<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน &#187; อาชีพด้านเกษตรกรรม</title>
	<atom:link href="http://108thaijob.com/category/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://108thaijob.com</link>
	<description>รวมข้อมูลสำหรับการหางาน สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน และแนะนำอาชีพที่น่าสนใจ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Mar 2012 18:14:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>เพาะเห็ด เมืองหนาว ในห้องเย็น สร้างรายได้</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Nov 2010 04:30:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำพริกเห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มเห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[หมูยอเห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดดองสามรส]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดนางฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดยานางิ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหลินจือ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหลินจืออบแห้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหอม]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดหัวลิง]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดออริจิ]]></category>
		<category><![CDATA[เห็ดโคนญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรือนเพาะเห็ด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3363</guid>
		<description><![CDATA[ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อเห็ดหอมของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำฟาร์มเห็ดหอม เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการเพาะเห็ด พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อมเพาะเห็ดยานางิ หรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับการเพาะเห็ด จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผนิตนาฎ-วีระ ภัทรอานันท์ สองสามีภรรยา ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องโทรศัพท์มือถือ ทำฟาร์มเห็ด โดยใช้ระบบปิด เพาะเห็ดในห้องเย็น และโรงเรือนเปิดแบบประยุกต์ ที่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา</p>
<p>ผนิตนาฎ เล่าว่า ในช่วงฤดูหนาวปี 2549 เธอและวีระจะขับรถยนต์ไปพักผ่อนที่ อ.วังน้ำเขียว ช่วงเช้าเข้าไปที่บ้านสุขสมบูรณ์ เห็นบรรกาศในยามเช้าสวยงามมาก มีหมอกขาวเต็มไปหมด เลยคุยกับสามีว่าน่าจะหาซื้อที่สัก 2 ไร่ สร้างบ้านพักตากอากาศไว้สังสรรค์กับเพื่อรฝูง ขากลับแวะไปซื้อ<strong>เห็ดหอม</strong>ของชาวบ้าน รสชาติอร่อยมาก แต่ชาวบ้านมีปริมาณไม่มากนัก หลังจากนั้นไม่นานจึงเดินทางไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง เพื่อหาซื้อที่ ปรากฏว่ามีชาวบ้านเดือดร้อนเงินขายที่ 60 ไร่ ราคา 5.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจซื้อ</p>
<p>เรามาคิดกันสองคน แฟนบอกว่าน่าจะทำ<strong>ฟาร์มเห็ดหอม</strong> เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก แฟนจึงศึกษาหาความรู้จากตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับ<strong>การเพาะเห็ด </strong>พร้อมไปดูฟาร์มของชาวบ้านบ้าง จากนั้นทดลองสร้าง<strong>โรงเรือนเพาะเห็ด</strong> 1 โรงเรือน ในปี 2550 ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง จากนั้นขยายโรงเรือนเพิ่มขึ้น พร้อม<strong>เพาะเห็ดยานางิ</strong> หรือ<strong>เห็ดโคนญี่ปุ่น</strong> เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ในที่สุดแฟนตัดสินใจจะปักหลักอยู่วังน้ำเขียว เอาดีกับ<strong>การเพาะเห็ด</strong> จึงเซ้งกิจการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทั้งหมด ใช้เงินกว่า 40 ล้านบาทมา<strong>โรงเรือนเพาะเห็ด</strong>ทั้งหมด 50 โรงเรือน เป็นโรงเรือนระบบปิด 12 โรงเรือน <strong>เพาะเห็ด</strong>ได้โรงเรือนละ 1 หมื่นก้อน และระบบเปิดแบบประยุกต์อีก 38 โรงเรือน พร้อมตั้งชื่อฟาร์มว่า วังน้ำเขียว ฟาร์ม ผนิตนาฎ กล่าว</p>
<p>ผนิตนาฎ บอก อีกว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของ<strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น และเห็ดออริจิ </strong>ชอบอากาศหนาวกว่า 10 องศาเซลเซียส จึงทำโรงเรือนติดตั้งเครื่องทำความเย็น ปัจจุบันเพาะเห็ดทั้งหมด 6 ชนิด คือ <strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดออริจิ เห็ดหัวลิง เห็ดหลินจือ และนางฟ้า </strong>ผลผลิตทั้งหมดส่วนหนึ่งางขายที่หน้าฟาร์ม และอีกส่วนหนึ่งส่งตามร้านอาหาร รีสอร์ทในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ส่วนเห็ดที่ตกเกรดจะนำไปแปรรูป อาทิ<strong> เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น และเห็ดหัวลิง</strong> ดองซีอิ๊ว บรรจุกระปุกขนาด 240 กรัม ขาย 60 บาท <strong>เห็ดดองสามรส หมูยอเห็ดหอม น้ำพริกเห็ด เห็ดหลินจืออบแห้ง</strong> เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า<strong> มิสเตอร์ มัชรูม (Mister Mushroom)<span id="more-3363"></span></strong></p>
<div><img title="เพาะเห็ด" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/01/mushroom-cultivation1.jpg" alt="เพาะเห็ด " /></div>
<h3>การเพาะเห็ดระบบปิด</h3>
<p>ในห้องเย็น ผนิตนาฎบอกว่า สามารถป้องกันโรคได้ดี ที่สำคัญ<strong>เห็ด</strong>ที่เพาะในโรงเรือนห้องเย็นจะมีดอกที่สวยงาม ขนาดโตกว่า 1 เท่าตัว รสชาติดี อย่าง <strong>เห็ดหัวลิง ออริจิ </strong>จะใช้อุณหภูมิราว 10-15 องศาเซลเซียส <strong>เห็ดหอม </strong><strong>โคนญี่ปุ่น</strong>ราว 15-17 องศาเซลเซียส เป็นต้น</p>
<p>ลูกค้าหลักจะมาที่ฟาร์ม บางวันหากเป็นวันหยุดมีลูกค้ามาเป็นคณะถึง 20 คันรถบัส และมีรถยนต์ส่วนตัว และรถตู้อีก เห็ดวางขายหน้าฟาร์ม <strong>เห็ดหัวลิง</strong>ราคากิโลกรัมละ 300 บาท <strong>เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น</strong> ราคากิโลกรัมละ 240 บาท<strong> เห็ดหัวลิงแห้ง เห็ดหลินจือ</strong> กิโลกรัมละ 2,000 บาท และ<strong>เห็นางฟ้า</strong>กิโลกรัมละ 70 บาท ในแต่ละวันจะขายได้นับแสนบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็สูงพอสมควร โดยเฉพาะค่าไฟ และค่าแรงงานหลายสิบคน ผนิตนาฎกล่าว</p>
<p>นับว่าเป็นฟาร์มที่ทันสมัยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่ง<strong>โครงการท่องโลกเกษตร</strong> กับโต๊ะข่าวเกษตร คม ชัด ลึก จะจัดไปที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี อ.ปากช่อง และ อ.วังน้ำเขียว ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธุ์ 2553 นี้ จะพาไปชมและฟังการบรรยายสรุปที่ฟาร์มแห่งนี้ด้วย สนใจสอบถาม 0-2338-3356-7</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณประโยชน์ของหม่อน</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 09:44:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตภัณฑ์จากหม่อน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าไหม]]></category>
		<category><![CDATA[มัลเบอร์รี่]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นไหม]]></category>
		<category><![CDATA[ไหมไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3349</guid>
		<description><![CDATA[คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่ ไหมไทย เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไหมไทยจึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพเส้นไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาไหมไทย รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลายผ้าไหม ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ หม่อน หม่อนเป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนไทยนำหม่อนมาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่</p>
<p><strong>ไหมไทย</strong> เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและชาวเทศ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรผู้<strong>ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม</strong> <strong>ไหมไทย</strong>จึงได้รับการพัฒนาจากผืนผ้าที่ใช้ภายในท้องถิ่น กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย<span id="more-3349"></span></p>
