ธ.ค.
25
2009
ทำไม่ปีนี้เก็บแต่ตังก์ ผล Admisstions ก็ไม่ออกง่าย รอบที่ 4 แล้ว คงจะสบายยยยจายยยยละมั่ง เก็บเงินค่า admis ไป แล้วมาเก็บค่าเลือกคณะอีก เด็กทั้งเทศรอผลเอ็นท์อยู่ไม่รู้เ หรอ ไอ้เก็บเงินอย่างเดียวไม่พอ ติดไม่ติดไม่รู้ ระบบก่อนๆ ไม่เสียตังก์สักบาท แต่ระบบนี้เสียเป็นพันแล้ว (ถามว่าเอาไปทำอะรัย ผิดพลาดมาหลายรอบ นี้หรือการทดสอบระดับชาติ มันจะไม่โกงกินกันไปมากเกินไปเหรอ แล้วเงินภาษีรัฐบาล ทำไม่ไม่เอามาจ่ายเล่า เห็นข่าวประกาศเดี๋ยวนี้แล้วเสียว เด็กที่รอผลเอ็นท์ตายร้อยละ 2 จากการที่เครียดกลัวจะไม่มีที่เรี ยน สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ จะยืนหยัดอยู่อย่างไร ไม่มีคนเชื่อถือ นี้ก็ใกล้เดือนพฤษภาคมแล้ว มหาวิทยาลัยบางแห่งก็เรียนปรับพื้ นฐาน บางแห่งก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ยังนิ่งเฉยรอการตรวจที่ถูกต้องอยู ่นั้นแหละ (รอเป็นชาติแล้ว) ทุกๆ อย่างกับระบบปีนี้ล้วนเกิด สทศ. และความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเด็กทั ้งประเทศ ระบบนี้เป็นระบบที่ปวดหัวมากสร้าง ความเดือดร้อนแก่ทุกคน และทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน อาจารย์แนะแนว แล้วผู้ปกครอง ล้วนหนักใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้ นถึง 4 ครั้ง (ถ้าเป็นคนทำผิด ครั้งเดียวก็สามารถแก้ตัวโดยการทำ ดีๆ แก้ สิ่งผิดๆ สิ่งเหล่านั้นก็จะถูกลดละไป) ประเทศไทยจงเจริญทางด้านการศึกษาแ หละ (ถ้าให้นักเรียนเขียนข้อบกพร่องของ ระบบการศึกษาในปีนี้คงมีนักเรียนเ ป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน จากนักเรียนทั่วประเทศ มาร่วมกันเขียน)
ที่มา : cuas.or.th
ธ.ค.
25
2009
ผมมีข้อเสนอแนะทบวงมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับ นักเรียน เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาดังนี้
1. ให้แต่ละมหาวิทยาลลัยรับเด็กทุกคนเข้าเรียนในหลักสูตร อุดมศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคนทุกคณะ (โดยระบุเป้าหมายที่ต้องการเลือกศึกษาแต่ละคณะให้ชัดเจน
2. ให้ทุกคณะจัดหลักสูตรการเรียน ในชั้นปีที่ 1 เหมือนกันหมดทุกมหาวิทยาลัย ทั้งเทอม 1 และเทอม 2
3. ให้ สกอ. เข้ามาเป็นผู้รวบรวมข้อสอบที่ทุกมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออก และจัดเรียงให้เป็นข้อมสอบมาตรฐาน
4. แล้ว Online ข้อสอบส่งให้ มหาลิทยาลัย ทั้งเทอม 1 และเทอม 2 ในวันที่สอบวิชานั้น ๆ (ขึ้น Projector)
5. เมื่อ นิสิต ชั้นปีที่ 1 สอบเสร็จแล้ว ให้ทุกมหาลัย scan กระดาษคำตอบ Online ส่งกลับ สกอ.ในวันสอบเดียวกันตอนเย็น
