาษณ์ผ่านให้มาสัมภาษณ์รอบ 2 อีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเวลา 8.00 น. เมื่อไปถึงบริษัทฯตามเวลาที่กำหนดทางเจ้าหน้าที่ก็ให้นั่งรอ คนที่ผ่านการสัมภาษณ์ไม่ได้มีแค่ผู้เขียนคนเดียวแต่ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 3 คน ผู้ชาย 1 ผู้หญิง 2 รวมผู้เขียนด้วยก็เป็น 4 คน และหลังจากที่รอ 1 ชั่วโมงเต็มๆ เจ้าหน้าที่ ที่สัมภาษณ์เมื่อรอบแรกก็เดินเข้ามาพร้อมกับทีมงานอีก 4 คน (เท่าจำนวนคนที่สัมภาษณ์ผ่าน บุคลิกการแต่งกายคล้ายๆกัน คือใส่สูทเรียบร้อย แต่หน้าตากร้านแดด กร้านลม เหมือนเซลขายเครื่องกรองน้ำตามบ้าน แล้วก็เสียงแหบๆกันทุกคนเลย เหมือนพูดมาหลายรอบ) มาถึงก็มาแสดงความยินดี จับไม้จับมือ แล้วก็เริ่มจับคู่โดยทีมงาน 1 คนไปกับผู้สัมภาษณ์ 1 คน จากนั้นก็พาเดินออกจากบริษัท มายืนคุยกันอยู่ริมถนน (พหลโยธิน เยื้องๆเมเจอร์รัชโยธิน) ทีมงานที่มาเทรนด์ให้แนะนำตัวเองให้ฟังคราวๆ
ระหว่างที่คุยผู้เขียนสังเกตเห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งเดินมาสมทบในมือถืออะไรสักอย่างลักษณะเหมือนหนังสือกะด้วยสายตาประมาณ 1?2 ฟุต (ลักษณะและบุคลิกเหมือนกัน) แล้วทีมงานก็บอกกับผู้เขียนว่าเดี๋ยวเราจะออกนอกสถานที่กัน ใช้เวลาทั้งวันไม่ได้ติดธุระที่ไหนใช่หรือเปล่า ผู้เขียนก็ตกใจเลยถามทีมงานว่าจะพาไปที่ไหน แต่ทีมงานก็อิดออดบอกว่าเดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง ผู้เขียนจึงยื่นคำขาดว่าถ้าไม่บอกว่าจะไปไหนก็คงไปด้วยไม่ได้ ทีมงานจึงยอมบอกว่าไปแถวๆห้วยขวาง ผู้เขียนคิดว่าไหนๆก็มาแล้วต้องไปถ้าโดนหลอกจริงๆจะได้จำเป็นบทเรียน ระหว่างทางทีมงานก็พูดถึงคนที่สัมภาษณ์ผู้เขียน (คนที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการ) ว่าฐานะดี ควักเงินออกจากกระเป๋าแต่ละทีแบงค์พันเป็นปึก!! (แม่เจ้า!! รวยขนาดนั้นแต่ดันเดินมาทำงาน เห็นกะตาว่าเดินนำทีมงานมาจากปากซอยจนเข้าประตูบริษัท ไม่มีรถส่วนตัว ทั้งๆที่ที่จอดรถหน้าบริษัทออกจะว่าง)
ผู้เขียนรู้แก่ใจแล้วว่าโดนหลอกมาทำงานประเภทขายตรงแน่นอนแค่นี้ก็แย่แล้ว แต่ที่หนักคือจุดหมายปลายทางกลับไม่ใช่ย่านธุรกิจ สมกับตำแหน่งฝ่ายขายธุรกิจตามที่สมัคร แต่เป็นแฟลตห้วยขวางที่ใครเคยผ่านน่าจะทราบว่าทั้งเก่าทั้งโทรม ลงจากรถได้ทีมงานสาวทั้งสองคนก็ชวนกินข้าว ผู้เขียนโมโหมากจึงถามทีมงานทั้งคู่ว่า “พี่นัดหนูมาตั้งแต่ 8 โมงเช้ากว่าพี่จะมาก็ 9 โมง มาถึงพี่ยังมาขอกินข้าวอีกเหรอ แล้วตกลงจะให้ทำอะไรกันแน่” แต่ทีมงานทั้งคู่ก็ยังบอกให้ใจเย็นๆก่อนเดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะอธิบายงานให้ฟัง ได้ยินอย่างนั้นจึงคิดว่าไปดีกว่าผู้เขียนจึงทำทีว่าขอตัวไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน พอพ้นสายตาทีมงานมาได้ก็โบกแท๊กซี่กลับบ้านทันที
?จึงขอเตือนทุกท่านโดยเฉพาะผู้หญิงหากมีการนัดสัมภาษณ์งานกรุณาตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อน คิดถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักเพราะท่านอาจจะไม่โชคดีเหมือนผู้เขียนก็ได้ ความจริงยังมีเรื่องทำนองนี้อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประกันชีวิตแต่จะขอเอาไว้เล่าคราวต่อไป ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านบทความยาวๆนี้ขอให้ทุกท่านโชคดี
แล้วพบกันในบทความต่อไปค่ะ
เขียนโดย กุมภาพันธ์
ต.ค. 07 2008

6 Signs You Are In The Wrong Job

บางคนคิดว่า ?สู้ให้ฉันตกงานยังดีเสียกว่าที่จะให้ฉันต้องมานั่งทำงานที่ฉันไม่รักแบบนี้? แล้วคุณล่ะเป็น แบบนี้หรือไม่ ถ้ายังไม่รู้ ลองมาดูสัญญาณทั้ง 6 ที่บ่งบอกว่า ? you? re in the wrong job เข้าแล้วล่ะ? กันดีกว่า

1. Salary and Surrounded

เงินเดือนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงาน แต่ความรู้สึกกับที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือตัวงานก็เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้ได้เช่นกัน หากเงินเดือนที่ต่ำของคุณได้รับการปรับขึ้น แต่สภาพแวดล้อมที่กล่าวมาแล้วยังเหมือนเดิม (ไม่ดี) คุณคิดว่ามันจะทำให้คุณแฮปปี้กับงานมากขึ้นหรือไม่ หากคำตอบคือ ?ไม่? แล้วล่ะก็ เปลี่ยนงานซะเถอะค่ะ

2. Proud of Your Job

ดิฉันเคยพูดคุยกับแม่บ้านที่ทำหน้าที่กวาดพื้นถูพื้น และล้างห้องน้ำของบริษัทแห่งหนึ่ง เธอบอกว่าเธอภูมิใจที่ได้เป็นแม่บ้านในบริษัทนี้มากกว่าอีกบริษัทหนึ่งเสียอีก คุณเห็นไหมค่ะว่า ขนาดแม่บ้านยังภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองที่อาจไม่ได้สูงค่าสำหรับใครหลายๆ คนเลย แล้วคุณล่ะ ดิฉันมั่นใจว่าหน้าที่การงานของคุณคงไม่ต่ำต้อยด้อยค่าไปกว่าเธอแน่ๆ ดังนั้นหากงานที่คุณทำมันทำให้คุณรู้สึกว่ามันไม่เป็นประโยชน์กับคุณเลย หนำซ้ำยังรู้สึกว่าเสียเวล่ำเวลาที่ต้องมานั่งทำงานแบบนี้ด้วยล่ะก็ งานอื่นๆ ที่เหมาะสมกับคุณยังรอคุณอยู่ข้างหน้าค่ะ