<p>กรมหม่อนไหมได้กำหนดภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินงานในปีแรกของการก่อตั้ง เป็นหน่วยงานกรม คือ การพัฒนาคุณภาพ<strong>เส้นไหม</strong>และ<strong>ผลิตภัณฑ์จากหม่อน</strong>และไหมให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยดำเนินการส่งเสริมและพัฒนา<strong>ไหมไทย</strong> รวมถึงพืชเส้นใยอื่น ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การวิจัยพัฒนาพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหมให้มีผลผลิตสูงโดยใช้ต้นทุนต่ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพเหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด ออกแบบลาย<strong>ผ้าไหม</strong> ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทย วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหม หรือรังไหม ทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร อาทิ ชาใบหม่อนที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทำให้เส้นเลือดเกาะเป็นก้อน น้ำมัลเบอรี่หรือน้ำลูกหม่อน สบู่จากรังไหมที่มีสารป้องกันยูวี แชมพูสระผมช่วยถนอมและดูแลเส้นผม เป็นต้น โดยกรมจะให้การสนับสนุนงานต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในด้านงานวิจัย การผลิต แปรรูปและการตลาดควบคู่กันไป</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงไหม สิ่งที่ต้องกล่าวควบคู่กันไปคือ<strong> หม่อน หม่อน</strong>เป็นพืชชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ใบหม่อนเป็นส่วน ที่ใช้เลี้ยงไหม<strong> หม่อน</strong>เป็นพืชชนิดเดียวที่ตัวไหมกินเป็นอาหาร (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ บอกไว้ว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นได้พัฒนาพันธุ์ที่สามารถใช้<strong>ใบหม่อน</strong>และก้านอ่อนของหม่อนเป็น อาหารได้ ตลอดจนพันธุ์ไหมที่สามารถกินพืชตระกูลกะหล่ำ กินผลแอปเปิลโดยไม่แสดงอาการเป็นพิษ ตลอดจนปัจจุบันสามารถผลิตอาหารเทียมที่ไม่ใช้<strong>ใบหม่อน</strong>เป็นส่วนประกอบได้แล้ว แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตรังไหมก็ไม่สมบูรณ์เท่าเทียมกับการใช้หม่อนเป็น อาหาร เนื่องจากหนอนไหมมีความสามารถในการเปลี่ยนโปรตีนจากใบหม่อนเป็นเส้นใยไหมได้ ดีกว่าพืชชนิดอื่น) ขนาด ความหนาและลักษณะรูปร่างของใบหม่อนจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์ ใบหม่อนที่ดีมีคุณภาพจะต้องอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อไหม</p>
<p>ทุกวันนี้ คนไทยนำ<strong>หม่อน</strong>มาใช้ประโยชน์มากกว่านำใบไปเป็นอาหารของตัวไหม เช่น นำใบหม่อนมาทำชา (แต่ชาวญี่ปุ่นดื่มน้ำชาจากผงใบหม่อนและรากหม่อนมาเป็นเวลากว่า 60 ปี สืบต่อกันเป็นประเพณีมาช้านาน เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยรักษาสุขภาพ) นำผลมาทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม ทำเยลลี่ เวลาที่เขานำผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่าย เขาจะเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า <strong>มัลเบอร์รี่</strong>(mulberry) บางคนก็จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะรู้จักแต่สตรอเบอร์รี่ พึงจดจำไว้ว่า <strong>มัลเบอร์รี่</strong>มันคือ<strong> หม่อน</strong> นั่นเอง</p>
<p>ใน<strong>ใบหม่อน</strong>มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรตไขมัน ความชื้น เส้นใยและเถ้า ในตำราสมุนไพรจีน กล่าวถึงสรรพคุณของหม่อนไว้อย่างมากมาย เช่น <strong>ยอดหม่อน </strong>นำมาต้มใช้ดื่มและล้างตาเพื่อบำรุงสายตา<strong> ใบหม่อน </strong>นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่า สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระต่าย ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตและลดอัตราการตายของหนูที่มีสาเหตุจากมะเร็งในตับได้ <strong>กิ่งหม่อน</strong> ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก รักษาอาการปัสสาวะสีเหลือง กลิ่นฉุนเกิดจากความร้อนภายใน ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี ขจัดความร้อนในปอดและกระเพาะอาหาร ขจัดการหมักหมมในกระเพาะอาหารและเสลดในปอด นอกจากนั้นยังใช้รักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เหน็บชา โดยใช้กิ่งหม่อนและโคนต้นหม่อนเก่า ๆ มาตัดเป็นท่อน ผึ่งไว้ให้แห้ง นำมาต้มดื่มก็สามารถขจัดโรคดังกล่าวได้<strong> ผลหม่อน</strong> รักษาโรคไขข้อ บำรุงหัวใจ บำรุงผมให้ดกดำ <strong>รากหม่อน</strong> สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด</p>
<div><img title="หม่อน" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/05/pillow1.jpg" alt="หม่อน" /></div>
<p>วิโรจน์ แก้วเรือง เขียนบทความเรื่อง มีอะไรใหม่ในชาหม่อน ระบุไว้ว่า ในใบหม่อนมีสารเควอซิติน (Quercetin) และ เคมเฟอรอล (Kaempferol) ซึ่งเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่มีคุณสมบัติดังนี้</p>
<p>1. ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้น<br />
2. ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง<br />
3. ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่<br />
4. ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว<br />
5. สารทั้งสองชนิดนี้ สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางลำไส้เล็กและไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ<br />
6. พืชใช้สารเหล่านี้เพื่อใช้ทนต่อลม ฝน แสงแดด ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่ สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องอาศัยพืช นอกจากนั้นยังพบสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารสำคัญ 2 ชนิด ที่กล่าวมาข้างต้น</p>
<p>แม้จะยังกล่าวถึงประโยชน์ของ<strong>หม่อน</strong>ยังไม่หมดแต่ก็คงเห็นคุณค่าของหม่อนขึ้นมาบ้าง รู้หรือยังว่าทำไมตัวไหมถึงเลือกกินแต่ใบหม่อนเพราะมันมีคุณประโยชน์ อย่างนี้นี่เอง</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">เดลินิวส์</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้าวฮางสมุนไพร</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 09:43:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหอมมะลิ 105]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวฮาง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวฮางสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดพันธุ์ข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[โอท็อป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3347</guid>
		<description><![CDATA[สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำข้าวฮาง ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็นข้าวฮางสมุนไพรตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สร้างความแตกต่างให้แก่ ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือข้าวฮางสมุนไพรกลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย</p>
<p>ย้อนไปเมื่อปี 2544 เกษตรกรชาวบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น รวมกลุ่มตั้งศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กขึ้น เน้นผลิต<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ชุมชน เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง และป้อนให้ศูนย์<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ขอนแก่นในแต่ละปีมีจำนวนหลายตัน แต่ ไพศาล ผาจันดา ในฐานะผู้นำกลุ่ม มองว่าการผลิต<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>นั้นมีมูลค่าไม่มากนัก จึงตัดสินใจนำผลผลิตข้าวชุมชนมาแปรรูปการทำ<strong>ข้าวฮาง</strong> ตามแบบฉบับภูมิปัญญาของชาวบ้าน ล่าสุดมาประยุกต์เป็น<strong>ข้าวฮางสมุนไพร</strong>ตรา ขวัญนา ได้โอท็อป 4 ดาว ขายในราคากิโลกรัมละ 45 บาท<span id="more-3347"></span></p>
<p>ไพศาล บอกว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็ก ต.ใหม่นาเพียง ถือว่าเป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เริ่มต้นจากสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีถึง 70 คนแล้ว ช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขายให้เกษตรกรที่เป็น สมาชิกรายละ 1 กระสอบ และผลิตคืนให้แก่ศูนย์<strong>เมล็ดพันธุ์ข้าว</strong>ขอนแก่นฤดูกาลละ 3 กระสอบ ทำให้มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นการขายวัตถุดิบ จึงคิดว่าควรที่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าขึ้น ในปี 2547 จึงเริ่มแปรรูปทำเป็นข้าวฮาง โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น มาถ่ายทอดถึงวิธีการทำด้วย ในช่วงแรกเป็นการแปรรูปออกจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ ตามเทศกาลงานไหมของ จ.ขอนแก่น งานวันเกษตรภาคอีสาน จน 2 ปีถัดมาคือในปี 2549 เริ่มมีออเดอร์จากกรุงเทพฯ เข้ามา ครั้งละ 100-200 กิโลกรัม จนผลิตไม่ทัน</p>