6. เมื่อสอบเสร็จทั้ง 2 ภาคเรียน มหาวิทยาลัยก็จะได้คำตอบเองละครับว่า เด็กคนใหนเหมาะที่จะได้เรียนอะไร และเช่นกัน เด็กเองก็จะรู้เองละว่าตนเองสมควรจะเลือกเรียน คณะอะไร มหาวิทยาลัยใหน
7. ให้อิสระแก่มหาวิทยาลัย ที่จะกำหนดค่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ผลการเรียนเด็กในแต่ละวิชา จะเท่ากันทุกมหาลัยหรือจะต่างกันก็ตามใจ และกำหนดจำนวนของจำนวนนิสิตที่จะยังคงได้เรียนต่อในชั้นปีที่ 2 ซึ่งจะเข้าเนื้อหาของสาขาแล้ว (แต่ต้องแจ้งให้เด็กทราบล่วงหน้าตั้งแต่วันเปิดภาคเรียนภาคแรก)
จะทำให้ 1. ทดสอบเด็กทุกคนว่าเหมาะสมกับสาขาที่จะเรียนหรือไม่
2. เป็นการคัดเลือกเด็กที่มีความตั้งใจเรียนให้ยังคงมีสิทธิ์ที่จะเรียนในสถาบันต่อไป
3. ให้โอกาศเด็กทุกคนได้มีโอกาสเลือกในสาขาวิชาและสถาบันที่ตนเองต้องการตามผลของคะแนนซึ่งเป็นผลแห่งความตั้งใจจริงของตนเอง เช่น นายก. ชั้นปีที่ 1 เรียน ราชภัฏดุสิต เมื่อทำข้อสอบมาตรฐาน ทั้ง เทอม 1 และเทอม 2 แล้ว ได้ 4.00 ทุกวิชา จะขึ้นปี 2 เขาก็เลือสมัคร คณะแพทย์ฯ จุฬา ฯ หรือ มหิดล ก็ย่อมได้ เพราะในขณะที่ น.ส. ข เรียน ปี 1 จุฬา แต่ทำข้อสอบมาตรฐานชุดเดียวกันกับนาย ก. แล้วทั้ง 2 เทอมผลได้แค่ 2.75 ก็ต้องจรจากจุฬา เพราะ จุฬาตั้งเกณฑ์ไว้ เด็กต้อง ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 3.50 จึงจะยังคงสถานะการเป็นนิสิต หรือจึงจะมีสิทธิ์สมัครเข้าเรียนที่จุฬาได้ ผลก็คือ เด็กทั่วประเทศก็จะพิสูจน์ตัวเองได้ว่า ตนเองเหมาะสมกับสถาบันใหน ส่วน น.ส. ข. เมื่อต้องอพยบจากจุฬาแล้ว ก็ยังมีโอกาสจะไปเรียนในสถาบันที่ กำหนดเกณฑ์ต่ำกว่าจุฬาทั้งสถาบันและคณะวิชาที่แตกต่างตามความสามารถเช่น อาจจะไปสมัครเรียน บริหาร ที่ ม.ราชภัฏ เป็นต้น
พูกง่าย ๆ คือ คัดเลือกเด็กตอนจะขึ้น ปีที่ 2 แทนการ Ent ตอนเด็กจบ ม.6 ภายใต้เงื่อนไข
1. ข้อสอบปลายภาคชั้นปีที่ 1 เหมือนกัน/ชุดเดียวกัน (วัดด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ)
2. เห็นข้อสอบวันเดียวกันคือวันสอบ ( บนจอ Projector)
3. กระดาษคำตอบส่งถึง สกอ. ในวันเดียวกันกับที่ สอบ (เป็นการส่งภาพที่ scan และ Online ถึง สกอ. ป้องกันการทุจริตทั้งผู้สอบและผู้ตรวจ)
4. ทุกมหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วมในการตรวจข้อสอบบนกระดาษคำตอบที่เด็กได้ลงทะเบียนเรียนในชั้นปีที่ 1 กับท่าน พร้อมทั้งสามารถชี้แจงผลการตรวจและให้คะแนนแก่เด็กหรือผู้ปกครองหากมีการร้องเรียน พร้อมทั้งเป็นการมอบหมายให้สถาบันทั้งหลายลงมาเป็นผู้ตอบสนองความต้องการของสังคม และชุมชน
5. มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องเหนื่อยกับพวกที่เข้าได้แต่เรียนไม่ใหวเช่นในปีก่อน ๆ
ที่มา : cuas.or.th
ธ.ค.