3. Learn Nothing

การทำสิ่งใดๆ ก็ตามต่างต้องการการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นด้วยกันทั้งนั้น และทุกๆ อย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกและสังคม ดังนั้นตัวคุณเองต้องตามติดให้ทันเพื่อประโยชน์กับตัวคุณเอง รวมถึงงานของคุณด้วย หากคุณเป็นคนที่ดีรับเงินเดือนมาก แต่หน้าที่ความรับผิดชอบกลับไม่มากขึ้นตามไปด้วย และหาดเกิดกรณีที่บริษัทต้องการลด cost ของบริษัทลง เขามักจะเพ่งเล็งไปที่การปลดพนักงานที่ได้รับเงินเดือนสูง เพราะการปลดพนักงานเพียงคนเดียวนั้น เท่ากับสามารถจ้างพนักงานคนอื่นๆ ได้อีกหลายคน คุณคงรู้นะคะว่าอย่างไหนมันจะคุ้มค่ากับบริษัทมากกว่ากัน และคุณเองก็ย่อมเป็นหนึ่งในนั้น เพราะกรณีของคุณดันไปตรงกับทฤษฎีที่ว่านี้ยังไงล่ะ ดังนั้นทางแก้ไขก็คือ จงเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับตัวเองให้มากขึ้น เช่น หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์กับการทำงาน หรือขอหน้าที่ความรับผิดชอบจากเจ้านายให้มากขึ้น เพื่อให้เขาเห็นประโยชน์ในตัวคุณ

4. No Positive Feedback in the Future

หลายคนรู้สึกว่าไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเพียงพอกับการทำงานในแต่ละวันที่ผ่านไป ดิฉันอยากให้คุณลองสังเกตระหว่างการที่คุณไม่ได้รับคำชมเชยที่เพียงพอ กับการที่คุณไม่ได้รับแม้กระทั่งสัญญาณจากเจ้านายเลยว่าคุณก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งของบริษัทเหมือนกัน หากมันเป็นอย่างหลังแล้วนั่นหมายความว่า แสงสว่างในอาชีพที่คุณกำลังทำอยู่นั้นมันช่างริบหรี่ซะเหลือเกิน แต่หากคุณรักที่จะทำงานที่นั่นจริงๆ ทางหนึ่งที่คุณทำได้คือ โชว์ความสามารถของคุณให้เต็มที่กับงานที่คุณรับผิดชอบ และหมั่นซักถามถึง feedback เพื่อคุณจะได้นำมันมาปรับปรุงและพัฒนาตัวคุณให้ดีขึ้น

5. Hate Your Boss

เหตุผลอันดับหนึ่งของการเปลี่ยนงานก็คือ ไม่ถูกกับเจ้านาย อาจจะด้วยสาเหตุที่คุณไม่เคยมีทัศนคติที่ตรงกับเจ้านายคุณเลย เจ้านายคอยที่จะขัดแย้งกับความเห็นที่คุณเสนอทุกครั้งไป เจ้านายชอบคอยจ้องจับผิดจับตามองคุณทุกฝีก้าวจนทำให้คุณรู้สึกอึดอัดที่ต้องทำงานที่นี่ หรือต่อว่าคุณต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน จนทำให้คุณรู้สึกอับอายขายหน้า และในที่สุดก็ทำให้ทุกๆ วันของคุณกลายเป็น Boss-Hating Day ไปแล้วล่ะก็ วิธีเดียวที่จะหลีกหนีจากวันบ้าๆ แบบนี้ได้ก็คือเปลี่ยนงานไงคะ

6. Mismatch Between Your Life and Your Job

บางครั้งความแตกต่างระหว่างนิสัยหรือความชอบส่วนตัวของคุณ กับนโยบายของบริษัทที่ออกเป็นกฏสำหรับพนักงานอาจขัดแย้งกัน มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะปรับเปลี่ยนไปตามน้ำ หรือจะต่อต้านมัน บางทีสิ่งที่แตกต่างอาจจะเป็นสไตล์การทำงานที่ไม่เหมาะกับที่ทำงานของคุณ หรือวัฒนธรรมบางอย่างของบริษัทที่ขัดแย้งกับสิ่งที่คุณเป็นซะเหลือเกิน แต่หากคุณยอมรับและทำตามอย่างเต็มใจ ปัญหามันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามันเป็น conflict ลึกๆ ที่ติดอยู่ที่ใจคุณจนทำให้คุณรู้สึกอึดอัดแล้วล่ะก็ ให้คุณเตรียมพร้อมกับการหางานใหม่เลยดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพียงแต่ว่ามันจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป และใครพร้อมที่จะเผชิญหน้ารับมือ และปรับตัวได้ดีกว่ากันเท่านั้นเอง และหากคุณรับมันไม่ได้จริงๆ ทางออกเดียวคงมีแต่การหางานใหม่แน่ๆ ค่ะ

?

บทความจาก : นิตยสารเปรียว?

ต.ค. 07 2008

เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งาน

โดย ธีรภาพ วัฒนวิจารณ์
การหางานหรือเปลี่ยน งานในภาวะปัจจุบัน เป็นเรื่อง ไม่ง่ายนัก แม้ว่าจะมีประกาศ โฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต่างๆ รับสมัครงาน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วงานที่เราคิด ว่า เหมาะกับเรา อาจจะไม่เหมาะในสายตาของผู้รับหรือ ในทางกลับกันพบได้บ่อยๆ ว่างานที่เราไม่ตั้งใจจะทำ เรียกว่าสมัครไปงั้นๆ กลับได้ขึ้นมา ความไม่ลงตัวเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ผมเคยได้ฟังหญิงสาวท่านหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะกับงานประเภทที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านภาษาต่างประเทศ เธอไปสัมภาษณ์งาน ที่บริษัทข้ามชาติของไทยแห่งหนึ่งซึ่งว่ากันว่ามีการลงทุน ในจีนเป็นมูลค่ามหาศาลและตำแหน่งงานนั้นต้องการคนที่มีความรู้ทางด้านการบริหาร และเชี่ยวชาญภาษา อังกฤษกับภาษาจีน