<p>แรกเราไม่มีตราหรือยี่ห้อเป็นของตัวเอง จึงคิดว่าควรจะมียี่ห้อหรือแบรนด์เป็นของตัวเอง กระทั่งปี 2550 จึงติดยี่ห้อ ขวัญนา มีรูปร่วงข้าวเป็นโลโก้ โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ร่วมกันออกแบบ พร้อมสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์ ข้าวทั่วไปคือ<strong>ข้าวฮางสมุนไพร</strong>กลิ่นกระชายดำ ตะไคร้ และใบเตย โดยหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนสนับสนุนเครื่องกะเทาะเปลือก<strong>ข้าวฮาง </strong>รวมทั้งเครื่องอัดสุญญากาศในระยะแรก ซึ่งปัจจุบันก็มีโรงสีชุมชนเป็นของกลุ่ม และที่สำคัญเราได้<strong>โอท็อประดับ 4 ดาว</strong>ด้วย เขากล่าว</p>
<p>ปัจจุบันศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชนบ้านถลุงเหล็กมีกำลังการ ผลิต<strong>ข้าวฮาง</strong>ตรา ขวัญนา วันละ 200 กิโลกรัม ข้าวเปลือกเมื่อผ่านกระบวนการกะเทาะเปลือกแล้วจะได้ข้าวกว่า 100 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามในแต่ละเดือนจะมียอดขายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000 กิโลกรัม คิดราคาเพียง กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนราคาขายปลีกที่มีการบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้วคิดราคากิโลกรัมละ 70 บาท โดยกลุ่มตลาดมีทั้งลูกค้าจากกรุงเทพฯ สมุทปราการ นอกจากนี้ยังส่งขายตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ศูนย์โอท็อป และงานเทศกาลต่างๆ</p>
<div><img title="ข้าวฮางสมุนไพร" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/06/herb-rice-granary1.jpg" alt="ข้าวฮางสมุนไพร" /></div>
<p>เรามีรูปแบบการบริหารภาคการผลิต โดยมีสมาชิกในกลุ่มแวะเวียนมาทำวันละ 4 คน สมาชิกที่ทำ<strong>ข้าวฮาง</strong>จะได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท พอสิ้นปีจะมีรายได้จ่ายเงินปันผลให้แก่สมาชิกทุกๆ คน หากสมาชิกลงหุ้นละ 100 บาท จะได้เงินปันผล 30 บาท ในปีที่ผ่านมามีสมาชิกได้รับเงินปันผลคนละ 5,000 บาท เนื่องจากมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีรายได้และกำไรกลับคืนสู่สมาชิกมากตามด้วย ไพศาล กล่าว</p>
<p>สำหรับขั้นตอนการทำ<strong>ข้าวฮาง</strong> เริ่มจากการนำ<strong>ข้าวหอมมะลิ 105</strong> มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นก็เอาไปนึ่ง ซึ่งในขั้นตอนนึ่งนั้นหากต้องการใส่สมุนไพรก็นำตะไคร้หรือใบเตยมารองที่ก้น ซึ้งนึ่งทับด้วยข้าวเปลือก ก่อนจะนำไปตากแดดบนนั่งร้านประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วเข้าสู่กระบวนการกะเทาะเปลือกข้าวออก และมาคัดเมล็ดที่สมบูรณ์และกากข้าวที่ปะปนมาทิ้งไป จากนั้นนำไปบรรจุหีบห่อซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย<br />
สำหรับผู้ที่สนใจข้าวฮางสมุนไพรสามารถสอบถามได้ที่โทร.08-1369-1552</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตราผีเสื้อ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Nov 2010 09:43:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตเยื่อกระดาษ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมักชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยอินทรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยเคมี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3345</guid>
		<description><![CDATA[ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า ปุ๋ยตราผีเสื้อ เป็นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ</p>
<p>การผลิต<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพหรือปุ๋ยหมัก</strong>จากวัสดุเหลือใช้และเศษไม้ยูคาลิปตัสใน<strong>กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ</strong>ของโรงงานฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ ธุรกิจในเครือเอสซีจี เปเปอร์นั้น ไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานเท่านั้น ยังสามารถนำซากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งในรูปของ<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong> ภายใต้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า<strong> ปุ๋ยตราผีเสื้อ<span id="more-3345"></span><br />
</strong><br />
เราต้องการทำให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ของเสียจากโรงงานจากกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะไม่ทิ้ง แต่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง อย่างน้ำเสียจากโรงงานหลังการบำบัดเราก็จะนำมาใช้รดต้นไม้ภายในโรงงานและ กล้าพันธุ์ยูคาลิปตัสที่เราเพาะเลี้ยงไว้ ส่วนกากเศษเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ก็จะนำมาทำ<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong>เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูก ยูคาลิปตัส</p>
<p>จุมพฎ ตัณมณี กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ในเครือเอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้าพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสบอกเล่าถึงนโยบายของบริษัทแม่ เอสซีจี เปเปอร์ ที่เน้นการนำเศษสิ่งวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดปริมาณการกำจัดของเสียโดยวิธีเดิมแล้วยังเพิ่มมูลค่าเศษ วัสดุเหลือใช้ ด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ชุมชนในเครือข่ายนำไป ปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานพื้นที่เป้าหมายในการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องดิน</p>
<p>บอสใหญ่สยามฟอเรสทรีเผยต่อว่า สำหรับโครงการผลิต<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>จากเศษวัสดุเหลือทิ้งของโรงงานผลิต<strong>เยื่อกระดาษ </strong>ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีวัตถุดิบหลักคือกากวัสดุเหลือทิ้งในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ผลิตกระดาษมาเข้าสู่ขั้นตอนการทำ<strong>ปุ๋ยหมักชีวภาพ </strong>โดยใช้หลักการทำงานระบบกองแบบเติมอากาศระบายความร้อนโดยแรงลมจากเครื่องอัดอากาศ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 2,000 ตันต่อปี</p>
<p>ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการผลิต<strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong> มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงสามารถลดปริมาณกากของเสียที่ต้องฝังกลบประมาณ 6,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 5 แสนบาท แต่เราได้ผลิตภัณฑ์<strong>ปุ๋ยอินทรี</strong>ย์ประมาณ 2,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3 ล้านบาท ส่วนผลตอบแทนทางอ้อมจะช่วยลดการใช้<strong>ปุ๋ยเคมี</strong>ของเกษตรลงได้ประมาณ 2,000 ตันหรือคิดเป็นมูลค่า 3 ล้านบาท</p>
<p>จุมพฎ ระบุอีกว่า <strong>ปุ๋ยอินทรีย์</strong>ที่ผลิตได้นี้ส่วนใหญ่จะแจกจ่ายให้เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4,000 รายในพื้นที่ภาคอีสาน นอกจากนี้ยังจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไปเพื่อนำไปใส่พืชผัก ไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว ข้าวฟ่างหวาน อ้อย พืชผักสมุนไพรและหญ้าเลี้ยงสัตว์ ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยตราผีเสื้อของบริษัทกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เรื่อยๆ</p>
<p>ตอนนี้เราทำปุ๋ยบรรจุกระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 300 บาท แต่ถ้าเป็นเกษตรกรในเครือข่ายราคาจะอยู่ที่ 110 บาท ส่วนถุงเล็กเราจะแจกฟรีให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งขณะนี้เรามีเป้าหมายอยู่ที่ 4,000 ไร่รอบๆ โรงงาน โดยจะมี 2 สูตรให้เลือกคือ สูตรเติมสารอาหารในดินและสูตรเพิ่มผลผลิต ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนำไปใช้ประโยชน์กับพืชชนิดใด จุมพฎกล่าวทิ้งท้าย</p>
<p><strong>ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ</strong>ตรา ผีเสื้อ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคุณภาพมาตรฐานของสยามฟอเรสทรี ที่ผลิตจากวัตถุดิบกากวัสดุเหลือใช้ของไม้ยูคาลิปตัสที่นำมาผลิต<strong>เยื่อกระดาษ</strong> โดยมีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายค่า<strong>ปุ๋ยเคมี</strong>ให้แก่เกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกไม้ ยูคาลิปตัส</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปลูกพริกกะเหรี่ยง</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Nov 2010 09:15:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พริกกะเหรี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[พริกขี้หนูสวน]]></category>