25
2009
รายละเอียด : สวัสดีครับ คือ ผมจบ ป.ตรี บริหารธุรกิจ (ระบบสารสนเทศ) ปี 2546 สถาบันฯ รัฐบาล ตอนนี้ อายุ 29 ปี แล้ว ครับ และมีความสนใจ อยากศึกษาต่อ ทางด้านเนติ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้ เนื่องจาก อยากสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร สายป้องกันและปราบปราม (ตอนนี้ สมัครและสอบได้ เป็นชั้นประทวน สายอำนวยการและสนับสนุน ) จึงอยากขอคำแนะนำ ในการศึกษาต่อ เพื่อความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ ตำรวจ ขอบคุณครับ SeccOm Read more »
ต.ค.
24
2008
โรงเรียนจ่าอากาศ เป็นสถาบันการศึกษาหลักขั้นต้นของกองทัพอากาศ ที่ผลิตนายทหารประทวน ให้แก่ส่วนราชการต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ แ ละนอกกองทัพอากาศที่ฝากผลิตเป็นครั้งคราว ตลอดทั้งให้การศึกษาอ บรม ข้าราชการกลาโหมพลเรือนต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ทั้งในและนอกก องทัพอากาศ ตามแต่กองทัพอากาศจะกำหนด มีความประสงค์จะรับสมัครบ ุคคลเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ ประจำปีการศึกษา 2552 โดยมีรายละ เอียดดังนี้
?
? ?คุณสมบัติของผู้สมัคร
?1.เป็นชายโสด มีสัญชาติไทย และบิดามารดามีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
? ?(เกิดในประเทศไทย)
?2.สำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่า มีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 2.00 อายุไม่ต่ำกว่า 14 ปี และไม่เกิน 18 ปี ในปีที่เข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศนับตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร มีสิทธิเข้าศึกษาในเหล่าทหารช่างอากาศ เหล่าทหารสื่อสาร และเหล่าทหารสรรพาวุธ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ ระยะเวลาศึกษา 3 ปี
?3.สำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า มีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 2.00 อายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี และไม่เกิน 20 ปี ในปีที่เข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศนับตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร มีสิทธิเข้าศึกษาในเหล่าทหารแพทย์ หลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ ระดับต้น เหล่าทหารต้นหน เหล่าทหารอุตุ หลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ (แผนกการเรียนวิทย์-คณิต) ระยะเวลาศึกษา 2 ปี หรือเข้าศึกษาในเหล่าทหารอากาศโยธิน เหล่าทหารสารวัตร หลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ (ทุกแผนการเรียน) ระยะเวลาศึกษา 2 ปี
?4.ผู้ที่มีความสามารถด้านกีฬาระดับเขตการศึกษาขึ้นไป ต้องมีหลักฐานแสดงความสามารถด้านกีฬา และได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการกีฬาของกองทัพอากาศ มีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 1.80 และผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการของกองทัพอากาศ มีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 2.00
?
?หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร
?1.หลักฐานวุฒิการศึกษา ได้แก่ ระเบียบแสดงผลการเรียน หรือใบรับรองของโรงเรียนซึ่งแสดงว่ากำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนสุดท้ายของหลักสูตร
?2.เฉพาะผู้สมัครทางไปรษณีย์ ใช้รูปถ่ายปัจจุบันขนาด 1 นิ้ว (ถ่ายในครั้งเดียวกัน ระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับถึงวันสมัคร) แต่งกายสุภาพ ท่าปกติ ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตา จำนวน 2 รูป (เขียนชื่อ สกุล หลังรูปถ่ายทุกรูป)
?3.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ชุด (ถ้าผู้สมัครยังไม่ทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้านแทน)
?4.สำเนาหลักฐานการฝึกวิชาทหาร (รด.) ของกรมการรักษาดินแดน (ถ้ามี)
?5.หลักฐานซึ่งแสดงว่าเป็นบุตรข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือลูกจ้างประจำที่ทำหน้าที่ในการรบ หรือการสงคราม หรือปราบจลาจล หรือหลักฐานที่แสดงว่าเป็นบุตรข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือลูกจ้างประจำ ซึ่งประสบอันตรายบาดเจ็บถึงทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือหลักฐานแสดงว่าเป็นบุตรของผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มกล้าหาญ หรือเหรียญกล้าหาญ (ถ้ามี)
?6.หลักฐานการแสดงความสามารถด้านกีฬาระดับเขตการศึกษาขึ้นไป (ถ้ามี)
?
?สวัสดิการและสิทธิประโยชน์
?ขณะเป็นนักเรียนจ่าอากาศ
?1.ได้รับจ่ายสิ่งของจากราชการตามอัตราจ่ายที่ทางราชการกำหนด
?2.ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 50 บาท (เบี้ยเลี้ยงกรณีไปราชการนอกที่ตั้งปกติ
? ? ?วันละ 63 บาท)
?3.ได้รับเงินเดือนตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 126/2545 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 เรื่อง กำหนดอัตราเงินเดือนของนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ดังนี้
?-หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ
?ชั้นปีที่ 1 รับเงินเดือนเดือนละ 2,010 บาท
?ชั้นปีที่ 2 รับเงินเดือนเดือนละ 2,260 บาท
?ชั้นปีที่ 3 รับเงินเดือนเดือนละ 2,380 บาท
?-หลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ ระดับต้น
?ชั้นปีที่ 1 รับเงินเดือนเดือนละ 2,380 บาท
?ชั้นปีที่ 2 รับเงินเดือนเดือนละ 2,510 บาท
?-หลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ
?ชั้นปีที่ 1 รับเงินเดือนเดือนละ 2,380 บาท
?ชั้นปีที่ 2 รับเงินเดือนเดือนละ 2,510 บาท
?อัตราเงินเดือนดังกล่าว เป็นไปตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ท้ายพระราชกฤษฎีกา การปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ พ.ศ.2547
?4.โรงเรียนจ่าอากาศประกอบเลี้ยงอาหารทุกวัน วันละ 3 มื้อ โดยใช้เงินเบี้ย
? ? เลี้ยงบางส่วน เป็นค่าอาหาร
?5.ได้รับสิทธิในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ตามหลัก
? ? ?เกณฑ์ที่กองทัพอากาศกำหนด
?
?เมื่อสำเร็จการศึกษา
?1.บรรจุเข้ารับราชการในกองทัพอากาศ
?2.แต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี
?3.รับเงินเดือน ตามอัตราที่ทางราชการกำหนด
?4.ศึกษา ฝึกงาน และดูงานทั้งในและต่างประเทศ
?5.สอบคัดเลือกเป็นนักเรียนทุนเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาที่ทางราชการ
? ? กำหนด
?6.เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ทางราชการกำหนดสามารถสอบเลื่อนเป็น
? ? นายทหารชั้นสัญญาบัตร ?
?
?กำหนดการรับสมัคร
?1.สมัครทางไปรษณีย์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551
?2.สมัครด้วยตนเอง ตั้งแต่วันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2552 ณ อาคารรณนภากาศ
? ?โรงเรียนนายเรืออากาศ
?
? ? ? ?จำหน่ายระเบียบการที่ โรงเรียนจ่าอากาศ ดอนเมือง กรุงเทพฯ /กองบินทั่วประเทศ และโรงเรียนนายเรืออากาศ หรือสั่งซื้อระเบียบการทางไปรษณีย์ได้ที่ โรงเรียนจ่าอากาศ ดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทร.0-2534-2841, 0-2534-3711, 0-2534-3762, 0-2534-3763 เฉพาะเวลาราชการเท่านั้น??
?