สิ่งที่เธอพบจากคนสัมภาษณ์ก็คือ การเริ่มต้นสัมภาษณ์ว่า ตามใบสมัคร คุณเองมีความรู้เรื่องภาษาจีนดี ส่วนภาษาอังกฤษนั้น คุณเรียนจบโท ภาษาก็คง จะดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าจะไม่ถามคุณทั้งสองเรื่อง เอาเป็น ว่าเราคุยกันด้วยภาษาไทย และไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณเรียนมาก็แล้วกัน แถมท้ายตอนจบการสัมภาษณ์จากคนสัมภาษณ์ด้วยประโยคว่า คุณมีความสามารถเกินกว่าตำแหน่งงานของเรา คุณลองไปหางานที่อื่นที่เหมาะกับตัวคุณดีกว่า

เจอแบบผิดคาดอย่างนี้ทำเอาคุณสุภาพสตรีท่านนี้ซึมไปเลย

ความไม่ลงตัวเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เราจะไม่ คาดหวังกับการสมัครงาน แต่ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า การสมัครงานแต่ละครั้ง เป็นเรื่องที่จะต้องมีการ เตรียมตัวให้ดีที่สุด เพื่อว่าส่วนที่ผิดความคาดหมาย จะได้น้อยที่สุด แต่คงต้องยอมรับว่าคนสัมภาษณ์บางครั้งก็อาจจะไม่ได้ฉลาด หรือเก่งกว่าคนถูกสัมภาษณ์

ในเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ มีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวในการไปรับการสัมภาษณ์เข้าทำงาน ไม่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ กับบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายในช่วงคิดใหม่ทำใหม่ของเศรษฐกิจยุคขาลง จึงเก็บมาฝากท่านผู้อ่าน แน่นอนว่าคนที่ภาษาอังกฤษดี และเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว น่าจะไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

เขาเสนอว่าหลักการทั่วไปในการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ที่ดี คือ การสร้างความประทับ ใจที่ดีกับผู้สัมภาษณ์ ซึ่งสิ่งดีจะเกิดขึ้นได้ หากเขารู้สึกว่าคุณมีการทำการบ้าน หรือเตรียมตัวมาอย่างดี เพราะนั่นเป็นการบ่งว่าคุณมีความกระตือรือร้น และสนใจที่จะทำงานในองค์กรนั้น รวมทั้งสามารถ ตอบได้ว่าคุณสามารถให้อะไรกับองค์กรแห่งนั้น ไม่ใช่เกิดจากการร่อนใบสมัครไปทั่ว

การเตรียมตัวทำการบ้านที่ดี คือ การรู้ข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นเกี่ยวกับองค์กรนั้น โดยเริ่มตั้งแต่สถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ หรือสาขาสำคัญๆ ผลิตภัณฑ์และบริการ ลูกค้าหรือกลุ่มเป้า หมายของบริษัทคู่แข่งที่มีศักยภาพ ปรัชญาการทำงานการบริหาร รวมไปถึงประวัติความเป็นมา ข้อมูลทางด้านการเงินและความมั่นคงของบริษัท และสุดท้ายคือ ข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบริษัทในปัจจุบัน

ส่วนหลักในการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ คือ

? เตรียมตัวและคำตอบสำหรับคำถามที่พบ ได้บ่อย คุณอาจลองลำดับคำถามและคำตอบที่คุณ คาดว่าจะถูกถาม เช่น คำถามประเภท

“ลองบอกเกี่ยวกับตัวคุณ” คำตอบมักจะออกมาในรูปของการลำดับและไล่เรียงเกี่ยวกับการ ศึกษา ประสบการณ์และความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา และลงท้ายด้วยคุณสมบัติอะไรที่ทำให้คิดว่าคุณ เหมาะกับงานนั้น และสิ่งที่คุณจะให้กับองค์กร

“ทำไมจึงสนใจงานที่นี่” นี่เป็นคำถามหัวใจ ที่จะบ่งถึงความเหมาะสมของคุณกับงาน คุณควรตอบคำถามอย่างสั้น กระชับ ชัดเจน ซึ่งจะบ่งถึงความกระตือรือร้นที่คุณมีต่องานชิ้นนั้น แสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าคุณมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรและงานนั้นอย่างไร ชี้ให้เห็นว่าคุณจะสามารถให้อะไรกับองค์กร คำตอบที่เน้นถึงผลประโยชน์ในรูปของเงินแม้ว่าจะแสดงถึงความจริงใจ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์ไม่มั่นใจเกี่ยวกับความมุ่งมั่นในการทำงาน

“ทำไมจึงลาออกจากงานเก่า” จุดประสงค์ ของผู้สัมภาษณ์คือ อยากรู้ว่าคุณมีปัญหาอะไรจึงไม่สามารถทำงานที่เดิม ถ้าหากไม่มีปัญหาอะไร ควรให้คำตอบที่เป็นเหตุผลง่ายๆ เช่น ย้ายที่อยู่ เป็นงานชั่วคราว บริษัทหยุดดำเนินการ หรือไม่เห็นความก้าวหน้าในการทำงาน
หากคุณมีปัญหากับที่ทำงานเดิม ควรหลีกเลี่ยงการอธิบายในเชิงกล่าวโทษหรือให้ร้ายที่ทำงาน เก่า เพราะผู้สัมภาษณ์จะรู้สึกว่า เขาอยู่ในคิวต่อไป ที่จะถูกคุณให้ร้ายหลังลาออกจากงาน และควรแสดงให้เห็นว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความขัด แย้งหรือปัญหาในที่ทำงานเก่า

“อะไรที่เป็นส่วนดี หรือความสามารถที่มีอยู่” คุณควรแสดงให้เห็นว่าความสามารถที่คุณมีอยู่ สามารถก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไรกับองค์กร

“อะไรคือจุดอ่อนหรือข้อด้อยในตนเอง” พยายามให้ผู้สัมภาษณ์เห็นด้านบวกของจุดอ่อนนั้น เช่นคุณอาจตอบไปว่า คุณเป็นคนขี้กังวลและเพราะ ความกังวลทำให้คุณต้องทำงานจนเลิกดึกในบางครั้ง

“คุณถนัดที่จะทำงานคนเดียวหรือร่วมกับคนอื่น” คำตอบควรเป็นทั้งสองกรณีขึ้นกับสภาพการณ์ คุณควรยกตัวอย่างให้เห็นว่าคุณทำอย่างไรในแต่ละสถานการณ์

“อะไรคือเป้าหมายในอนาคตหรือเป้าหมาย ในการทำงาน” ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบว่า เป้าหมายของคุณกับองค์กรสามารถไปด้วย กันได้หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าคุณมีความ มุ่งมั่นและใฝ่รู้ในการทำงานและพัฒนา ศักยภาพที่มีอยู่

? หลังจากกำหนดคำตอบของ คำถามที่คุณอาจได้รับในการสัมภาษณ์ แล้ว สิ่งที่คุณต้องเตรียมต่อไปคือ การฝึกซ้อมการสัมภาษณ์จริงกับเพื่อน ควร ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีในการบอกเล่าเรื่องราวที่สำคัญเกี่ยวกับตัวคุณ การอัดเทป หรือสังเกตพฤติกรรมทางกายในการสัมภาษณ์จะช่วยให้เห็นข้อบกพร่อง

? เตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่จำเป็นให้ครบถ้วนและเป็นระเบียบ เตรียมสำเนา ผลงาน ในอดีต (หากมี) รวมทั้งรายชื่อของบุคคลในการอ้างอิงถึง

? แต่งกายให้เหมาะสมและดูเป็นมืออาชีพ ในบาง ครั้งคนถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก

? คุณควรจะระลึกถึงสิ่งต่อไปนี้ในวันสัมภาษณ์

- ก่อนการสัมภาษณ์ : ตรงต่อเวลา หรือมาก่อนเวลา สิ่งนี้แสดงถึงความตั้งใจและเป็นมืออาชีพ – แสดงถึงการมองโลกในด้านบวก ไม่กล่าวโทษที่ทำงานเก่า

- พยายามผ่อนคลายคิดเสมอว่า การสัมภาษณ์ไม่ใช่การสอบสวน

- ระหว่างการสัมภาษณ์ : แสดงให้เห็นว่าคุณมั่นใจในตนเอง สบตากับผู้สัมภาษณ์เป็นระยะ
- พูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป

- อย่าเอาแต่พูดอย่างเดียว การฟังจะทำให้คุณสังเกตและรู้ว่าผู้สัมภาษณ์ต้องการอะไร

- ในบางครั้งผู้สัมภาษณ์อาจเปิดโอกาสให้คุณเป็น ฝ่ายถาม ควรเลือกถามคำถามที่แสดงให้เห็นว่าคุณสนใจองค์กรนั้นในแง่ของการทำงาน เช่น คำถามประเภทเกี่ยวกับลักษณะงานขององค์กร หรือระบบการบริหาร อย่าถาม คำถามที่แสดงให้เห็นว่า คุณคิดถึงตัวเองเป็นหลัก เช่น การ ถามเรื่องวันลา หรือสิทธิประโยชน์พิเศษ หากจะถามคำถาม ให้มั่นใจว่าผู้สัมภาษณ์เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณ

หวังว่าเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คงจะมีประโยชน์กับคุณผู้อ่านที่กำลังอยู่ในช่วงของการหางานบ้าง ไม่มากก็น้อย…

ต.ค. 07 2008

การสัมภาษณ์งาน

1.?คำถามทั่วไปที่ผู้สัมภาษณ์นิยมใช้

-?ทำไมคุณคิดว่าคุณจะรู้สึกพอใจ?เมื่อได้ทำงานในตำแหน่งนี้?

ควรตอบว่าเป็นงานที่มีความก้าวหน้า?เป็นงานที่ทำได้ทำในสิ่งที่เรียนมา?เป็นงานที่ชอบมานาน?กิจการดีมีความมั่นคง?ได้ยินว่ากิจการมีชื่อเสียงที่สุดด้านนี้หรืออยากทำงานในกิจการเล็ก?ๆ?ที่อบอุ่น?มีโอกาสเรียนรู้งานได้มาก

-?เคยมีประสบการณ์งานด้านนี้หรือไม่?มีหรือไม่มีประสบการณ์ก็

ให้ตอบตามความเป็นจริง?หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็จะเป็นประโยชน์กับตัวผู้สมัครงานเอง?หากไม่มีก็ควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงานมา?หรือเคยทำงานแบบนี้กรณีไม่มีประสบการณ์ใด?ๆ?เลยก็ควรบอกไปตรง?ๆ?และพร้อมที่จะเรียนรู้เพราะมีใจชอบงานลักษณะนี้

-?ใช้คอมพิวเตอร์?หรือพูด?อ่าน?เขียน?ภาษาอังกฤษได้หรือไม่?

ทำได้หรือไม่ควรตอบไปตามความจริง?หากไม่ได้ควรตอบว่ากำลังจะไปเรียนรู้เพิ่มเติม?เพราะรู้ว่าจำเป็นและมีประโยชน์ในการทำงานมาก

-?ทำไมจึงออกจากงานเดิมที่ทำอยู่?หรือทำไมจึงคิดเปลี่ยนงาน?

ไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม?แม้จะทราบว่าที่ทำงานเดิมเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่ทำงานใหม่ที่กำลังสมัครงาน?เพราะจะถูกมองในแง่ลบ?ควรตอบว่าไม่ชอบบรรยากาศหรือวิธีการทำงานแบบธุรกิจ?หรืออะไรที่กว้าง?ๆ?และเน้นว่า?คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า?หรือต้องทำงานที่ท้าทายกว่า

-?สิ่งที่เรียนมาไม่ตรงกับงานที่ทำ?และจะทำงานได้อย่างไร?

ควรยอมรับความจริงว่าใช่?ไม่ตรงจริง?ๆ?แต่ผู้สมัครงานมีความสนใจในงานลักษณ์นี้มากกว่างานที่ตรงกับความรู้ที่เรียนมาจริง?ๆ

-?อยากจะถามอะไรเกี่ยวกับบริษัทบ้างไหม?ไม่ควรตอบว่าไม่มี?

แต่ควรถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ?หรือถามเกี่ยวกับบริษัท?ให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความสนใจในกิจการของบริษัท?หรือถามเกี่ยวกับสวัสดิการ?โครงการฝึกอบรมของบริษัท?เพื่อให้เห็นว่าผู้สมัครงานมีความต้องการ?มีจุดประสงค์ใดบ้างในอนาคต

-?ต้องการเงินเดือนเท่าไร?ไม่ควรตอบว่าไม่รู้?แต่ควรตอบว่าไม่

ต่ำกว่าเท่าไร?โดยสอบถามอัตราเงินเดือนของพนักงานระดับนี้?จากคนรู้จักหรือกิจการใกล้เคียงหรือเพื่อนฝูง?ผู้สมัครงานควรต้องรู้ว่าตัวเองต้องได้เงินเดือนเท่าไรจึงจะสามารถดำรงชีพได้และมีเงินเหลือเก็บบ้าง?หากไม่รู้จริง?ๆ?ว่าตนเองต้องการเงินเดือนเท่าไรจึงจะเหมาะสม?ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควรขอให้ดูความสามารถก่อน?จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ?

กรณีไม่เข้าใจคำถาม?ควรบอกผู้สัมภาษณ์ไปตรง?ๆ?ให้ถามคำถามใหม่อีกครั้ง?และหลังจาการสัมภาษณ์แล้ว?ควรมีการติดตามข่าวว่าได้งานหรือไม่แม่บริษัทจะบอกว่าจะติดต่อกลับมาเอง?เพื่อแสดงความสนใจจริงที่ต้องการจะทำงานบริษัทนั้น?ๆ

2.?ข้อที่ควรปฏิบัติในการเข้ารับการสัมภาษณ์

-?ศึกษารายละเอียดของบริษัทก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อจะได้มีเรื่องสนทนาขณะสัมภาษณ์และเป็นการแสดงความสนใจที่มีต่อบริษัท

-?ไปรับการสัมภาษณ์ตรงตามเวลา?โดยไปก่อนเวลาอย่างน้อย?10?นาที?หากไปช้าหรือไปไม่ได้ต้องรีบโทรศัพท์เพื่อขอเลื่อนนัดการสัมภาษณ์ออกไป

-?นั่งรออย่างเรียบร้อย?ไม่ควรเดินไปเดินมาหรือส่งเสียงดัง

-?ควรยิ้มให้ผู้สัมภาษณ์?ขณะเริ่มทักทายและกล่าวคำว่า???สวัสดี??