		<category><![CDATA[พริกพันธุ์คีรีราษฎร์ 1]]></category>
		<category><![CDATA[พริกหนุ่มเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3340</guid>
		<description><![CDATA[คุณลักษณะที่เด่นเฉพาะตัวของพริกกะเหรี่ยง คือ ต้องปลายแหลม ก้นโต สีส้มจัด (ไม่แดงคล้ำ) เผ็ดแต่ไม่แสบลิ้นและมีกลิ่นหอม อาจจะกล่าวได้ว่าพริกกะเหรี่ยงเป็นวัฒนธรรมของคนกะเหรี่ยง ก็ว่าได้ ถึงกับมีคำกล่าวว่า มีข้าว มีพริก มีฟืน ไม่ต้องมีเงิน ก็อยู่ได้ หลายคนเคยรับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำพริกกะเหรี่ยง แต่ไม่ทราบว่าพริกกะเหรี่ยงคือพริกอะไร   พริกกะเหรี่ยงไม่ใช่พริกขี้หนูสวน ในธรรมชาติพริกขี้หนูสวนจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในพื้นที่ปลูกที่ร่ม รำไรในขณะที่พริกกะเหรี่ยงชอบแสงแดดจัด การปลูกพริกกะเหรี่ยงของคนกะเหรี่ยงจะปลูกแบบพืชไร่โดยการเอาเมล็ดพริกผสม กับเมล็ดพืชอื่น ๆ อาทิ เมล็ดฟัก, แฟง, แตง กวา ฯลฯ หว่านในไร่หลังจากที่หยอดเมล็ด ข้าวไปแล้ว เมล็ดข้าวงอกก่อนและเป็นร่มเงา ให้ต้นกล้าผักซึ่งรวมถึงต้นกล้าพริกด้วย ระหว่างที่รอต้นข้าวให้ผลผลิตชาวกะเหรี่ยง จะได้กินผักชนิดต่าง ๆ เป็นอาหาร เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จต้นพริกกะเหรี่ยงอยู่ ในระหว่างออกดอกและติดผลพอดี ชาวกะเหรี่ยงทยอยเก็บเกี่ยวพริกกะเหรี่ยงได้ต่อเนื่องถึง 5-6 เดือน  ชาวกะเหรี่ยงบอกถึงคุณลักษณะที่เด่นเฉพาะตัวของพริกกะเหรี่ยงดังนี้ ต้อง ปลายแหลม ก้นโต สีส้มจัด (ไม่แดงคล้ำ) เผ็ดแต่ไม่แสบลิ้นและมีกลิ่นหอม พริกกะเหรี่ยงว่ามีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีลำต้นใหญ่ การแตกแขนงดี สามารถเก็บผลผลิตติดต่อกันได้ระยะเวลานาน นิยมแปรรูปเป็นพริกแห้งโดยใช้พริกกะเหรี่ยงสด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณลักษณะที่เด่นเฉพาะตัวของพริกกะเหรี่ยง คือ ต้องปลายแหลม ก้นโต สีส้มจัด (ไม่แดงคล้ำ) เผ็ดแต่ไม่แสบลิ้นและมีกลิ่นหอม</p>
<p>อาจจะกล่าวได้ว่า<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>เป็นวัฒนธรรมของคนกะเหรี่ยง ก็ว่าได้ ถึงกับมีคำกล่าวว่า มีข้าว มีพริก มีฟืน ไม่ต้องมีเงิน ก็อยู่ได้ หลายคนเคยรับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำ<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong> แต่ไม่ทราบว่า<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>คือพริกอะไร</p>
<p> <span id="more-3340"></span></p>
<p><strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ไม่ใช่<strong>พริกขี้หนูสวน</strong> ในธรรมชาติ<strong>พริกขี้หนูสวน</strong>จะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในพื้นที่ปลูกที่ร่ม รำไรในขณะที่<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ชอบแสงแดดจัด การปลูก<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ของคนกะเหรี่ยงจะปลูกแบบพืชไร่โดยการเอาเมล็ดพริกผสม กับเมล็ดพืชอื่น ๆ อาทิ เมล็ดฟัก, แฟง, แตง กวา ฯลฯ หว่านในไร่หลังจากที่หยอดเมล็ด ข้าวไปแล้ว เมล็ดข้าวงอกก่อนและเป็นร่มเงา ให้ต้นกล้าผักซึ่งรวมถึงต้นกล้าพริกด้วย ระหว่างที่รอต้นข้าวให้ผลผลิตชาวกะเหรี่ยง จะได้กินผักชนิดต่าง ๆ เป็นอาหาร เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จต้น<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>อยู่ ในระหว่างออกดอกและติดผลพอดี ชาวกะเหรี่ยงทยอยเก็บเกี่ยว<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ได้ต่อเนื่องถึง 5-6 เดือน </p>
<div><img title="พริกกะเหรี่ยง" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/08/karen-pepper1.jpg" alt="พริกกะเหรี่ยง" /></div>
<p>ชาวกะเหรี่ยงบอกถึงคุณลักษณะที่เด่นเฉพาะตัวของ<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ดังนี้ ต้อง ปลายแหลม ก้นโต สีส้มจัด (ไม่แดงคล้ำ) เผ็ดแต่ไม่แสบลิ้นและมีกลิ่นหอม <strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ว่ามีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีลำต้นใหญ่ การแตกแขนงดี สามารถเก็บผลผลิตติดต่อกันได้ระยะเวลานาน นิยมแปรรูปเป็นพริกแห้งโดยใช้<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>สด 3 กิโลกรัม เมื่อเป็นพริกแห้งได้น้ำหนักเฉลี่ย 1-1.3 กิโลกรัม ปัจจุบันโรงงานที่ผลิตซอสพริกนิยมนำเอา<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>แห้งไปปั่นผสมกับ<strong>พริกหนุ่มเขียว</strong>เพื่อเพิ่มความเผ็ดและมีกลิ่นหอม </p>
<p>ผศ.ดร.จานุลักษณ์ ขนบดี จากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง ได้กล่าวว่า การปลูก<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>ของเกษตรกรในเขตพื้นที่ ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูก<strong>พริกกะเหรี่ยง</strong>แซมหรือปลูกหมุนเวียนร่วมกับพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เป็นต้น </p>
<p>โดยสามารถปลูกพริกได้เพียงละ 1 ครั้งเท่านั้น ศักยภาพในการผลิต<strong>พริกกะเหรี่ยง </strong>ของเกษตรกรในเขต ต.คีรีราษฎร์ สามารถผลิตพริกได้เฉลี่ยเพียง 200-300 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม มีผลผลิตออกในแต่ละปีเฉลี่ยวันละ 200,000 กิโลกรัม จากการดำเนินงานนักวิจัยได้รวบรวมพันธุ์พริกพื้นเมืองจนได้พริกสายพันธุ์ดี 14 สายพันธุ์ </p>
<p>หลังจากนั้นทำการทดสอบและประเมินพันธุ์โดยนักวิจัยและภาคเอกชน ผลสำเร็จที่ได้ คือ <strong>พริกพันธุ์คีรีราษฎร์ 1</strong> ที่สามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่ และ ให้ผลผลิตสูงมากกว่า 1.5 ตันต่อไร่ และได้ส่งเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปเพาะและเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์เพื่อการ ผลิตและจำหน่ายเป็นพริกพันธุ์การค้าในระยะต่อไป </p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">เดลินิวส์</a></span> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปลูกผักไร้ดิน เสริมรายได้</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%8-2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%8-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Nov 2010 09:13:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ผักปลอดสารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักไร้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ผักไฮโดรโพนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3338</guid>
		<description><![CDATA[ปลูกผักไร้ดิน หรือไฮโดรโพนิกส์ เสริมรายได้ แนวโน้มความต้องการตลาดมากขึ้น เป็นผักปลอดสารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือแม้แต่ตัวของเกษตรกรเอง เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้คนที่รักสุขภาพ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ ไกรภูมิ โตทับเที่ย หนึ่งในทายาทตระกูลดังเจ้าของธุรกิจ ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้” เบนเข็มสู่วงการเกษตร ในนาม สวนผักสวัสดี ซึ่งยึดทำเลพื้นที่ใจกลางเมืองตรัง ปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ส่งขาย ภายใต้ยี่ห้อ ผักลอยฟ้า ปลูกผักไร้ดินในโรงเรือน มุ้งตาข่าย มีกระบะใส่โฟมเจาะเป็นช่องๆ วางต้นกล้าให้รากลงไปแช่ในสารละลายธาตุอาหาร พร้อมปั๊มอากาศเพื่อให้ออกซิเจนแก่รากผัก ซึ่งจะช่วยแก้สารพิษตกค้างอันจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและผู้ปลูก ไกรภูมิ แจง ทั้งนี้ ไกรภูมิ ในวัยเกือบ 30 ปี ยอมรับว่า ที่สนใจปลูกผักไร้ดิน หรือไฮโดรโพนิกส์ เพราะมองว่าแนวโน้มจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ที่สำคัญเป็นผักปลอดสารพิษ จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือแม้แต่ตัวของเกษตรกรเอง ปลูกได้ 2-3 ปีแล้ว มีผักกาดขาว คะน้า ผักรับประทานกับสลัด โดยสร้างเป็นโรงเรือนมีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิด จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง ผักจึงเติบโตเร็วกว่าการปลูกในดิน เพราะได้รับสารครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะ ผลคือ นอกจากทำให้ได้ผลผลิตสูงแล้ว ยังมีรสชาติดีด้วย ไกรภูมิ แจง พร้อมยอมรับว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปลูกผักไร้ดิน หรือไฮโดรโพนิกส์ เสริมรายได้ แนวโน้มความต้องการตลาดมากขึ้น เป็นผักปลอดสารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือแม้แต่ตัวของเกษตรกรเอง</p>
<p>เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้คนที่รักสุขภาพ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ ไกรภูมิ โตทับเที่ย หนึ่งในทายาทตระกูลดังเจ้าของธุรกิจ ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้” เบนเข็มสู่วงการเกษตร ในนาม สวนผักสวัสดี ซึ่งยึดทำเลพื้นที่ใจกลางเมืองตรัง ปลูก<strong>ผักไฮโดรโพนิกส์</strong>ส่งขาย ภายใต้ยี่ห้อ ผักลอยฟ้า</p>
<p>ปลูก<strong>ผักไร้ดิน</strong>ในโรงเรือน มุ้งตาข่าย มีกระบะใส่โฟมเจาะเป็นช่องๆ วางต้นกล้าให้รากลงไปแช่ในสารละลายธาตุอาหาร พร้อมปั๊มอากาศเพื่อให้ออกซิเจนแก่รากผัก ซึ่งจะช่วยแก้สารพิษตกค้างอันจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและผู้ปลูก ไกรภูมิ แจง<span id="more-3338"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ไกรภูมิ ในวัยเกือบ 30 ปี ยอมรับว่า ที่สนใจปลูก<strong>ผักไร้ดิน</strong> หรือ<strong>ไฮโดรโพนิกส์</strong> เพราะมองว่าแนวโน้มจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ที่สำคัญเป็น<strong>ผักปลอดสารพิษ</strong> จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือแม้แต่ตัวของเกษตรกรเอง</p>
<p>ปลูกได้ 2-3 ปีแล้ว มีผักกาดขาว คะน้า ผักรับประทานกับสลัด โดยสร้างเป็นโรงเรือนมีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิด จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง ผักจึงเติบโตเร็วกว่าการปลูกในดิน เพราะได้รับสารครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะ ผลคือ นอกจากทำให้ได้ผลผลิตสูงแล้ว ยังมีรสชาติดีด้วย ไกรภูมิ แจง</p>
<p>พร้อมยอมรับว่า การปลูกผักแบบนี้ควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ง่ายกว่า แถมลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ฝนแล้งได้ และใช้พื้นที่ปลูกน้อย ปลูกใหม่ได้ทันทีหลังเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องรอฤดูกาล ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืช หรือเลือกปลูกได้ในช่วงที่ผักราคาแพง</p>
<div><img title="ผักไร้ดิน" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/08/organic-vegetables1.jpg" alt="ผักไร้ดิน" /></div>
<p>ข้อจำกัด คือ การลงทุนในการก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ ครั้งแรกจะสูงมาก ส่วนปุ๋ยและสารละลายธาตุอาหารที่นำมาใช้ก็มีราคาสูง เนื่องจากต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยตรง ไกรภูมิ ยอมรับและว่า</p>
<p>ไกรภูมิกล่าวว่า ปัจจุบันผักชนิดนี้ในเมืองตรังกำลังเป็นที่นิยมของผู้คนในวงกว้าง เนื่องจากมั่นใจว่าผลผลิตปลอดสารพิษ เพราะลดสารเคมีกำจัดวัชพืชได้ถึง 99% ลดการใช้น้ำเมื่อเทียบกับปลูกผักในดินได้ถึง 98% ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 95% แถมเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 45%</p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%8-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปุ๋ยหมักจากกากอ้อย</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 09:02:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กากตะกอนอ้อย]]></category>
		<category><![CDATA[กากอ้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมักชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟินเตอร์เค้ก]]></category>
		<category><![CDATA[เศษใบอ้อย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3335</guid>
		<description><![CDATA[กากอ้อย มาแปรสภาพเป็น ปุ๋ยหมักชีวภาพ คุณภาพชั้นดี สร้างมูลค่าและเพิ่มประโยชน์ให้แก่อาชีพทางการเกษตร แม้จะทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทผลิตน้ำตาลรายใหญ่ แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นเกษตรกรในฐานะหมอดินอาสา จนสามารถคว้ารางวัลหมอดินอาสาดีเด่น สาขาการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมัก ประจำปี 2551 ของกรมพัฒนาที่ดิน สำหรับ สุริวงค์ แห้วเพ็ชร เกษตรกรหนุ่มไฟแรง แถมควบตำแหน่งกำนันแห่ง ต.ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี มีแนวคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งเหลือใช้จากการทำการเกษตรในท้องถิ่นอย่าง กากอ้อย มาแปรสภาพเป็น ปุ๋ยหมักชีวภาพ คุณภาพชั้นดี เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มประโยชน์ให้แก่อาชีพทางการเกษตร รวมถึงคืนความสมดุลให้แก่ผืนแผ่นดินที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้เป็นอย่างดี  สุริวงศ์ เล่าว่า หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ก็ใช้ความรู้ที่เล่าเรียนมามาทำงานอยู่ในโรงงานที่กรุงเทพฯพักใหญ่ ก่อนหันมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มขั้น หลังตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิดเพื่อยึดอาชีพปลูกอ้อยส่งโรงงานอ้อย บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัวที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ด้วยพื้นฐานความรู้ดีกรีวิศวะ จึงมองเห็นมูลค่าของกากตะกอนอ้อยหรือที่เรียกว่า ฟินเตอร์เค้ก ซึ่งเป็นวัตถุเหลือใช้มีอยู่เป็นจำนวนมาก น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ จึงทดลองนำมาใส่ในไร่อ้อย ปรากฏว่าดินดีขึ้น จากนั้นจึงได้นำความคิดนี้มาต่อยอด โดยปรึกษากับสถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี เพื่อนำมาเป็นวัสดุหลักในการผลิตเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ  หลังทดลองใช้แล้วได้ผล ผมจึงได้แนะนำให้เกษตรกรทดลองใช้บ้าง ซึ่งก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี จากนั้นจึงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นภายในหมู่บ้านเมื่อปี 2547 ชื่อว่า กลุ่มเกษตรกรทำสวนทัพหลวง ตอนนั้นมีสมาชิกเริ่มแรก 50 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กากอ้อย มาแปรสภาพเป็น ปุ๋ยหมักชีวภาพ คุณภาพชั้นดี สร้างมูลค่าและเพิ่มประโยชน์ให้แก่อาชีพทางการเกษตร</p>
<p>แม้จะทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทผลิตน้ำตาลรายใหญ่ แต่ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นเกษตรกรในฐานะหมอดินอาสา จนสามารถคว้ารางวัลหมอดินอาสาดีเด่น สาขาการผลิตและการใช้<strong>ปุ๋ยหมัก</strong> ประจำปี 2551 ของกรมพัฒนาที่ดิน สำหรับ สุริวงค์ แห้วเพ็ชร เกษตรกรหนุ่มไฟแรง แถมควบตำแหน่งกำนันแห่ง ต.ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี มีแนวคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งเหลือใช้จากการทำการเกษตรในท้องถิ่นอย่าง <strong>กากอ้อย</strong> มาแปรสภาพเป็น<strong> ปุ๋ยหมักชีวภาพ</strong> คุณภาพชั้นดี เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มประโยชน์ให้แก่อาชีพทางการเกษตร รวมถึงคืนความสมดุลให้แก่ผืนแผ่นดินที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้เป็นอย่างดี <span id="more-3335"></span></p>
<p>สุริวงศ์ เล่าว่า หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ก็ใช้ความรู้ที่เล่าเรียนมามาทำงานอยู่ในโรงงานที่กรุงเทพฯพักใหญ่ ก่อนหันมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มขั้น หลังตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิดเพื่อยึดอาชีพปลูกอ้อยส่งโรงงานอ้อย บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัวที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ด้วยพื้นฐานความรู้ดีกรีวิศวะ จึงมองเห็นมูลค่าของ<strong>กากตะกอนอ้อย</strong>หรือที่เรียกว่า <strong>ฟินเตอร์เค้ก</strong> ซึ่งเป็นวัตถุเหลือใช้มีอยู่เป็นจำนวนมาก น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ จึงทดลองนำมาใส่ในไร่อ้อย ปรากฏว่าดินดีขึ้น จากนั้นจึงได้นำความคิดนี้มาต่อยอด โดยปรึกษากับสถานีพัฒนาที่ดินอุทัยธานี เพื่อนำมาเป็นวัสดุหลักในการผลิตเป็น<strong>ปุ๋ยหมักชีวภาพ</strong> </p>
<p>หลังทดลองใช้แล้วได้ผล ผมจึงได้แนะนำให้เกษตรกรทดลองใช้บ้าง ซึ่งก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี จากนั้นจึงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นภายในหมู่บ้านเมื่อปี 2547 ชื่อว่า กลุ่มเกษตรกรทำสวนทัพหลวง ตอนนั้นมีสมาชิกเริ่มแรก 50 คน ทำ<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>เพื่อใช้กันเองในกลุ่ม ต่อมาทางจังหวัดอุทัยธานีให้งบประมาณสนับสนุนในรูปของวัตถุดิบและเครื่องจักร </p>