-?ควรถามผู้สัมภาษณ์?เกี่ยวกับงานที่จะให้ทำว่าจะให้ทำอะไร?ทำที่ไหน?ถ้าไม่มีคำถามเลยผู้สัมภาษณ์อาจคิดว่าผู้สัมภาษณ์ไม่มีความสนใจในงานที่จะสมัคร?แต่ไม่ควรถามมากจนผู้สัมภาษณ์รำคาญ

-?พูดให้ชัดเจนมีความเป็นธรรมชาติ?และด้วยความมั่นใจ

-?ใช้กริยา?วาจาสุภาพขณะตอบคำถาม?ผู้สัมภาษณ์อาจใช้วิธีแหย่ให้โกรธ?หรือใช้คำพูดดูถูก?เพื่อดูอารมณ์ของผู้สมัครงานขณะที่โมโห?หรือไม่พอใจ?ดังนั้นผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

-?แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย?ไม่พับแขนเสื้อทั้งแขนยาวและแขนสั้น

-?ควรตัดผมสั้นไม่ปล่อยไว้จนยาว?และโกนหนวดให้เรียบร้อย?(สำหรับผู้ชาย)

-?ควรใส่รองเท้าให้เรียบร้อย?และไม่ควรใส่รองเท้ากีฬา?รองเท้าสานหรือรองเท้าแตะ?ไม่ควรใส่ถุงเท้าสีสด?ๆ?หรือสีที่เป็นจุดเด่น

-?ควรมองหน้าผู้สัมภาษณ์?ไม่ควรหลบตาและนั่งตาลอย?มองนอกหน้าต่าง?มองโต๊ะหรือแสดงอาการขวยเขิน

-?ถ้าจะไอควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก?และกล่าวคำขอโทษ?ขณะสัมภาษณ์?ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง

-?ถ้าประตูห้องปิดควรเคาะประตูก่อนเข้าห้อง?และกล่าวขออนุญาตนอกจากนั้นต้องระวังอย่าลากเก้าอี้ให้มีเสียงดัง

-?คำถามที่ควรถามผู้สัมภาษณ์คือ?ถามว่าในสายตาของผู้สัมภาษณ์เราเป็นอย่างไรมีจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง?เพราะการทำเช่นนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สมัครงานในครั้งต่อไป

หลังจาการสัมภาษณ์แลัว?สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้พิจารณาผู้สมัครงานจะพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้?คือ?ความประทับใจครั้งแรก?ความฉลาด?มีไหวพริบ?ความคิดริเริ่ม?ความกระตือรือร้น?ความขยันหมั่นเพียร?ความสามารถในการสื่อข้อความ?และมีจุดมุ่งหมายของชีวิต

หวังว่าหลังจากที่ได้ทราบถึงวิธีการเลือกงานให้เหมาะสมกับตนเองแล้ว?การเตรียมตัวสมัครงาน?วิธีการสมัครงาน?การสัมภาษณ์งาน?คำถามและข้อปฏิบัติในการเข้ารับการสัมภาษณ์งานแล้ว?จะสามารถช่วยทำให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการสมัครงานและสัมภาษณ์งานทุกท่านน่ะค่ะ

ที่มา?:?สำนักงานจัดหางาน

ต.ค. 07 2008

ตัวอย่างการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ

ตัวอย่างการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ คำถามที่มักเจอ

Q: “So, tell me about yourself”

This question may be used to assess your personality, preparation, communication skills and ability to think on your feet. Prepare a list of what you do (your current or last job), your strengths (stick to job-focussed skills), and a summary of your career trajectory, linking your experience to the job at hand.

Q: “Why did you leave your last job?”

Respond positively ? “…for better career advancement or promotion opportunities, increased responsibility, more greater variety at work…”

Q: “Why do you want to do this job / work for this company?”

Demonstrate your knowledge of the company and re-emphasise your suitability for the position.

Q: “What do you think you have to offer this company?”

This is a chance to sing your own praises ? concentrating on the skills you have that are required for the position.

Q: “What do you think this position involves?”

This question is designed to reveal if you have thought about the position, done some research, listened to the interviewer, and can summarise all of this information clearly.

Q: “What do you know about the company?”

Demonstrate your interest in the job, and your understanding of the organisation and industry. Talk about the research you did into the company”s key areas of interest, its size, its main customers or current status, making reference to your source of information.

Q: “Do you +have any questions you would like to ask?”

Always prepare a question to ask the interviewer. Ask about the position, request clarification of general information about the company, or summarise your understanding and request confirmation. If they have already answered your questions tell them (be specific) so they know that you have thought about the position in preparing for the interview.

Q: “What do you believe are your key strengths?”

Prepare responses that give specific examples of your strengths at previous positions that will support your job application.

Q: “What do you believe are your weaknesses?”

No-one readily admits real weaknesses in an interview situation. It is general knowledge that this is an opportunity to turn the question into a positive. Think of something that relates to your experience of work that is plausible as a weakness but is not really a negative point. Eg; “I am very particular about detail”, “I become very focussed on the projects I am involved in”

Q: “Why have you had so many jobs?”

If you have had jobs in different industries or several positions in a short period, describe the positives ? that you were learning new skills, following different career paths, and travelling overseas etc. Refer to the experience you gained in past jobs that relates to the position under discussion.

Q: “What do you enjoy most about your current / last job?”

The trick with this question is to list what you have enjoyed about work that strongly relate to the key competencies of the position in question, and mention that you are looking forward to expanding your experience / scope in these areas.

Q: A question requesting confidential information about a previous employer

This may be a testing of your discretion and professionalism. It is best to reply that you would prefer not to divulge any confidential information (sales figures, for instance), citing the fact that you are sure your interviewer would expect the same discretion from their employees.
Q: “Where do you see yourself in five years time?”

This is an assessment of the extent of your ambition and career planning. You should demonstrate that your long term goals are appropriate for the position being discussed and your commitment to them.

Q: “Can you give me an example of your creativity / managerial / organisational skills?”
Think of some examples that prove that you possess the key attributes and competencies requested in the job ad and description. These are probably the areas on which your interviewer will probably focus.

Q: “Do you work well under pressure?”

Answer with a ”yes”, and give a specific example of a time when you were under pressure and how you rose to the challenge.