<p>สุริวงศ์อธิบายถึงกระบวนการผลิต<strong>ปุ๋ยหมักชีวภาพ</strong>จาก<strong>กากอ้อย</strong>ว่า มีส่วนผสมที่สำคัญ ได้แก่ <strong>กากตะกอนอ้อย</strong>หรือ<strong>เศษใบอ้อย</strong>จำนวน 1,000 กก. มูลสัตว์จำนวน 200 กก. สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ของกรมพัฒนาที่ดิน 1 ซอง ส่วนวิธีการกอง<strong>ปุ๋ยหมัก</strong><br />
ขั้นตอนแรก นำเศษวัสดุที่จะใช้ทำ<strong>ปุ๋ยหมัก</strong> (<strong>กากตะกอนอ้อย</strong>หรือ<strong>เศษใบอ้อย</strong>) มา กองเป็นชั้นแรกขนาดกว้าง 2-3 เมตร สูงประมาณ 30-40 ซม. ย่ำให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม<br />
ขั้นตอนที่สอง นำมูลสัตว์ประมาณ 50 กก. มาโรยบนชั้นของวัตถุดิบให้ทั่วแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ขั้นตอนที่สาม นำสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ละลายน้ำ รดให้ทั่วกองและขั้นตอนสุดท้าย นำเศษวัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมักมากองทับแล้วนำมูลสัตว์โรยทับให้ทั่วทั้งผิวหน้า เป็นอันเสร็จเรียบร้อย </p>
<p>การดูแลกอง<strong>ปุ๋ยหมัก</strong> ควรรดน้ำสม่ำเสมอไม่ให้กองปุ๋ยแห้งและแฉะจนเกินไป กลับกอง<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>ประมาณ 7-10 วันต่อครั้ง เพื่อเป็นการระบายอากาศและลดความร้อนภายในกองปุ๋ย ทำให้การย่อยสลายเป็นไปด้วยดี ส่วน<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>ที่เสร็จและนำไปใช้ปรับปรุงดินได้ สีของเศษวัสดุจะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ ลักษณะของวัสดุจะอ่อนนุ่มและเปื่อยยุ่ย ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นฉุน ความร้อนภายในกองปุ๋ยจะใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก </p>
<p>ขณะนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ครั้งละ 100 ตัน โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ที่ผ่านมา<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>จากกากอ้อยช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและสมาชิกไม่น้อย กว่าปีละ 1.5 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่ามีรายได้อยู่ประมาณ 1.2 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาปุ๋ยเคมีเป็นหลัก หากปุ๋ยเคมีแพงปริมาณการซื้อ<strong>ปุ๋ยหมัก</strong>ก็จะมากขึ้น หมอดินอาสาดีเด่นกล่าวทิ้งท้าย </p>
<p>จากความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรในฐานะหมอดินอาสา ทำให้ สุริวงศ์ แห้วเพ็ชร คว้ารางวัลหมอดินอาสาดีเด่น สาขาการผลิตและการใช้<strong>ปุ๋ยหมัก</strong> ประจำปี 2551 ของกรมพัฒนาที่ดิน สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วไปต้องการความรู้เพิ่มเติมหรือทดลองนำ<strong>ปุ๋ยหมัก</strong> ไปใช้โทร.0-5659-6525 หรือ 08-1953-0188 ได้ </p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span> </p>
<div><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_ad_client = "pub-7933057503289316";
/* 336x280, created 7/24/09 */
google_ad_slot = "7510466590";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// ]]&gt;</script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/expansion_embed.js"></script><script src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></script><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
// ]]&gt;</script><ins><ins id="google_ads_frame1_anchor"></ins></ins></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปลูกมะละกอแขกดำ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 09:01:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มะละกอ]]></category>
		<category><![CDATA[มะละกอพันธุ์แขกดำ]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3333</guid>
		<description><![CDATA[เกษตรกรหลายรายเข้าใจผิดว่ามะละกอที่ปลูกเป็นโรคจุดวงแหวน แต่ความจริงแล้วเกิดจากละอองของยาฆ่าหญ้า ทำให้ใบหงิกงอและชะงักการเจริญเติบโต หลายคนก็ทราบดีว่าปัญหาหลักของการปลูกมะละกอ ในประเทศไทยคือ โรคไวรัสจุดวงแหวน หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า โรคจุดวงแหวน ซึ่งปัจจุบันนี้มีการระบาดไปทุกพื้นที่ของการปลูกมะละกอ  และนี่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พื้นที่การปลูกมะละกอในประเทศไทยลดลงเป็นลำดับ ในทางวิชาการต่างก็ทราบดีว่าเมื่อมะละกอ เป็นโรคจุดวงแหวนแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้อย่างรุนแรง ต้นมะละกอจะเป็นโรคนี้ตายก่อนที่ต้นมะละกอจะออกดอกและติดผลด้วยซ้ำไป มะละกอทุกสายพันธุ์ที่ปลูกกันอยู่ในขณะนี้ มีโอกาสเป็นโรคจุดวงแหวนได้ทุกสายพันธุ์ แม้แต่พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ก็ไม่ต้านทานต่อโรคนี้เช่นกัน  ในการแก้ปัญหาโรคจุดวงแหวนในมะละกอแบบยั่งยืน จะต้องใช้วิธีเทคโนโลยีการตัดต่อยีนหรือวิธีการพันธุวิศวกรรม ซึ่งขณะนี้งานวิจัยมะละกอตัดต่อยีนที่กรมวิชาการเกษตรทำไว้ประสบผลสำเร็จและเสร็จสิ้นลง แล้วในส่วนของการหาพันธุ์ต้านทานโรคจุดวงแหวน  ผศ.ดร.วิชัย โฆสิตรัตน์ จากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยว กับโรคจุดวงแหวนในมะละกอว่า ไวรัสจุดวงแหวนเป็นไวรัสทำลายผลผลิตมะละกอเป็นส่วนมากและยังรวมถึงแตงด้วย โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ เพลี้ยอ่อนไม่ใช่ศัตรูสำคัญของมะละกอ เป็นแมลงที่หาอาหารด้วยการดูด ชิมต้นอื่นอีก โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิดใน การดูดชิมจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่งและ ถ่ายเชื้อไวรัส ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวสวนที่มักปลูกพืชตระกูลแตงร่วมในแปลงมะละกอ ซึ่งเป็นพืชที่เป็นบ้านของไวรัส ชนิดเดียวกันทำให้การควบคุมโรคยิ่งยากเข้าไปอีก  ในขณะที่ รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี จากภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กลับมองต่างมุมออกไปเกี่ยวกับปัญหาโรคจุดวงแหวนในมะละกอไม่น่าจะใช่เรื่องสำคัญที่สุด ถ้าเกษตรกรมีการจัดการบำรุงรักษาต้นมะละกอให้แข็งแรงและสมบูรณ์ จะทนทานต่อโรคได้ดีระดับหนึ่ง แต่กลับห่วงปัญหาเรื่องการใช้ยาฆ่าหญ้าในแปลงปลูกมะละกอ ไม่ว่าจะเป็นสารฆ่าหญ้าในกลุ่มไกลโฟเสท และสาร 2, 4-ดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เกษตรกรหลายรายเข้าใจผิดว่ามะละกอที่ปลูกเป็นโรคจุดวงแหวน แต่ความจริงแล้วเกิดจากละอองของยาฆ่าหญ้า ทำให้ใบหงิกงอและชะงักการเจริญเติบโต</p>
<p>หลายคนก็ทราบดีว่าปัญหาหลักของการปลูก<strong>มะละกอ</strong> ในประเทศไทยคือ โรคไวรัสจุดวงแหวน หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า โรคจุดวงแหวน ซึ่งปัจจุบันนี้มีการระบาดไปทุกพื้นที่ของการปลูกมะละกอ </p>
<p>และนี่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พื้นที่การปลูก<strong>มะละกอ</strong>ในประเทศไทยลดลงเป็นลำดับ ในทางวิชาการต่างก็ทราบดีว่าเมื่อ<strong>มะละกอ</strong> เป็นโรคจุดวงแหวนแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้อย่างรุนแรง ต้น<strong>มะละกอ</strong>จะเป็นโรคนี้ตายก่อนที่ต้น<strong>มะละกอ</strong>จะออกดอกและติดผลด้วยซ้ำไป <strong>มะละกอ</strong>ทุกสายพันธุ์ที่ปลูกกันอยู่ในขณะนี้ มีโอกาสเป็นโรคจุดวงแหวนได้ทุกสายพันธุ์ แม้แต่พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ก็ไม่ต้านทานต่อโรคนี้เช่นกัน </p>
<p>ในการแก้ปัญหาโรคจุดวงแหวนใน<strong>มะละกอ</strong>แบบยั่งยืน จะต้องใช้วิธีเทคโนโลยีการตัดต่อยีนหรือวิธีการพันธุวิศวกรรม ซึ่งขณะนี้งานวิจัยมะละกอตัดต่อยีนที่กรมวิชาการเกษตรทำไว้ประสบผลสำเร็จและเสร็จสิ้นลง แล้วในส่วนของการหาพันธุ์ต้านทานโรคจุดวงแหวน </p>
<div><img title="มะละกอแขกดำ" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/09/papaya-blackamoor1.jpg" alt="มะละกอแขกดำ" /></div>
<p>ผศ.ดร.วิชัย โฆสิตรัตน์ จากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยว กับโรคจุดวงแหวนใน<strong>มะละกอ</strong>ว่า ไวรัสจุดวงแหวนเป็นไวรัสทำลายผลผลิต<strong>มะละกอ</strong>เป็นส่วนมากและยังรวมถึงแตงด้วย โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ เพลี้ยอ่อนไม่ใช่ศัตรูสำคัญของ<strong>มะละกอ</strong> เป็นแมลงที่หาอาหารด้วยการดูด ชิมต้นอื่นอีก โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิดใน การดูดชิมจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่งและ ถ่ายเชื้อไวรัส ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวสวนที่มักปลูกพืชตระกูลแตงร่วมในแปลง<strong>มะละกอ </strong>ซึ่งเป็นพืชที่เป็นบ้านของไวรัส ชนิดเดียวกันทำให้การควบคุมโรคยิ่งยากเข้าไปอีก </p>
<p>ในขณะที่ รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี จากภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กลับมองต่างมุมออกไปเกี่ยวกับปัญหาโรคจุดวงแหวนใน<strong>มะละกอ</strong>ไม่น่าจะใช่เรื่องสำคัญที่สุด ถ้าเกษตรกรมีการจัดการบำรุงรักษาต้น<strong>มะละกอ</strong>ให้แข็งแรงและสมบูรณ์ จะทนทานต่อโรคได้ดีระดับหนึ่ง แต่กลับห่วงปัญหาเรื่องการใช้ยาฆ่าหญ้าในแปลงปลูก<strong>มะละกอ</strong> ไม่ว่าจะเป็นสารฆ่าหญ้าในกลุ่มไกลโฟเสท และสาร 2, 4-ดี โดยเฉพาะสาร 2, 4-ดี ละอองยาสามารถ ฟุ้งกระจายไปไกลได้นับร้อยเมตร เมื่อต้น<strong>มะละกอ</strong>ได้สัมผัสสารฆ่าหญ้าจะทำให้ใบหงิก และมีลักษณะอาการเหมือนกับโรคไวรัสจุด วงแหวน<span id="more-3333"></span> </p>
<p>ทำให้เกษตรกรหลายรายเข้าใจผิดว่า<strong>มะละกอ</strong>ที่ปลูกเป็นโรคจุดวงแหวน แต่ความจริงแล้วเกิดจากละอองของยาฆ่าหญ้า ทำให้ใบหงิกงอและชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นเกษตรกรที่ปลูก<strong>มะละกอ</strong>จะต้องตระหนักเป็นพิเศษ ไม่ควรฉีดพ่นสารฆ่าหญ้าในแปลงปลูก<strong>มะละกอ</strong> </p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">เดลินิวส์</a></span> </p>
<div><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_ad_client = "pub-7933057503289316";
/* 336x280, created 7/24/09 */
google_ad_slot = "7510466590";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// ]]&gt;</script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/expansion_embed.js"></script><script src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></script><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
// ]]&gt;</script><ins><ins id="google_ads_frame1_anchor"></ins></ins></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะพร้าวกะทิลูกผสม สายพันธ์ใหม่</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Nov 2010 09:00:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวกะทิ]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวกะทิน้ำหอม]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวกะทิลูกผสม]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวลูกผสมกะทิ]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3331</guid>
		<description><![CDATA[มะพร้าวลูกผสมกะทิพันธุ์ใหม่ทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ YDK และ NHK เป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรภายในปี 2553 นี้ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อการค้าเพื่อเพิ่มรายได้อย่างแพร่หลาย นับเป็นข่าวดีที่ กรมวิชาการเกษตร ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวกะทิลูกผสมพันธุ์ใหม่ 2 พันธุ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร พิจารณาประกาศเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพื่อการค้า  นายสมชาย วัฒนโยธิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทีมนักวิจัยเริ่มปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิที่สวนผลิตพันธุ์มะพร้าว ลูกผสมคันธุลี ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2538 โดยได้รับความร่วมมือจากสวนมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ของบริษัท อูติเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน จำกัด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งสนับสนุนพ่อพันธุ์มะพร้าวกะทิสายพันธุ์แท้ 1 พันธุ์ จำนวน 44 ต้น นำมาผสมกับแม่พันธุ์มะพร้าว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์น้ำหอม สายพันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย สายพันธุ์มลายูสีแดงต้นเตี้ย สายพันธุ์ทุ่งเคล็ด และสายพันธุ์เวสท์อัฟริกันต้นสูง พันธุ์ละ 100 ต้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มะพร้าวลูกผสมกะทิพันธุ์ใหม่ทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ YDK และ NHK เป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรภายในปี 2553 นี้ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อการค้าเพื่อเพิ่มรายได้อย่างแพร่หลาย</p>
<p>นับเป็นข่าวดีที่ กรมวิชาการเกษตร ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์<strong>มะพร้าวกะทิลูกผสม</strong>พันธุ์ใหม่ 2 พันธุ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร พิจารณาประกาศเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพื่อการค้า<span id="more-3331"></span> </p>
<p>นายสมชาย วัฒนโยธิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทีมนักวิจัยเริ่มปรับปรุงพันธุ์<strong>มะพร้าวลูกผสมกะทิ</strong>ที่สวนผลิตพันธุ์มะพร้าว ลูกผสมคันธุลี ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2538 โดยได้รับความร่วมมือจากสวน<strong>มะพร้าวกะทิ</strong>พันธุ์แท้ของบริษัท อูติเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน จำกัด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งสนับสนุนพ่อพันธุ์<strong>มะพร้าวกะทิ</strong>สายพันธุ์แท้ 1 พันธุ์ จำนวน 44 ต้น นำมาผสมกับแม่พันธุ์มะพร้าว 5 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์น้ำหอม สายพันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย สายพันธุ์มลายูสีแดงต้นเตี้ย สายพันธุ์ทุ่งเคล็ด และสายพันธุ์เวสท์อัฟริกันต้นสูง พันธุ์ละ 100 ต้น </p>
<p>เบื้องต้นได้สายพันธุ์<strong>มะพร้าวลูกผสมกะทิ</strong> ชื่อย่อ NHK, YDK, RDK, TKK และ WAK ซึ่งทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองปลูกพร้อมคัดเลือกสายพันธุ์เรื่อยมากระทั่งปี 2549 พบว่า<strong> มะพร้าวลูกผสมกะทิ</strong> 2 พันธุ์มีความโดดเด่นและมีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ คือ YDK และ NHK ซึ่งเหมาะสมที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อเพิ่มรายได้ </p>
<p>สำหรับสายพันธุ์ YDK เป็น<strong>มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมกะทิ</strong>ระหว่างมลายูสีเหลืองต้นเตี้ย (พันธุ์แม่) กับ<strong>มะพร้าวกะทิ</strong>สายพันธุ์แท้ (พันธุ์พ่อ) มีลักษณะเด่น คือ ออกจั่นและติดผลเร็วขณะที่ ต้นเตี้ย (สูงจากพื้นที่ดินประมาณ 50-60 เซนติเมตร) หลังปลูกประมาณ 4 ปี ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 1,902 ผล/ไร่/ 3 ปีแรก (ช่วงอายุ 4-7 ปี) คิดเป็นรายได้ 28,008 บาท/ไร่ ถ้าแหล่งปลูกปลอดจากมะพร้าวธรรมดา จะมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 34,002 บาท/ไร่ ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการสวน </p>
<p>ส่วนสายพันธุ์ NHK เป็น<strong>มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมกะทิ</strong>ระหว่างพันธุ์น้ำหอม (พันธุ์แม่) กับกะทิสายพันธุ์แท้ (พันธุ์พ่อ) มีลักษณะเด่น คือ ออกจั่นเร็ว ให้ผลผลิตเป็นมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอมทั้งน้ำและเนื้อ จำนวน 55% ของจำนวนต้นที่ปลูก โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,064 ผล/ไร่/3 ปีแรก (อายุ 4-7 ปี) ซึ่งต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิจำนวนดังกล่าว สามารถใช้พัฒนาพันธุ์<strong>มะพร้าวกะทิน้ำหอม</strong>ต้นเตี้ยได้โดยใช้เทคนิคการผสมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ และใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงคัพภะ (Embryo culture) เข้ามาช่วยในการเพาะเลี้ยงผล<strong>มะพร้าวกะทิน้ำหอม</strong> ก็จะได้ต้นพันธุ์<strong>มะพร้าวกะทิน้ำหอม</strong> 100% </p>
<p>กรมวิชาการเกษตรจะประกาศให้<strong>มะพร้าวลูกผสมกะทิ</strong>พันธุ์ใหม่ทั้ง 2 สายพันธุ์ เป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรภายในปี 2553 นี้ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อการค้าเพื่อเพิ่มรายได้อย่างแพร่หลาย มากขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งผลิตต้น<strong>พันธุ์มะพร้าวกะทิลูกผสม</strong>พันธุ์ใหม่ทั้ง 2 พันธุ์ โดยใช้พื้นที่กว่า 80 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่มียอดสั่งจองต้นพันธุ์เข้ามาแล้วกว่า 20,000 ต้น ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายผลการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ต่อ เพื่อให้ได้พันธุ์<strong>มะพร้าวกะทิน้ำหอม</strong>ต้นเตี้ยซึ่งเป็นพันธุ์แท้ต่อไป </p>