Q: “Tell me about when something went wrong”
Q: “Tell me about a time when you have encountered conflict in the workplace”
Q: “Have you ever had to deal with conflicting deadlines? How did you decide which task to complete?”

These are behavioural questions designed to elicit information about the required competencies for the position. Cite experiences in your past jobs, and always try to inject a positive note into your answer (e.g. that you learnt from the experience).

ต.ค. 07 2008

ฝ่าด่าน 10 คำถามโหด สัมภาษณ์งาน

เคยไหมที่รู้สึกตื่นเต้น ประหม่า และกลัวแบบไม่มีสาเหตุเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์งาน แถมบ่อยครั้งที่เจอคำถามง่ายๆ แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร
หลักในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ควรตอบให้ตรงประเด็น กระชับ ได้ใจความ มีความคิดสร้างสรรค์รวมถึงยกตัวอย่างเพื่อให้คำตอบชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นความจริง ซึ่งโดยทั่วไปการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาตั้งแต่ 20 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และตำแหน่งงานของผู้สมัคร นอกจากการเตรียมตัวตอบคำถาม ควรให้ความสำคัญเรื่องการแต่งกายและความตรงต่อเวลาด้วย

นี่คือสิบคำถามโหดที่ต้องผ่านไปให้ได้ ลองอ่านคำแนะนำในการผ่านด่านอรหันต์เป็นแนวทาง แล้วนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับรูปแบบการสัมภาษณ์ของตัวเอง อย่าลืมว่า 10 คำถามนี้ไม่มีคำตอบใดที่ถูกหรือผิด เพราะล้วนแต่เป็นคำถามที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ ทัศนคติต่างๆ เกี่ยวกับงาน ที่จะบ่งบอกความฉลาดในตัวคุณ

ที่สำคัญ หากมีการเตรียมพร้อมและซ้อมมากเท่าไหร่ ความมั่นใจก็มากขึ้นเท่านั้น เหมือนอย่างที่สามก๊กกล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ด่านหิน ที่เตรียมฝึกวิทยายุทธ์ไปได้เลย

1. ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟัง

Do
ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีสั้นๆ แบบกระชับได้ใจความ บอกเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเป็นผู้สมัครที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ รวมถึงยกตัวอย่างให้ฟังเพื่อช่วยอธิบายและเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเรา

เช่น “หลังจากเรียนจบด้านบัญชีและทำงานที่บริษัทตรวจสอบบัญชีมา 5 ปี ทำให้เป็นคนทำงานเร็วและละเอียดรอบคอบ เพราะการตรวจสอบบัญชีแต่ละครั้งมีระยะเวลากำหนดชัดเจนว่ากี่วันหรือกี่สัปดาห์ ทั้งยังฝึกความเป็นผู้นำ เพราะต้องดูแลน้องในทีมที่ออกตรวจงานด้วยกัน รวมถึงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันได้รับมอบหมายดูแลงานโปรเจคใหญ่ๆ อยู่เสมอ”

Don’t
การเล่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ตั้งแต่จบประถม มัธยม เข้ามหาลัย จนทำงาน แต่ไม่มีจุดเด่นอะไรเพียงพอที่จะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกสนใจในตัวคุณ

2. ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับงานนี้

Do
โอกาสมาถึงแล้ว อย่ากลัวที่จะพูด อาจจะเริ่มจากประสบการณ์และความสามารถที่เคยผ่านมา อันเป็นสาเหตุทำให้คุณเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ แล้วต่อด้วยเหตุผล ตัวอย่าง กรณีศึกษา สิ่งที่เป็นจุดเด่นและแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น

กรณีที่เพิ่งจบการศึกษาหมาดๆ ถ้าสมัยเรียนทำกิจกรรมมาเยอะ เช่น ออกค่าย ฝึกงาน โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ฯลฯ อย่าลังเลที่จะบอกเล่าว่ากิจกรรมเหล่านั้น ทำให้ตัวเองเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย รู้จักปรับตัว ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น และเรียนรู้เร็ว เป็นต้น

หากตกที่นั่งเด็กเรียน ไม่ค่อยสนใจกิจกรรม ให้ตอบว่าเป็นคนที่ทุ่มเทกับเรื่องที่ได้รับผิดชอบ เช่น เรื่องเรียนหรือรายงานกลุ่ม อาจยกเกรดเฉลี่ยเลขสวยๆ มาเป็นตัวอย่าง หรือวิธีการเลือกวิชาเรียน ที่แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมตัว วางแผนการเรียนมาเป็นอย่างดี

Don’t
การตอบคำถามสั้นๆ เช่น “ด้วยประสบการณ์ทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสามารถทำงานนี้ได้” แล้วจบทันที ในกรณีนี้ คุณอาจจบเห่ เพราะไม่มีเหตุผลและตัวอย่างที่จะทำให้ผู้สัมภาษณ์เชื่อและมั่นใจในตัวคุณ

3. ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง

Do
ทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ด้วยการอ่านรายละเอียดของงานและคุณสมบัติของผู้สมัครที่ทางบริษัทต้องการ ทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจ ถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่า เข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนัก อยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้น

Don’t
ถ้าไม่รู้ อย่าพยายามตอบ เพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมา ไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก

ผ่าน 3 ด่านอรหันต์มาได้ ที่เหลือไม่น่ายากเกินความสามารถ

4. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง

Do
ก่อนมาสัมภาษณ์งาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบและเข้าใจข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับองค์กรที่สมัคร เช่น ผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง ภาพลักษณ์องค์กร ที่มาและประวัติขององค์กร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คุณได้ทำการบ้านมา และให้ความสนใจกับองค์กรอย่างแท้จริง อย่าลืมย้ำตอนท้ายด้วยว่า หลังจากที่ศึกษาเกี่ยวกับองค์กร ทำให้เรามีความสนใจที่อยากจะทราบเกี่ยวกับองค์กรเพิ่มเติม

Don’t
การตอบแบบมั่นใจในตัวเองจนเกินไป หรือคำตอบที่สร้างภาพพจน์ไม่ดีให้กับตัวเอง เช่น “ทราบมาว่าที่นี่กำลังขาดผู้จัดการฝ่ายการตลาด ด้วยประสบการณ์งาน 3 ปีในด้านนี้ ทำให้คิดว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้” คำตอบอย่างนี้นอกจากไม่สร้างทัศนคติที่ดีขององค์กรให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการโอ้อวดตัวเองเกินไป

5. อะไรคือจุดมุ่งหมายระยะยาวในการทำงานของคุณ

Do
พูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต และต้องบอกวิธีที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ซึ่งควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่สัมภาษณ์อยู่ เช่น อีก 5 ปีข้างหน้าอยากเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่เต็มไปด้วยศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาพนักงานและองค์กรให้มีประสิทธิภาพ การที่จะถึงจุดนั้นได้ต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี เช่น การได้มีโอกาสทำงานที่บริษัทนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งในการเตรียมตัวสำหรับอนาคต และอาจเพิ่มเติมตัวอย่าง เช่น วิธีการทำงานของตน เป็นต้น