<p>หากสนใจเกี่ยวกับ<strong>มะพร้าวกะทิลูกผสม</strong>พันธุ์ใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-0583 ต่อ 135 หรือ สวนผลิตพันธุ์<strong>มะพร้าวลูกผสม</strong>คันธุลี ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี โทร. 0-7738-1963 </p>
<div><img title="มะพร้าวกะทิลูกผสม" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/09/hybrid-coconut-milk1.jpg" alt="มะพร้าวกะทิลูกผสม" /></div>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.dailynews.co.th/" target="_blank">เดลินิวส์</a></span> </p>
<div><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_ad_client = "pub-7933057503289316";
/* 336x280, created 7/24/09 */
google_ad_slot = "7510466590";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// ]]&gt;</script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/expansion_embed.js"></script><script src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></script><script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></script><script type="text/javascript">// <![CDATA[
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
// ]]&gt;</script><ins><ins id="google_ads_frame1_anchor"></ins></ins></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%aa%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟาร์มปลาปลอดสารพิษ</title>
		<link>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Nov 2010 08:59:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาชีพด้านเกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาปลอดสารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มปลา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มปลาปลอดสารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มเลี้ยงปลา]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้เสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเกษตรปศุสัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://108thaijob.com/?p=3329</guid>
		<description><![CDATA[การเลี้ยงปลาของสมบูรณ์ฟาร์มฟาร์ม จะแตกต่างไปจากฟาร์มปลาอื่น คือ ปลาทุกบ่อจะไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค กรณีที่ปลาป่วย ข้อดีคือ เนื้อจะนุ่ม กลิ่นคาวน้อยกว่าปลาที่ไม่ปลอดสาร ผ่าน มาเกือบ 20 ปีแล้วที่ สมบูรณ์ฟาร์ม ฟาร์มเลี้ยงปลานานาพันธุ์ปลอดสารพิษใน จ.ขอนแก่น สามารถยืนหยัดมาได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์ล้วนๆ ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นฟาร์มปลาขนาดใหญ่ที่เลี้ยงปลาปลอดสารพิษก็ว่าได้ เพราะเขามีอาณาเขตเกือบ 200 ไร่ในการเลี้ยงปลา แต่กว่าจะก้าวมาถึงขั้นนี้ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย  สมบูรณ์ กวีวิวัฒน์ ในวัย 43 ปี เจ้าของ สมบูรณ์ฟาร์ม ซึ่งฟาร์มตั้งอยู่ริมถนนสายท่าพระ-โกสุมฯ บ้านหนองหญ้าแพรก ต.ดอนหัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เริ่มลงทุนเปิดกิจการเป็นของตนเองเมื่อปี 2529 เริ่มจากการทำฟาร์มไก่ บนเนื้อที่ 20 ไร่ แม้ขณะนั้นผู้เป็นพ่อจะทัดทานและไม่เห็นด้วยกับการทำกิจการฟาร์มไก่ แต่ก็ยังสนใจที่จะทำอาชีพเกษตรปศุสัตว์ จนทำให้ธุรกิจแรกในชีวิตล้มไม่เป็นท่า ขาดทุนไปประมาณ 4-5 ล้านบาท กระทั่งปี 2532 เริ่มต้นเลี้ยงปลานิลจาก 4-5 บ่อเพิ่มจำนวนเป็นหลายสิบบ่อ ขณะที่พันธุ์ปลาก็หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนการเลี้ยงปลาดุกประมาณร้อยละ 60 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเลี้ยงปลาของสมบูรณ์ฟาร์มฟาร์ม จะแตกต่างไปจากฟาร์มปลาอื่น คือ ปลาทุกบ่อจะไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค กรณีที่ปลาป่วย ข้อดีคือ เนื้อจะนุ่ม กลิ่นคาวน้อยกว่าปลาที่ไม่ปลอดสาร</p>
<p>ผ่าน มาเกือบ 20 ปีแล้วที่ สมบูรณ์ฟาร์ม <strong>ฟาร์มเลี้ยงปลา</strong>นานาพันธุ์ปลอดสารพิษใน จ.ขอนแก่น สามารถยืนหยัดมาได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์ล้วนๆ ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็น<strong>ฟาร์มปลา</strong>ขนาดใหญ่ที่เลี้ยงปลาปลอดสารพิษก็ว่าได้ เพราะเขามีอาณาเขตเกือบ 200 ไร่ในการเลี้ยงปลา แต่กว่าจะก้าวมาถึงขั้นนี้ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย </p>
<p>สมบูรณ์ กวีวิวัฒน์ ในวัย 43 ปี เจ้าของ สมบูรณ์ฟาร์ม ซึ่งฟาร์มตั้งอยู่ริมถนนสายท่าพระ-โกสุมฯ บ้านหนองหญ้าแพรก ต.ดอนหัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เริ่มลงทุนเปิดกิจการเป็นของตนเองเมื่อปี 2529 เริ่มจากการทำฟาร์มไก่ บนเนื้อที่ 20 ไร่ แม้ขณะนั้นผู้เป็นพ่อจะทัดทานและไม่เห็นด้วยกับการทำกิจการฟาร์มไก่ แต่ก็ยังสนใจที่จะทำ<strong>อาชีพเกษตรปศุสัตว์ </strong>จนทำให้ธุรกิจแรกในชีวิตล้มไม่เป็นท่า ขาดทุนไปประมาณ 4-5 ล้านบาท กระทั่งปี 2532 เริ่มต้นเลี้ยงปลานิลจาก 4-5 บ่อเพิ่มจำนวนเป็นหลายสิบบ่อ ขณะที่พันธุ์ปลาก็หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนการเลี้ยงปลาดุกประมาณร้อยละ 60 ที่เหลือจะเป็นปลานิล ปลากด ปลาหมอ ปลาเทโพ และปลานิล<span id="more-3329"></span> </p>
<p>การเลี้ยงปลาที่ สมบูรณ์ฟาร์ม แห่งนี้จะแตกต่างไปจาก<strong>ฟาร์มปลา</strong>ชนิดอื่นคือ เลี้ยงปลาปลอดสารพิษ โดยปลาของเขาทุกบ่อจะไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกรณีที่ปลาป่วย ซึ่งข้อดีของการเลี้ยง<strong>ปลาปลอดสารพิษ</strong>คือเนื้อจะนุ่ม กลิ่นคาวน้อยกว่าปลาที่ไม่ปลอดสาร ทำให้ปลาจากฟาร์มสมบูรณ์ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งในขอนแก่นและต่างจังหวัดเป็นอย่างดี </p>
<p>สมบูรณ์ เล่าต่อว่า หลังจากที่เลี้ยงปลาเพื่อป้อนตลาดและร้านอาหารทั่วไปเมื่อกว่า 10 ปี กระทั่งเมื่อ 5-6 ปีก่อน ก็ได้รับการติดต่อจาก บริษัท โกร์เบส กรุ๊ป ร่วมเป็นพันธมิตรในการผลิตปลานิลป้อนโรงงานในรูปแบบของคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง โดยโรงงานจะส่งพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์ให้ในราคายุติธรรม ขณะเดียวกันก็รับประกันราคาปลาอีกด้วยในราคาปลานิลสด 40 บาท/กิโลกรัม จึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา </p>
<p>สมบูรณ์เผยเคล็ดลับการเลี้ยงปลาที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี โดยทุกบ่อจะมีปลาบึกรวมอยู่ได้ (ยกเว้นบ่อปลาหมอ) เพราะปลาบึกจะกินแพลงตอนที่เกิดจากการขับถ่ายของเสียของปลานิลและปลาอื่นๆ ทำให้น้ำไม่เน่าเสียเร็ว โดยในบ่อปลานิลขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 2.50 เมตร จะเลี้ยงปลานิล 5,000 ตัว และเลี้ยงปลาบึกควบคู่ไปประมาณ 200-300 ตัว </p>
<div><img title="ฟาร์มปลาปลอดสารพิษ" src="http://www.xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th/wp-content/uploads/2010/09/organic-fish1.jpg" alt="ฟาร์มปลาปลอดสารพิษ" /></div>
<p>ปัจจุบัน<strong>ฟาร์มปลา</strong>แห่งที่ 1 ก็ยังส่งไปจำหน่ายให้ลูกค้าเช่นเดิม แต่<strong>ฟาร์มปลา</strong>แห่งใหม่จะส่งป้อนให้แก่โกร์เบส กรุ๊ป ซึ่งโรงงานตั้งอยู่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ได้สั่งพันธุ์ปลานิลมาอีก 2 แสนตัว และพันธุ์ปลาบึกแท้จาก จ.เชียงรายอีก 2 หมื่นตัว ในราคาตัวละ 50 บาท เพื่อลงเลี้ยงในบ่อใหม่ควบคู่กับปลานิลในเร็วๆ นี้ </p>
<p>ผมมองว่าปลานิลเป็นปลาที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่การเลี้ยงปลาบึกที่นอกจากจะรักษาความสมดุลของระบบนิเวศแล้ว ปลาบึกก็กำลังได้รับความนิยมโดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ ปัจจุบันมีราคาขายอยู่ที่ 100 บาท/กิโลกรัม แต่ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี จึงจะได้ปลาบึกที่โตและสมบูรณ์และทำตลาดส่งออกได้ เจ้าของสมบูรณ์ฟาร์ม กล่าวย้ำ </p>
<p>สมบูรณ์ฟาร์ม จึงเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการทำ<strong>ฟาร์มปลาปลอดสารพิษ</strong> สำหรับผู้สนใจที่จะนำไปต่อยอดหรือทำฟาร์มเลี้ยง<strong>ปลาปลอดสารพิษ</strong> ลองขอคำแนะนำได้ที่ 08-1708-3636 ได้ตลอดเวลา </p>
<p><span style="font-size: xx-small;">ที่มา : <a rel="nofollow" href="http://www.komchadluek.net/" target="_blank">คมชัดลึก</a></span> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://108thaijob.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