Don’t
การตอบในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัครอยู่ (ถึงแม้จะเป็นความจริง) เพราะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น อยากเปิดร้านอาหารในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้าตอบเช่นนั้น อาจโดนถามต่อว่าแล้วมาสมัครงานที่นี่ทำไม

6. ถ้าได้งานนี้ คุณคิดว่าจะทำงานที่นี่นานเท่าไหร่

Do
ให้มุ่งประเด็นไปที่ความทุ่มเทของตัวเองและความท้าทายของงาน ด้วยการบอกว่าตราบใดที่งานมีความยากและท้าทาย ก็จะขอจะทุ่มเทความสามารถของตัวเองให้เต็มที่เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับองค์กร

Don’t
บอกแผนการหรือระยะเวลา (ซึ่งเป็นความจริง) เช่น มีแผนไปเรียนต่ออีก 2-3 ปีข้างหน้า หรือ ทางบ้านมีแผนให้ไปช่วยธุรกิจที่บ้าน

7. อะไรคือจุดอ่อนของคุณ

Do
ควรเลือกจุดอ่อนที่เป็นความจริงและกำลังปรับปรุงหรือพัฒนาในขณะนี้ ที่สำคัญควรบอกผลลัพธ์หลังการปรับปรุงด้วย เช่น ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ เรียนมานานเท่าไหร่ ที่ไหน และผลการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

Don’t
มีหลายคนเคยบอกว่าให้เปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นจุดอ่อน เช่น เป็นคนทำงานหนักมากๆ ไม่เสร็จไม่กลับ อาจจะฟังดูดี แต่คุณกำลังทำลายตัวเอง เพราะปัจจุบันนี้การรู้จักจัดสรรเวลา (work life balance) เป็นประเด็นสำคัญของคุณภาพชีวิต อีกอย่างคุณกำลังโกหกเพื่อให้ดูดี แถมตอบผิดประเด็นอีกต่างหาก

8. ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า

Do
ตอบความจริงให้มากที่สุด แต่สั้นกระชับใจความ ไม่จำเป็นต้องตอบทั้งหมดถ้าความจริงมันเลวร้ายเหลือเกิน อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์อาจขออนุญาตติดต่อบุคคลอ้างอิงเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น

Don’t
ควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ที่ทำงานและนายเก่า เพราะเหล่านี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูแย่ และนั่นหมายถึงความกล้าที่จะวิจารณ์บริษัทต่อๆ ไปที่คุณร่วมงานด้วย

9. อะไรคือสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบในงานเก่า (หรืองานที่กำลังทำอยู่)

Do
ควรบอกสิ่งที่ชอบมากกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ และให้คำอธิบายรวมถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดเช่นนั้น

Don’t
บอกในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานหรืออ้างอิงถึงบุคคล เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังวิจารณ์คนอื่น ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่างที่แย่ๆ เกี่ยวกับงาน เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

10. อะไรคือสิ่งที่คุณประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต

Do
ควรจะเป็นเรื่องที่รู้สึกภูมิใจที่สุดในช่วง 1-2 ปีของการทำงาน คุณอาจพูดถึงการเลื่อนขั้น ปรับตำแหน่งในการทำงาน หรือตลอดระยะเวลาที่ทำงานมามีแต่ความราบรื่นไม่เคยมีปัญหากับลูกค้า

หากคุณมีความสำเร็จชัดเจน เช่น สามารถทำยอดการขายได้ทะลุเป้า 200% หรือ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 25% ให้เล่าที่มาของเรื่องนั้น วิธี แนวดำเนินการ ผลลัพธ์ ตลอดจนอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการแก้ปัญหา

ถ้าเป็นผู้สมัครที่เพิ่งจบการศึกษาหมาดๆ อาจจะพูดถึงเกรดเฉลี่ย หรือความภาคภูมิใจที่สามารถสอบเข้ามหาลัยที่มีชื่อเสียงได้

Don’t
การแต่งเรื่องขึ้นเองหรือพูดเกินจริงกว่าสิ่งที่ได้ทำ ส่งผลให้วิธีการเล่าแตกต่างไป ซึ่งผู้สัมภาษณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะสามารถตั้งคำถามต้อนจนจับได้ว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น

Guru Tips
*บริษัทบางแห่ง คำถามเหล่านี้จะถูกถามเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นถ้าจะให้ดี ควรฝึกตอบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

*ก่อนเข้าสู่ด่านอรหันต์ปราบเซียน ควรฝึกซ้อมหน้ากระจกก่อน เพื่อตรวจบุคลิกภาพ ที่สำคัญต้องมี eye contact หรือสบตาผู้สัมภาษณ์ อย่าหลบตาหรือมองเพดานเวลาสัมภาษณ์ แม้กระทั่งการนั่งเท้าคางหรือเท้าโต๊ะ ก็เป็นการทำให้คะแนนบุคลิกภาพลดลงอย่างน่าใจหาย

ทำไงดี เจอเจ้านายต่างชาติ
* บริษัทญี่ปุ่น อยากเห็นว่าที่พนักงานที่มีความนิ่ง อดทน อ่อนน้อมถ่อมตน แต่มีความมั่นใจในตัวเอง พูดจาไม่เยิ่นเย้อ สั้น กระชับ และหากสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ รับรองได้เปรียบกว่าเห็นๆ

* บริษัทฝรั่ง (International Firms) ส่วนใหญ่อยากได้เด็กที่มีความมั่นใจ กล้าพูดกล้าคิด ไฟแรง ทุ่มเท แต่ก็มีชีวิตด้านอื่นด้วยนะ อย่างเช่น มีงานอดิเรกทำ มีเที่ยวเล่นบ้างแต่ก็ทำงาน อีกอย่างที่สำคัญเลย บุคลิกภาพ ต้องดูมั่นใจ ดูคล่อง ฉะฉาน พูดภาษาอังกฤษได้

ขอบคุณข้อมูล นิตยสารสุดสัปดาห์ Column: Career Focus No.586 (1 July 2007)

ต.ค. 07 2008

ชนิดและกรรมวิธีของการสัมภาษณ์งาน

การสัมภาษณ์งานมีชนิด รูปแบบ และกรรมวิธีหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งผู้สมัครจำเป็นต้องทราบก่อนเข้า ทำการสัมภาษณ์ว่าเป็นการสัมภาษณ์ชนิดไหน เพื่อว่าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องในทางปฏิบัติ สำหรับชนิดและกรรมวิธีของการสัมภาษณ์งานที่ให้ไว้ข้างล่าง ต่างเป็นกรรมวิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป ในการสัมภาษณ์งานยุคปัจจุบัน ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับชนิดและกรรมวิธีเหล่านี้เสียก่อน

1.การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคล (Individual Interview)

การสัมภาษณ์งานแบบบุคคลต่อบุคคลเป็นชนิดที่ใช้กันทั่วไปสำหรับหน่วยงานหรือบริษัทที่ต้องการ คัดเลือกพนักงานในระดับทั่วๆ ไป ซึ่งการสัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ “ผู้สัมภาษณ์” จะติดต่อนัดหมายให้ “ผู้สมัคร” ไปทำการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว ในตำแหน่งงานที่ไม่ค่อยมีความสำคัญนักที่ “ผู้สัมภาษณ์” สามารถพิจารณาและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครทราบว่าตนจะต้องถูกสัมภาษณ์แบบบุคคลต่อบุคคลแล้ว ท่านก็ จำเป็นจะต้องเตรียมตัวไว้ก่อนล่วงหน้าตามคำแนะนำที่จะให้ไว้ในบทต่อไปเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อใดที่ท่านต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจแล้ว เมื่อนั้นท่านจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้กับเขาให้มากที่สุด

2.การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ (Phone Interview)

การสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการสอบถามธรรมดา เพื่อต้องการทราบว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทำการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอออกไป การสัมภาษณ์ชนิดนี้บางครั้งก็เรียก “Screening Interview” ซึ่งหมายถึงการกลั่นกรองเอาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ นัดไปสอบสัมภาษณ์แบบใดแบบหนึ่งที่หน่วยงานหรือที่บริษัทต่อไป
ขอให้เข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์จะดูเป็นสิ่งง่ายๆ ที่สามารถกระทำได้ทุกเวลาก็ตาม แต่สำหรับผู้สมัครงานแล้วถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็ได้ ทั้งนี้ เพราะหากท่านล้มเหลวใน ขั้นตอนแรกของการสัมภาษณ์งานนี้แล้ว โอกาสที่ท่านจะได้งานนั้นก็หมดไปทันทีโดยปริยาย

3.การสัมภาษณ์งานแบบใช้คณะผู้เชี่ยวชาญ (Panel or Board Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ “ผู้สัมภาษณ์” จะเป็น “กลุ่มบุคคล” ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โดยปรกติการสัมภาษณ์ชนิดที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญ มักจะเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ เท่านั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญก็เพราะต้องการให้เป็นการเลือกเฟ้นที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นหากท่านทราบว่าจะต้องรับการสัมภาษณ์ด้วยวิธีนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องเตรียมตัวและวางแนวทางการตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครจะต้องเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานแบบใช้กลุ่มคณะผู้เชี่ยวชาญนี้ ยังแบ่งออกเป็นแบบย่อยอีกสองแบบด้วยกันคือ:

(3.1) การสัมภาษณ์งานแบบอิสระ (Free Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ กลุ่มคณะ ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนสามารถถามผู้สมัครได้ตามความต้องการ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า ทางหน่วยงานหรือบริษัทให้อิสระในการตั้งคำถามแก่คณะผู้สัมภาษณ์เต็มที่ ดังนั้น สำหรับทางด้านผู้สมัครแล้ว การสัมภาษณ์ชนิดนี้นับว่ายากกว่าการสัมภาษณ์ชนิดอื่นๆ มากที่สุด เพราะเป็นการยากมากที่ผู้สมัครจะคาดหวังได้หมดว่าตนเองจะต้องตอบคำถามในเรื่องใดบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครรู้ตนเองจะถูกสัมภาษณ์ในลักษณะนี้ ก็คงเตรียมรับมือด้วยสมาธิมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามบุคลิกภาพของคณะผู้สัมภาษณ์แต่ละคนเป็นอันขาด

(3.2) การสัมภาษณ์แบบจัดรูปแบบคำถามที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน (Structured Interview)

การสัมภาษณ์ในลักษณะนี้ คณะผู้สัมภาษณ์แต่ละคนจะต้องตั้งคำถามให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กับคำถามของผู้อื่นหรือไม่ ก็อาจมอบหน้าที่ให้ผู้สัมภาษณ์แต่ละคนทำการสัมภาษณ์ในแต่ละด้านของข้อกำหนดในคุณสมบัติของผู้สมัคร อย่างเช่นประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา การศึกษา กิจกรรมพิเศษ ฯลฯ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์งานในแบบนี้จะทำให้ผู้สมัครไม่ต้องพะวงอยู่กับบุคลิกภาพของผู้สัมภาษณ์มากนัก ทั้งนี้ เพราะคำถามของแต่ละคนต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

4.การสัมภาษณ์แบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ (Situational Interview)

การสัมภาษณ์ชนิดนี้เป็นการทดสอบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้สมัคร ผู้สัมภาษณ์จะตั้งปัญหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการทดสอบว่า ผู้สมัครมีไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแค่ไหน จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์ชนิดนี้จะมีประโยชน์ต่อบริษัทหรือหน่วยงานมาก เพราะการรับเจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่ขาดไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะสร้างความยุ่งยากหรือความเสียหายให้กับบริษัทได้

5.การสัมภาษณ์งานแบบประเมินผลงานสำคัญ (Assessment Centers Interview)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการสัมภาษณ์งานแบบต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือผู้สัมภาษณ์จะมอบหมายให้ผู้สมัครทดลองปฏิบัติงานหรือสาธิตการทำงานของตนต่อหน้าผู้สัมภาษณ์ อย่างเช่น การสาธิตการขาย สาธิตการควบคุมเครื่องจักรเครื่องยนต์ ฯลฯ ซึ่งผู้สัมภาษณ์จะใช้วิธีประเมินผลจาการสาธิตนั้นๆ จะเห็นได้ว่าการสัมภาษณ์ชนิดนี้จะให้ผลตามความเป็นจริงแก่หน่วยงานมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะผู้สมัครจำเป่นจะต้องรอบรู้และมีประสบการณ์ในงานที่กำลังสมัครในระดับที่เชี่ยวชาญเท่านั้น จึงจะผ่านการคัดเลือกเข้าไปได้ ทำให้ทางบริษัทหรือหน่วยงานขาดความเสี่ยงต่อการต้อนรับพนักงานที่ขาดประสบการณ์ไปได้

6.การสัมภาษณ์งานโดยตัวแทนหางาน (Employment Agency)

การสัมภาษณ์งานชนิดนี้ ทางบริษัทหรือหน่วยงานมอบให้เป็นหน้าที่ของตัวแทนจัดหางาน ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสัมภาษณ์งานอื่นๆ ทั้งหมด จะเห็นว่าง่ายต่อผู้สมัครมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะตัวแทนจัดหางานไม่จำเป็นต้องซักถามอะไรมากนักนอกจากคุณสมบัติตามที่ทางหน่วยงานกำหนดเอาไว้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์งานชนิดนี้จะนำไปใช้เฉพาะการสมัครงานในตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญเท่านั้น ซึ่งคุณภาพของผู้สมัครอาจมีผลต่อการทำงานไม่มากนัก

ที่มา : thaihotelstaff.com